ตอนที่ 9
ทางด้านของ ซีฟางหรู ที่เมื่อคืนได้นอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลียนั้น ตอนนี้เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วทำให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้น เพราะเหมือนกับว่าความอ่อนเพลียจากการเดินทางไกลได้หายไปแล้ว เธอจึงได้ลุกออกจากห้องไปเพื่อที่จะทำอาหารให้ทุกคนได้กิน ส่วนเพื่อนร่วมห้องตอนนี้ยังคงนอนอยู่ เธอเองจึงลุกออกจากห้องมาอย่างเงียบๆ เพราะไม่อยากจะให้ตื่น
เมื่อมาถึงในครัว ตอนนี้อาหารถูกนำมาเก็บเอาไว้ในตู้เก็บของแล้ว และล็อกกุญแจเพื่อป้องกันการสูญหาย ของที่ผู้ใหญ่แจ้งเอาไว้ มีเพียงข้าว ธัญพืช แป้งและไข่เท่านั้น ส่วนเครื่องปรุงไม่มีอะไรเลย เธอจึงเอาของตัวเองออกมา เพื่อที่จะได้บอกเพื่อนได้ว่าเป็ของที่เธอเตรียมมาจากบ้าน ไม่อย่างนั้นถ้าอาหารรสชาติแปลกไป อาจจะถูกสงสัยเอาได้
เธอเอาหมูฝอยออกมาเก็บไว้ในตู้ด้วย จะให้กินข้าวกับเกลือดูมันจะโหดร้ายกับร่างกายเกินไปหน่อย
"ทำเป็โจ๊กใสไข่และหมูฝอยสักเล็กน้อยก็แล้วกัน"
อย่างน้อยทำเป็โจ๊กก็น่าจะประหยัดข้าวหรือธัญพืชไปได้บ้าง เธอเอาผงปรุงรสใส่ลงไปเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติให้มันกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ผ่านไปไม่นานกลิ่นอาหารที่ทำก็หอมไปทั่วบ้านพักของยุวปัญญาชนทำให้คนที่นอนหลับไปเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้ตื่นขึ้นมา เพราะท้องที่เรียกร้องจากความหิว เนื่องจากเมื่อวานเย็นไม่มีใครได้กินอาหารสักคน เพราะแต่ละคนอยากที่จะนอนมากกว่า
หลังจากหวังลี่ซือและยุวปัญญาชนชายที่ตื่นขึ้นมาแล้ว จึงได้ลุกออกมาจากห้อง และพวกเขาก็ได้รู้แล้วถึงกลิ่นอาหารที่พวกเขาได้กลิ่นกัน จึงได้รีบไปจัดการตัวเอง เพื่อที่จะได้รีบมากินอาหารกัน
"ฟางหรู เธอทำอาหารอะไรทำไมมันถึงได้มีกลิ่นหอมอย่างนี้กัน"
"ใช่มันทำให้ ฉันไม่สามารถที่จะนอนต่อไปได้เลย"
ห่าวอู๋จวิน ที่ตอนนี้เขาคิดว่าตัดสินใจถูกที่สุด ที่ให้เพื่อนสาวเป็คนทำอาหาร เหมือนว่าเขาจะต้องได้กินของอร่อยอย่างแน่นอนเลย
"ฉันเองก็เหมือนกัน มันต้องอร่อยมากแน่ๆ"
"มันอาจจะไม่เป็อย่างที่พวกเธอคิดก็ได้นะ อย่าเพิ่งชมก่อนที่จะได้ลิ้มรสชาติ จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนคำพูดทีหลังนะ"
"ฉันมั่นใจว่ามันต้องอร่อยมากแน่ๆ"
"อย่างนั้นเดี๋ยวฉันจะตักโจ๊กไข่และฉันใส่หมูฉีกไปเล็กน้อยด้วย"
"ฉันทำเองดีกว่า เธอไปนั่งรอได้เลย"
"อืมได้สิ"
หลังจากนั้นทุกคนก็ได้กินโจ๊กที่แสนอร่อย ต้องขอบอกว่าอร่อยจริงๆ อาจจะอร่อยกว่าที่พวกเขาเคยซื้อกินเสียด้วยซ้ำ จนหมดถ้วยไปโดยไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ จนทุกคนเผยรอยยิ้มอิ่มเอมออกมา
"พวกเธอทำอะไรกินกันหรือ ได้เผื่อพวกเราทั้งสองคนด้วยหรือเปล่า"
โยวจินลี่ ที่เดินออกมาจากห้อง หลังจากที่ทำความสะอาดตัวเองเรียบร้อยแล้ว จึงได้เดินออกมาพร้อมกับเพื่อน เพื่อมาถามถึงอาหาร และตอนนี้พวกเธอสองคนหิวกันมาก จนแทบจะทนไม่ไหว ยิ่งได้กลิ่นหอมของอาหารที่เพื่อนทำกินกัน ก็อยากจะกินบ้าง อยากจะรู้ว่ามันจะอร่อยแค่ไหน แต่กลับเจอสายตาของเพื่อนๆ ที่มองอย่างไม่อยากจะเชื่อกับคำถาม
"เธอถามอะไรผิดหรือเปล่า แล้วฉันต้องทำเผื่อเธอด้วยทำไมกัน ในเมื่อพวกเธอต้องทำอาหารกินกันเอง ไม่ใช่เื่ของฉันที่จะทำให้พวกเธอเสียหน่อย"
"อะไรนะ ทำไมถึงไม่เผื่อพวกเราด้วยล่ะ พวกเธอใจดำกันจริงๆ เลยนะ ทั้งๆ ที่รู้ว่าพวกเราทำอาหารไม่เป็ ก็ยังไม่คิดที่จะทำให้อีก"
"เป็พวกเธอเองไม่ใช่หรือที่เลือกทางนี้ ไม่ใช่พวกเรา ไปทำอาหารกันเองเถอะ ไม่เป็ก็หัดทำ จะได้ไม่ต้องเอาแต่อ้างว่าทำไม่เป็อีก"
ซีฟางหรูไม่คิดที่จะไว้หน้าคนที่พูดไม่รู้เื่ และคิดที่จะเอาเปรียบคนอื่นอยู่เรื่อยไป และไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าตัวเองผิดอะไรบ้าง เอาแต่โทษคนอื่นว่าผิด แต่ตัวเองกลับถูกเสมอ ช่างน่าเกลียดเหลือเกิน
"จินลี่ฉันว่าเราไปทำอาหารกันเถอะ พูดไปก็เท่านั้นล่ะ พวกเขาก็ยังคงใจดำอยู่ ให้เธออ้อนวอนอย่างไรพวกเขาก็ไม่ช่วยหรอกนะ"
รุ่ยอวา รู้สึกว่าขอร้องไปก็เปล่าประโยชน์ และตอนนี้เธอเองก็หิวมากเหมือนกัน ถ้ายังขืนยืนเถียงอย่างนี้ ก็รังแต่จะเสียเวลาไปเสียเปล่าๆ สู้เอาเวลาไปทำอาหารกินเสียยังจะดีเสียกว่า แม้จะอยากกินอาหารที่เพื่อนทำมากแค่ไหนก็ตาม
"อืม มันก็จริงของเธอ ฉันจะมาเสียเวลากันคนใจดำพวกนี้ทำไมกันนะ"
พูดว่าให้เสร็จ จึงได้เดินเข้าไปในครัวเพื่อที่จะทำอาหาร ส่วนคนที่นั่งอยู่ ถึงกับงงกับคำพูด และยังคิดอยู่ว่าพวกเขาใจดำกันจริงๆ หรือ ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนเป็คนเห็นแก่ตัวก่อนแท้ๆ แต่กลับโยนความผิดมาให้คนอื่นเสียอย่างนั้น
ส่วนสองคนที่เข้าไปจะทำอาหารได้แต่หัวเสีย เพราะพวกเธอไม่ได้ทำอาหารเก่ง และตอนนี้ก็กำลังหาข้อตกลงกันไม่ได้ ว่าจะทำอะไร
"รุ่ยฮวา เธอทำอาหารนะ ฉันทำไม่เป็"
"เธออย่ามาโยนงานให้ฉันนะ ฉันเองก็ทำไม่เป็เหมือนกัน ถ้าเธอให้ฉันทำคนเดียว ฉันเองก็จะไม่ทำเผื่อเธอเหมือนกัน"
"เธอเองก็ใจดำเหมือนพวกนั้นใช่ไหม ที่จะบังคับให้ฉันทำอะไรพวกนี้ ทั้งๆ ที่ฉันเองก็บอกแล้วฉันทำไม่ได้"
"ไม่รู้ล่ะ เธอต้องช่วยฉันทำ ฉันก็จะไม่ยอมทำคนเดียวเหมือนกัน"
"จะให้ฉันช่วยอะไร"
"ติดเตาสิ ฉันจะได้ทำโจ๊กใส่ไข่กินกัน หรือเธอมีอะไรที่ให้ทำมากกว่านี้ล่ะ"
"รู้แล้วน่า ฉันไม่เคยติดเตาเลย คงต้องใช้เวลาหน่อยนะ"
โยวจินลี่ ใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่ไฟจะติด จนตอนนี้หน้าที่เคยขาวกลายเป็หน้าดำเป็บางส่วน คงเพราะเอามือที่เปื้อนไปป้ายบนหน้านั่นเอง และเมื่อผ่านไปนานพอสมควรโจ๊กไข่ที่ทั้งสองคนช่วยกันทำก็เสร็จพร้อมกิน เมื่อได้กินอาหารที่ตัวเองทำ ไม่มีความอร่อย จะทิ้งก็เสียดาย เพราะกลัวว่าอาหารจะไม่พอจนถึงการแจกจ่ายครั้งต่อไป
"รุ่ยฮวา ทำไมอาหารที่ทำมันแทบกลืนไม่ลงอย่างนี้ล่ะ ฉันแทบจะกลืนไม่ลงคอแล้วเนี่ย"
การฝืนกินของที่ไม่อร่อย จนแทบจะกลืนไม่ลงคอ ทำให้ต้องพูดออกมา เพื่ออยากที่จะระบาย ทั้งๆ ที่อย่างไรก็ต้องฝืนกินจนหมดอยู่ดี
"เธออย่าบ่นนักเลย ฉันก็ต้องทนกินเหมือนกับเธอเหมือนกัน แล้วจะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ ก็ฉันทำได้เท่านี้ มันสุกจนกินได้ ก็ดีแค่ไหนแล้ว ฉันก็บอกไปแล้วว่าฉันทำอาหารไม่เป็"
"แล้วเราจะต้องฝืนกินอาหารอย่างนี้ไปอีกนานเลยหรือ ฉันรับไม่ได้ ฉันต้องตายก่อนแน่ๆ" จินลี่รู้สึกเหมือนจะทนไม่ได้
"แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีล่ะ เธอช่วยฉันคิดหน่อยสิ ฉันไม่อยากกินอาหารอย่างนี้แล้ว" รุ่ยฮวาก็คิดไม่ต่างกันเลยสักนิด
แม้จะพยายามตักอาหารที่ทำเข้าปากกิน แต่ก็ต้องกินไปด้วย อย่างฝืนๆ พร้อมทั้งคิดถึงบ้านที่จากมาจนน้ำตาซึมออกมา เพราะอาหารที่กินแย่ที่สุดก็ยังดีกว่านี้มาก
ทางด้านสี่คน ที่หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว จึงได้ปรึกษากันว่า จะปลูกผัก เพราะไม่ทำอย่างนั้นอาหารคงไม่เพียงพอแน่ๆ อย่างน้อยถ้ามีผักกินเองก็จะได้มีอาหารเพิ่มขึ้นมา
"ทุกคนฉันคิดว่าจะปลูกผัก ที่หลังครัวตรงนี้ เพราะฉันเห็นว่ามีพื้นที่เหลืออยู่ พวกเธอคิดว่าอย่างไร ดีไหม"
"ฉันเห็นด้วย แต่ว่าเราไม่มีเมล็ดผักที่จะปลูกนะ คงต้องรอเข้าไปในตัวเมืองก่อน ถึงจะซื้อกลับมาปลูกได้"
"ไม่ต้องหรอก ฉันเตรียมซื้อมาแล้ว ฉันคิดว่าถ้ามาที่ชนบท คงมีทางเลือกในการอยู่รอดไม่มาก ฉันจึงเตรียมมาเลย อู๋จวิน ไห่เฉียง ช่วยขุดแปลงให้หน่อยได้หรือเปล่า ทั้งสองคนน่าจะแข็งแรงกว่าพวกเรา"
"ได้สิ ฟางหรู เธอนี่เตรียมพร้อมทุกอย่าง ทั้งๆ ที่เห็นกระเป๋าที่เอามาใบไม่ใหญ่ แต่สามารถเตรียมอะไรได้มาครบเลย"
"แน่นอนอยู่แล้ว ฉันเตรียมแต่ของที่จำเป็ทั้งนั้น แม้มันจะไม่มาก แต่มันก็อาจจะทำให้พวกเราอยู่กันได้"
"แล้วเธอคิดว่าจะขุดสักกี่แปลงดีล่ะ"
"ฉันว่าขุดสักสามแปลงก็แล้วกัน ฉันเอาเมล็ดมาหลายชนิดเลย ที่เหลือ ฉันคงปลูกอย่างอื่นให้เต็มพื้นที่ รับรอง เราจะมีผักที่สามารถกินได้สบายๆ อย่างแน่นอน"
"อย่างนั้นเื่แรงงานไว้ใจพวกฉันได้เลย ขอแค่เราจะมีอาหารเพิ่ม ทำให้ความเหนื่อยของฉันหมดไปเลยล่ะ"
แล้วทั้งสี่คนต่างก็ช่วยกันทำงาน ทั้งถอนหญ้า ที่รกทั้งเก็บหิน และตีดิน เพื่อที่จะได้มีดินที่ร่วนซุย เหมาะกับการเพาะปลูก ต่างคุยกัน ช่วยกัน จนในที่สุดแปลงผักทั้งสามแปลงก็เสร็จสิ้น แม้จะเหนื่อยกันไปบ้าง แต่เมื่อเห็นผลงานก็ทำให้ความเหนื่อยที่มีมาได้คลายลงไปทันที หลังจากนั้น ซีฟางหรู จึงได้นำผักชนิดต่างๆ ที่เธอมีอยู่ในมิติ ออกมาปลูก และรดน้ำจนชุ่ม หลังจากนั้นทั้งสี่คน จึงได้มานั่งพักและคุยกัน โดยไม่รู้เลยสักนิดว่ามีสายตาไม่พอใจสองคู่ที่แอบมองพวกเขาอยู่ แต่ถึงพวกเขาจะรู้ ก็ไม่อยากที่จะสนใจเลยสักนิดเดียว
( ฝากติดตามด้วยนะคะ )