ตอนที่ 2: รุ่งสางแห่งสมการ กับไม้กวาดเส้นเรขาคณิต
กระแสอักขระเรืองแสงจากคัมภีร์หยกไร้อักษรพรั่งพรูทะลักเข้าสู่ทะเลจิตของกู้เสวียนประหนึ่งเขื่อนที่แตกทะลาย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมิต่างจากการถูกบีบคั้นด้วยมหาอำนาจแห่งจักรวาลที่พยายามอัดแน่นลงในภาชนะที่เล็กเกินไป เส้นสาย ตัวเลข และสัญลักษณ์ค่ายกลนับล้านรูปแบบผุดพรายขึ้นและดับวูบลงในห้วงสำนึกอย่างรวดเร็วจนยากจะจับต้นชนปลาย
อุ๊ก!
กู้เสวียนทรุดกายลงกับพื้นศิลาอันเย็นเยียบ ร่างกายชักกระตุกเบา ๆ ราวกับปลาที่ถูกพรากขึ้นจากวารี มือทั้งสองยังคงกำคัมภีร์หยกไว้แน่นสนิทราวกับมันเป็เชือกเส้นสุดท้ายที่ยึดโยงจิติญญาของเขาไว้กับโลกแห่งความเป็จริง
มิอาจทราบได้ว่ากาลเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด อาจเป็เพียงชั่วลมหายใจ หรืออาจเนิ่นนานตลอดทั้งราตรี เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงอรุณสีทองอ่อนละมุนก็สาดส่องผ่านรอยแตกของหน้าต่างเข้ามาแล้ว เสียงนกกาขับขานแว่วมาจากที่ไกลเหนือชายคาหอตำรา ทุกสรรพสิ่งดูเป็ปกติประหนึ่งไม่มีเหตุการณ์ประหลาดใดเกิดขึ้น เหลือเพียงคัมภีร์หยกที่ยังคงอุ่นระอุอยู่ในอุ้งมือ เป็หลักฐานประจักษ์ว่าค่ำคืนที่ผ่านมามิใช่ความฝัน
กู้เสวียนยันกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ศีรษะยังคงมึนงงประหนึ่งถูกทุบซ้ำด้วยค้อนหนัก ทว่าสิ่งที่ประหลาดล้ำยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อสายตากวาดมองผ่านหอตำราที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง ภาพที่เห็นกลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ฝุ่นแต่ละอนุภาคที่ลอยฟุ้งกลางลำแสงตะวัน มิใช่เพียงเศษผงไร้ความหมายอีกต่อไป ในสายตาของกู้เสวียน เขามองเห็นเส้นทางการเคลื่อนที่เป็ริ้วโค้งจาง ๆ สีขาวนวลพาดผ่านอากาศดุจใยแมงมุมที่มิอาจเห็นได้ด้วยตาเปล่าทั่วไป ไอลมที่พัดผ่านหน้าต่างปรากฏเป็ลวดลายซ้อนทับกันเป็ชั้นชั้น บอกทิศทาง แรงดัน และจังหวะการไหลอย่างละเอียดถี่ยิบ
นี่มันคือสิ่งใดกันแน่ กู้เสวียนพึมพำ มือลูบหน้าผากตนเองด้วยความพิศวง
เขาลองหยิบไม้กวาดทางมะพร้าวเก่าคร่ำขึ้นมา ตั้งใจจะปัดกวาดตามความเคยชิน ทว่าก่อนที่ไม้กวาดจะััพื้น สมองกลับประมวลผลบางอย่างขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ มุมองศาของด้ามไม้ น้ำหนักของก้านมะพร้าวแต่ละเส้น แรงเสียดทานของพื้นศิลาที่สึกกร่อนไม่เท่ากัน ทุกปัจจัยถูกคำนวณออกมาเป็วิถีทางเดียวที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ซ่า!
ไม้กวาดในมือเคลื่อนไหวเป็เส้นโค้งเดียวอย่างนุ่มนวลและเฉียบคม ฝุ่นทุกอนุภาคในรัศมีสาม่แขนถูกต้อนเข้าสู่จุดศูนย์รวมโดยไม่มีเม็ดใดหลุดรอด ไร้ซึ่งการสะบัดซ้ำสอง ไร้ซึ่งแรงเสียดสีที่สูญเปล่าแม้แต่น้อย
กู้เสวียนยืนนิ่งอึ้ง จ้องมองกองฝุ่นเล็ก ๆ แทบเท้าด้วยความตื่นตะลึง ตลอดระยะเวลาหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา เขากวาดหอตำราแห่งนี้มานับหมื่นครั้ง ทว่ามิเคยมีสักครั้งที่สามารถทำได้แม่นยำถึงเพียงนี้
ความรู้สึกบางอย่างพลุ่งพล่านขึ้นในทรวงอกของศิษย์สวะผู้นี้ มันมิใช่ความปีติเยี่ยงเด็กน้อย แต่เป็ััอันลึกซึ้ง ราวกับม่านหมอกที่ปกคลุมดวงตามาทั้งชีวิตได้ถูกเลื่อนเปิดออก และเขาเพิ่งจะเริ่มมองเห็นโลกที่แท้จริงเป็ครั้งแรก โลกที่มิได้ประกอบขึ้นจากปราณและพลังวัตรเพียงอย่างเดียวอย่างที่เหล่านักบำเพ็ญเพียรทั่วไปเข้าใจ ทว่ามันคือสมการมหาศาลที่ซ้อนทับกันเป็ชั้นชั้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ท่านผู้เฒ่า กู้เสวียนกำคัมภีร์หยกแนบอก พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามเช้า ท่านทิ้งสิ่งใดไว้ให้ข้ากันแน่
ยังมิทันที่เขาจะค้นหาคำตอบ เสียงะโหยาบกระด้างก็ดังแทรกเข้ามาจากลานด้านนอก ตัดกระแสความคิดของเขาให้ขาดสะบั้น
ไอ้ศิษย์สวะ! ยังมิรีบกวาดลานฝึกให้เสร็จอีกหรือ เหล่าศิษย์พี่รุ่นจะมาฝึกซ้อมกันในอีกครึ่งชั่วยามแล้วนะ!
นั่นคือเสียงของ ซุนเหลียง ศิษย์พี่ชั้นในผู้ดูแลลานฝึก ร่างกำยำในชุดยุทธพจน์สีครามเดินเข้ามาพร้อมแววตาเหยียดหยาม ประหนึ่งมองก้อนดินไร้ค่าที่บังเอิญขวางทางเดิน
ข้าขออภัยศิษย์พี่ ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้ กู้เสวียนก้มศีรษะอย่างคุ้นชิน รีบซุกคัมภีร์หยกไว้ในอกเสื้อก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากหอตำราไป ทว่าในดวงตาที่เคยหม่นแสง บัดนี้กลับมีบางสิ่งเปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ
ระหว่างทางที่วิ่งผ่านระเบียงหินคดเคี้ยว กู้เสวียนบังเอิญเหลือบเห็นบางสิ่งที่ทำให้ฝีเท้าของเขาต้องหยุดชะงัก
เสาหินต้นหนึ่งบริเวณกำแพงทิศตะวันออกมีรอยจารึกค่ายกลป้องกันโบราณสลักอยู่ เป็ของล้ำค่าที่สืบทอดมาั้แ่ก่อตั้งสำนัก ทว่าด้วยทัศนะแบบใหม่ กู้เสวียนกลับมองเห็นว่าเส้นสายของค่ายกลนั้นมีจุดหนึ่งที่คำนวณผิดพลาดมาแต่ต้น กระแสพลังป้องกันรั่วไหลออกไปอย่างเงียบเชียบทีละน้อยมานานนับสิบปีโดยมิมีผู้ใดล่วงรู้ เปรียบเสมือนเขื่อนที่มีรอยร้าวเล็กจิ๋วซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ
ตำแหน่งองศาที่สาม หากขยับปรับมุมสักหนึ่งส่วนสิบ กู้เสวียนพึมพำกับตนเอง สายตาจับจ้องเส้นสายค่ายกลอย่างมิละวาง
เขารู้ดีว่ามิใช่เวลาที่จะมายืนคำนวณเล่น ศิษย์สวะไร้รากปราณเช่นเขาหากถูกจับได้ว่าแอบสอดรู้สอดเห็นเื่ค่ายกลของสำนัก อาจถูกกล่าวหาว่าคิดร้ายได้ กู้เสวียนจึงได้แต่กัดฟันเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ แล้วรีบมุ่งหน้าสู่ลานฝึกต่อไป
ตลอดทั้งวัน กู้เสวียนยังคงรับหน้าที่ปัดกวาดและรับใช้ตามปกติ ประหนึ่งมิมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เขาก้มหน้าก้มตารับคำตะคอกจากเหล่าศิษย์พี่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยดังเช่นที่เคยทำมาตลอดร้อยปี
ทว่าภายในส่วนลึกของทะเลจิต เส้นสายอักขระจากคัมภีร์หยกยังคงหมุนวนมิหยุดนิ่ง ทุกครั้งที่เขามองสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็ทิศทางลม รอยแตกบนกำแพง หรือจังหวะการเดินของผู้คนรอบตัว สมองของเขากลับแปลงสิ่งเ่าั้ให้กลายเป็ตัวเลขและสมการโดยอัตโนมัติ ประหนึ่งมีดวงตาที่สามซ้อนทับอยู่เหนือดวงตาคู่เดิม
ยามค่ำคืน เมื่อภารกิจทั้งปวงสิ้นสุดและหอตำรากลับสู่ความเงียบสงัด กู้เสวียนหยิบคัมภีร์หยกไร้อักษรออกมากางบนตัก แสงเทียนเล่มเดิมส่องกระทบผิวหยกจนเรืองรอง
เขาหลับตาลง ปล่อยให้จิตสำนึกจมดิ่งสู่ทะเลจิตของตนอย่างช้าช้า เป็ครั้งแรกที่เขากล้าเผชิญหน้ากับกระแสความรู้มหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมุ่งมั่น แทนที่จะปล่อยให้มันท่วมทับจนสลบไสลอย่างไร้ทางสู้
ในความมืดมิดของทะเลจิต ตัวเลขและอักขระค่ายกลนับล้านค่อย ๆ เรียงร้อยตนเองเป็ระเบียบทีละชั้น ประหนึ่งมีหัตถ์ที่มองไม่เห็นกำลังจัดวางชิ้นส่วนปริศนาให้กลับคืนสู่รูปทรงเดิม
เต๋าแห่งนักปราชญ์ เสียงหนึ่งดังก้องขึ้นในส่วนลึกของสำนึก มิใช่เสียงของชายชราชุดเทาอีกต่อไป ทว่าเป็เสียงของตัวเขาเองที่เริ่มหยั่งลึกถึงความหมายอันวิเศษของคัมภีร์
โลกทั้งใบมิใช่สิ่งที่ต้องเข่นฆ่าฝ่าฟันด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว ทว่าเป็สมการอันไพศาลที่รอคอยผู้กล้าหาญจะมาไขปริศนาและพลิกผันมันตามใจปรารถนา
กู้เสวียนลืมตาขึ้นอีกครั้งกลางความมืด ดวงตาคู่นั้นซึ่งเคยว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวามาตลอดร้อยปี บัดนี้กลับเปล่งประกายแห่งความมุ่งมั่นอันเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
เขายังมิอาจล่วงรู้เลยว่า รอยรั่วของค่ายกลป้องกันที่เขาสังเกตเห็นในวันนี้ กำลังจะกลายเป็จุดเริ่มต้นของหายนะที่จะสั่นะเืไปทั่วทั้งสำนักในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และเป็ก้าวแรกที่จะทำให้ชื่อของ ศิษย์สวะร้อยปี ถูกจดจำไปทั่วแดนบำเพ็ญเพียรตลอดกาล