ตอนที่ 109 ฟ้าผ่า
มิติวิญญาณ ? เทพอัสนีและเทพีสายฟ้าต่างมองหน้ากันต่างก็เห็นสีหน้าตกใจจากอีกฝ่าย รู้จักมิติวิญญาณในมิติเล็ก ๆ นี้ด้วยเยี่ยงนั้นรึ? เป็นไปได้หรือไม่ว่า...จะเป็นตัวแทนที่เทพีแห่งวิญญาณส่งมา ?
“ท่าน...มิทราบว่าท่านเป็น...” เทพีสายฟ้าผลักเทพอัสนีไปด้านข้างและพยายามฉีกยิ้ม นางกลัวว่านางอาจจะคาดหวังไปเสียเปล่า
[ ฮึ ! เป็นถึงเทพจากมิติวิญญาณแต่กลับมิรู้จักศิลาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้เยี่ยงนั้นรึ ช่างโง่เขลายิ่งนักมิน่าเล่าถึงโดนลงโทษและถูกเนรเทศมาที่มิติเล็ก ๆ นี่ !น่าเศร้าอย่างแท้จริง ! ช่างน่าสงสารยิ่งนัก ! ] แมวสีทองส่ายหัวเบาๆ และถอนหายใจ
เทพอัสนีเป็นคนอารมณ์ร้อน มีหรือที่เขาจะทนให้เจ้าแมวน้อยล้อเลียนเอาได้? เขาเกือบบันดาลโทสะออกมาแล้ว แต่เทพีสายฟ้ารีบห้ามสามีตนเองเอาไว้และมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองจากนั้นนางก็ยิ้ม “เป็นพวกเราเองที่โง่เขลาและจำท่านมิได้เทพีแห่งวิญญาณส่งท่านมาตรวจสอบพวกเราเยี่ยงนั้นรึ ? ”
[ เทพีแห่งวิญญาณรึ ? หึ ! นางมิมีอำนาจสั่งศิลาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ได้หรอก ! ]ลูกแมวสีทองเชิดหน้าขึ้น [ ข้ารับใช้เจ้าแม่หนี่วาและเป็นผู้เดียวที่เจ้าแม่หนี่วาโปรดปรานแม้แต่เทพีแห่งวิญญาณก็ต้องไว้หน้าข้า ! ]
ผานกู่ได้แยกสวรรค์และผืนแผ่นดินออกจากกันและสร้างโลกขึ้นมาเจ้าแม่หนี่วาสร้างมนุษย์จากดินโคลน เทพีแห่งวิญญาณคือผู้นำของวิญญาณทั้งหมด นี่คือสามเทพผู้สร้างที่เป็นที่รู้จักกันดีในอาณาจักรยุคแรกเทพีแห่งวิญญาณเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาเทพผู้สร้างทั้งสาม เพราะนางไม่เพียงแต่สร้างวิญญาณและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดนอกเหนือจากมนุษย์เท่านั้นแต่ยังมีความสามารถที่น่าอัศจรรย์อย่างหนึ่งด้วยนั่นก็คือ นางสามารถเปิดมิติใหม่ขึ้นมาได้
เมื่อพลังงานวิญญาณในอาณาจักรยุคแรกเริ่มเบาบางลงและโลกแห่งการฝึกตนก็เงียบขึ้นทุกวันเทพีแห่งวิญญาณจึงสร้างมิติวิญญาณขึ้นและสร้างระเบียบใหม่ให้กับโลกแห่งการฝึกตนและโลกแห่งเซียน
เทพีแห่งวิญญาณเป็นคนโอบอ้อมอารีแต่ก็มีแนวโน้มที่จะปกป้องคนใกล้ชิดของนางหากเทพอัสนีที่อารมณ์ร้อนไม่ได้ล่วงเกินเทพีแห่งวิญญาณเทพอัสนีกับเทพีสายฟ้าก็คงยังอยู่ในมิติวิญญาณได้อย่างสบายดังเช่นปลาในน้ำ
มิติที่ทรุดโทรมนี้เทพีแห่งวิญญาณเป็นผู้สร้างขึ้นตอนที่นางยังเยาว์และกำลังเรียนรู้ดังนั้นมันจึงสร้างออกมาได้มิดีนัก ด้วยเหตุนี้พลังงานวิญญาณที่นี่จึงมีอยู่เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นมันจึงไม่เอื้อต่อการฝึกตนเทพส่วนใหญ่ที่นี่คือเซียนจากมิติอื่นที่ถูกส่งมาฝึกตนที่นี่เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์แน่นอนว่ามันก็มีบ้างที่เป็นเหมือนเทพอัสนีและเทพีสายฟ้าที่ถูกส่งลงมาจากดินแดนที่สูงกว่าเพื่อทบทวนความผิดของตนเอง
เทพอัสนีกับเทพีสายฟ้าอยู่ที่นี่มาประมาณ700 - 800 ปีแล้ว มันนานเสียจนพวกเขาคิดว่าตนเองได้ถูกทอดทิ้งแล้วตลอดกาลพวกเขาคิดว่าคงต้องอยู่ที่นี่ต่อไปอย่างไร้จุดหมายและทุบค้อนสายฟ้าทุกวันในฐานะเทพอัสนีแต่วันนี้พวกเขาก็ได้ค้นพบกับความหวังใหม่ขึ้นมาแล้ว
ดวงตาของเทพอัสนีเป็นประกายขึ้นมาเมื่อได้ยินคำตอบของหินศักดิ์สิทธิ์เขาขยับใบหน้าแหลม ๆ เข้าไปใกล้และเอ่ยประจบประแจงว่า “มิทราบว่าท่านศิลาศักดิ์สิทธิ์มาทำอันใดที่นี่หรือขอรับ? ”
[ อย่างที่รู้ ข้าเป็นศิลาศักดิ์สิทธิ์ต้องใช้เวลาในการฝึกตนมากกว่าและยากกว่าเมื่อเทียบกับมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณเป็นเวลาหลายร้อยล้านปีแล้วนับตั้งแต่ที่ข้า ศิลาศักดิ์สิทธิ์ ได้รับความรู้ภายใต้การขัดเกลาของเจ้าแม่หนี่วาข้าฝึกตนอย่างราบรื่นและปราศจากอุปสรรคมานาน แต่พอใกล้จะเปลี่ยนร่างได้แล้วข้าก็ต้องเจอกับอุปสรรคเข้าอย่างหนึ่ง] หินศักดิ์สิทธิ์นึกถึงวันที่เคยอยู่ข้างกายเจ้าแม่หนี่วาดวงตาสีทองของมันปรากฏแววแห่งความคิดถึง
เป็นเพราะมันหงุดหงิดที่ติดอยู่ในขั้นเปลี่ยนร่างจนไปล่วงเกินอำนาจของเทพีแห่งวิญญาณเข้าผลก็คือมันถูกหลิงเอ้อร์เนรเทศไปอยู่โลกมนุษย์ ! หินศักดิ์สิทธิ์อยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเทพอัสนีและเทพีสายฟ้าเสียอีกมันถูกส่งไปยังมิติที่แห้งแล้งและโทรมยิ่งกว่า ที่ ๆ ซึ่งแทบไม่มีพลังวิญญาณเลยด้วยซ้ำ
หลังจากลำบากมามากในที่สุดมันก็พบสถานที่ที่มีพลังวิญญาณอยู่ มันพักฟื้นอยู่ในลำธารหน้าวังโปตาลาในทิเบตเป็นเวลาหลายร้อยปีก่อนที่หลินเสี่ยวหว่านที่เดินทางไปพักผ่อนที่นั่นจะเก็บมันขึ้นมามันใช้พลังวิญญาณทั้งหมดของมันย้ายวิญญาณของหลินเสี่ยวหว่านที่ตายไปหลังจากตกบันไดมาที่โลกนี้และหาร่างที่เหมาะสมให้กับนาง แต่มันดันไปยอมรับนางเป็นเจ้านายโดยไม่ได้ตั้งใจเข้าเลยจำใจต้องขึ้นเรือโจรสลัดอยู่เยี่ยงนี้
เมื่อเรื่องกลายเป็นเช่นนี้ไปแล้วมันจึงตัดสินใจไหลไปตามสถานการณ์ แม้ว่าหยูเสี่ยวเฉาจะอ่อนแอแต่นางก็เป็นคนจิตใจดีการช่วยเหลือนางก็เหมือนกับการช่วยตัวมันเองด้วย เพื่อที่จะกลับไปยังโลกเบื้องบนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หินศักดิ์สิทธิ์จึงลดศักดิ์ศรีของมันลงและช่วยเหลือเจ้านายที่อ่อนแอของมันให้เติบโตขึ้น
ลูกแมวสีทองก้มหัวลงถอนหายใจและเอ่ยต่อว่า[เพื่อก้าวผ่านอุปสรรค เจ้าแม่หนี่วาจึงให้น้องสาวของนาง เทพีแห่งวิญญาณส่งข้ามายังมิติแห่งนี้เพื่อฝึกฝนประสบการณ์ ข้าได้ทำสัญญาเลือดกับมนุษย์ผู้หนึ่งเข้าโดยมิได้ตั้งใจและตอนนี้ข้าต้องช่วยเหลือนางไปอีก 100 ปี เมื่อนางตาย ศิลาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้จึงจะสามารถกลับไปได้...]
ที่แท้มันก็ลงมาจากโลกวิญญาณเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์! เทพอัสนีกับเทพีสายฟ้าต่างมองหน้ากัน ตอนที่พวกเขาอยู่ในมิติวิญญาณพวกเขาเคยได้ยินมาว่าศิลาศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเหลือจากที่เจ้าแม่หนี่วาใช้ตกแต่งสรวงสวรรค์และศิลาเหล่านั้นได้อยู่ข้างกายของเจ้าแม่หนี่วาจนได้รับสติปัญญามาด้วยแต่พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าก้อนหินจะสามารถฝึกตนให้กลายเป็นเซียนได้ด้วย !
เนื่องจากหินศักดิ์สิทธิ์สามารถกลับไปยังโลกวิญญาณได้หลังผ่านไปหนึ่งศตวรรษพวกเขาจึงจำเป็นต้องทำดีกับท่านศิลาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้เข้าไว้หวังว่าเมื่อมันกลับไปแล้ว มันจะสามารถเอ่ยถึงพวกเขาในแง่ดีต่อหน้าเทพีแห่งวิญญาณได้ต่อให้แค่ 1 หรือ 2 ประโยคก็ยังดี ด้วยนิสัยที่ใจดีมีเมตตาของเทพีแห่งวิญญาณ นางคงจำพวกเขาได้และให้อภัยพวกเขาอย่างแน่นอน
“มิทราบว่าเหตุใดท่านศิลาศักดิ์สิทธิ์ถึงมาหาพวกเราเทพผู้น้อยเช่นนี้? ” เทพีสายฟ้าถามอย่างระมัดระวังพร้อมกับยิ้มออกมา
เมื่อเห็นว่าทั้งสองว่าง่ายดีหินศักดิ์สิทธิ์จึงแกว่งหางแล้วร้อง ‘เมี๊ยว’ [ เจ้านายของข้ากำลังเจอกับเรื่องยุ่งยากจากพ่อค้าใจร้ายข้าหวังว่าเจ้าทั้งสองจะทำตามคำสั่งของข้าหลังจากนี้ได้ ]
“แต่...ถ้าเขามิได้เป็นคนชั่วร้ายอย่างถึงที่สุดแล้วผู้น้อยไปลงโทษเขาด้วยสายฟ้าโดยมิได้รับอนุญาต ก็คงจะหาเหตุผลให้กับเง็กเซียนฮ่องเต้ของโลกนี้ได้ยากนะขอรับ”แม้ว่าเทพอัสนีจะอารมณ์ร้อน แต่เขาก็นับว่าเป็นเทพที่ดีและมีหลักการ
ลูกแมวสีทองมองเหยียดใส่เขาหนึ่งที [เจ้าโง่หรือเยี่ยงไรกัน ? ใครบอกให้เจ้าฆ่าเขากัน ?เจ้าแค่ต้องสร้างสายฟ้าเล็ก ๆ ไปขู่คนชั่วนั่นให้กลัวแค่เท่านั้น ทำได้หรือไม่ ? ]
[ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ! ผู้น้อยรู้รับทราบเจ้าค่ะ ! ] เทพีสายฟ้าดึงเทพอัสนีที่กำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมาและแอบมองเขา นางกลัวว่าเขาจะไปทำให้หินศักดิ์สิทธิ์ขุ่นเคืองเข้าถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาอาจจะต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดกาลและไม่มีวันออกไปจากสถานการณ์นี้ได้เป็นแน่
หินศักดิ์สิทธิ์พอใจเป็นอย่างมากกับไหวพริบของเทพีสายฟ้ามันเชิดหน้ายืดอกขึ้นและเยื้องย่างไปบนก้อนเมฆพร้อมกับพยักหน้า [ ดี ดีมาก ! หลังจากที่พวกเจ้าทำหน้าที่นี้สำเร็จ ก็นับว่าศิลาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้เป็นหนี้พวกเจ้าหนึ่งคราเมื่อข้ากลับไปที่มิติวิญญาณได้ ข้าจะไปขอร้องเทพีแห่งวิญญาณให้เจ้าทั้งสองอย่างแน่นอน เจ้าก็เพียงแค่ต้องรอการอภัยโทษเท่านั้น! ]
“ขอบคุณท่านศิลาศักดิ์สิทธิ์ ! ขอบคุณท่านศิลาศักดิ์สิทธิ์ ! ” เทพอัสนีกับเทพีสายฟ้าขอบคุณหินศักดิ์สิทธิ์เสียมากมายเมื่อได้ยินคำกล่าวของมันตอนนี้ถ้ามีผู้อื่นมาเห็นเข้า พวกเขาคงหัวเราะกันจนฟันร่วงเป็นแน่ มันน่าแปลกอยู่ไม่น้อยที่เห็นเทพ 2องค์ก้มหัวคารวะลูกแมวสีทองตัวเล็ก ๆ ที่มีขนาดเท่ากำปั้นเด็ก
ภายใต้การคุ้มกันของเทพอัสนีและเทพีสายฟ้าแมวสีทองตัวจิ๋วจึงได้เปลี่ยนร่างเป็นแสงสีทองและกลับไปที่หินหลากสีบนข้อมือของหยูเสี่ยวเฉาหากไม่กลัวว่าจะดึงดูดความสนใจมากเกินไปมันคงเลือกปรากฏตัวบนไหล่ของเสี่ยวเฉาในร่างแมวแล้ว
ตอนนี้เอง เจ้าของร้านจางตงหมิงผู้ไม่เชื่อในบาปก็ได้ชี้นิ้วขึ้นฟ้าและกล่าวคำสาบานด้วยน้ำเสียงประหลาดพิกล“ข้า จางตงหมิง ขอสาบานต่อสวรรค์ว่าถ้าหากว่าข้ากล่าวหาเด็กชายแซ่หยูแบบผิด ๆ จริงล่ะก็ขอให้สวรรค์ลงโทษ...”
ก่อนที่เขาจะสาบานจนจบประโยคเทพอัสนีกับเทพีสายฟ้าที่ได้รับคำสั่งจากหินศักดิ์สิทธิ์ เสียงฟ้าร้องจึงดังกึกก้องขึ้นเสียงของมันราวกับจะแยกพื้นดินให้แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เจ้าของร้านจางกลัวมากจนขาอ่อนและล้มลงบนพื้นไป
แต่เทพีสายฟ้ายังคงสั่งสอนเขาต่อไป นางเล็งกระจกในมือไปที่ป้ายร้านที่เขียนว่า‘ร้านไม้จางจี้’ จนเกิดแสงวาบขึ้นมาและสายฟ้าสายหนึ่งก็ฟาดลงมาที่ป้าย ทำให้มันกลายเป็นกองขี้เถ้าตกลงมาบนหัวของเจ้าของร้านจาง
เจ้าของร้านจางนึกถึงคำสาบานที่เพิ่งกล่าวออกไปและคิดว่าเขาคงไม่สามารถหนีภัยพิบัตินี้ได้ ดวงตาของเขานิ่งค้างด้วยความกลัวความรู้สึกเปียกแผ่ลงมาที่ต้นขาของเขา
หลังจากเงียบอยู่ชั่วอึดใจผู้คนที่ล้อมรอบอยู่ต่างก็เริ่มมีเสียงเอ่ยดังขึ้น
“สวรรค์ !เจ้าของร้านจางโดนฟ้าผ่า ! คำสาบานเป็นจริง ! ”
“สวรรค์เปิดตามองแล้ว ! น่าจะฆ่าคนใจร้ายใจดำผู้นี้เสีย ! หลานชายของเฒ่าหลิวจากหมู่บ้านข้างๆ ที่ถูกส่งมาเป็นเด็กฝึกงานก็โดนตีเสียจนขาหัก บัดนี้ขาของเด็กคนนั้นก็ใช้การมิได้แล้ว! ”
“เขาพิการแต่อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่ ช่วงสิบปีที่ผ่านมามีเด็กฝึกงานหายตัวไปจากร้านไม้ถึง2 คน เจ้าของร้านจางบอกกับคนอื่น ๆ ว่าพวกเขาขโมยของแล้วหนีไป แต่ข้าคิดว่าเด็ก 2คนนั้นคงสิ้นลมหายใจไปแล้วล่ะ ! ”
“บาปกรรมอะไรเยี่ยงนี้ ! สวรรค์น่าจะเอาเขาไปด้วยเสียเลย ! ”
“สุดยอดไปเลย ! จะดีกว่านี้ถ้าผ่าลงมากลางกบาลไอ้คนชั่วร้ายเน่าเหม็นนี้ให้ตาย ๆ ไปเสีย ! ”
“ขอบคุณสวรรค์ ที่ข้ายืมเงิน 20 ตำลึงจากหลายๆ ที่และพาสื่อเอ้อร์ของข้ากลับไป มิเยี่ยงนั้นเขาคงเป็นเหมือนเด็กจากตระกูลหยูคนนี้เป็นแน่”
“เฮ้อ !มิรู้ว่าเด็กแซ่หยูนั่นจะรอดหรือไม่ ? ”
......................
หยูเสี่ยวเฉามองไปยังเจ้าของร้านจางที่นอนฉี่ราดด้วยความกลัวอย่างเย็นชานางเอ่ยออกมาอย่างเกลียดชังว่า “เจ้าของร้านจาง ข้าบอกท่านแล้วว่า ‘เทพเจ้ามองการกระทำของพวกเราอยู่เสมอ’ มิใช่ว่าท่านจะมิถูกลงโทษแต่มันยังมิถึงเวลา ! ทีนี้ท่านยังจะยืนกรานว่าพี่ชายของข้าขโมยเงินจากร้านของท่านอยู่อีกหรือไม่? ”
เจ้าของร้านจางได้สติขึ้นมาแล้วแต่เขาไม่มีหน้าที่จะเผชิญหน้ากับความเปียกที่หว่างขาและการวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านอีกต่อไปหลังจากได้ยินคำถามของเสี่ยวเฉาในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความเคารพและความกลัวต่อเทพเจ้าดังนั้นเขาจึงตัดสินใจแกล้งตาย
หยูเสี่ยวเฉาเห็นเปลือกตาของเจ้าของร้านจางขยับเล็กน้อยและรู้ว่าเขาแกล้งหมดสติเขาตีหยูฮังจนกระดูกหักและบาดเจ็บภายใน นางจึงไม่อาจปล่อยเขาไปแบบนั้นได้ นางต้องให้บทเรียนที่เขาจะไม่มีวันลืมได้ลง!
หยูเสี่ยวเฉาสื่อสารกับหินศักดิ์สิทธิ์ในใจจากนั้นหินศักดิ์สิทธิ์ก็ส่งคำสั่งที่สองออกไป เหนือชั้นบรรยากาศ เทพอัสนีหยิบค้อนสายฟ้าของเขาขึ้นมาอีกคราขณะที่กระจกในมือเทพีสายฟ้าก็ส่องประกายซ้ำอีก
หน้าร้านไม้จางจี้ แผ่นหินปูนที่อยู่ใกล้ๆ เจ้าของร้านจางที่นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นถูกสายฟ้าฟาดใส่อย่างต่อเนื่องเศษหินปูนปลิวไปยังใบหน้าและลำตัวของเขา
หูของจางตงหมิงแทบหนวกจากเสียงของฟ้าผ่าเขารู้สึกเหมือนสายฟ้าสีขาวเกือบจะฟาดลงบนตัวเขา แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้เขาจะกล้าแกล้งตายต่อไปได้เยี่ยงไร?
เขาลุกขึ้นอย่างว่องไวและพยายามกระโดดเข้าไปซ่อนตัวในร้านโดยไม่สนใจแล้วว่าคนอื่นจะมองเขาเยี่ยงไรแต่เหมือนสายฟ้าพวกนั้นมีตา มันไล่ตามเขาไปตลอดทางและผ่าลงตรงจุดต่าง ๆ ในระยะ 30ชุ่นจากตัวเขา จนปิดเส้นทางเข้าไปในร้านของเขาทั้งหมด
พวกคนมุงกลัวว่าจะโดนลูกหลงเข้าจึงพากันถอยห่างมีเพียงสมาชิกของครอบครัวหยูเท่านั้นที่ยังยืนอยู่ท่ามกลางสายฟ้าผ่าและเสียงฟ้าร้องฟ้าคำรามสายลมพัดอย่างรุนแรงอยู่ที่ด้านหลังของพวกเขา สีหน้าของพวกเขาต่างก็ดูเคร่งขรึมและเศร้าโศกเป็นอย่างมาก
หยูเสี่ยวเฉามองเขาด้วยสายตาดุดัน“เจ้าของร้านจาง ท่านจะยังมิสารภาพผิดอีกรึ ? หรือต้องโดนสายฟ้าจากสวรรค์ฟาดใส่หัวจนกลายเป็นกองขี้เถ้าเสียก่อนท่านถึงจะยอมสำนึกผิดได้ ? ”