บทที่ 30 ใครคือวัสสา?
“พี่ปล่อยผมเลย ผมโกรธพี่มากๆแล้วตอนนี้” ปลายฝนขมวดคิ้วมุ่น พองแก้มขาวของตนเองจนเหมือนก้อนซาลาเปา ความใสซื่อแต่ถือดีของคนทำให้พี่ชายอยากจะขย้ำน้องน้อยให้จมลงไปในร่างของเขาเสียั้แ่ตอนนี้
แค่คิด คนอายุมากกว่าก็เลียริมฝีปากที่แห้งผากของตนเองราวกับ้าดับความหิวกระหายในครั้งนี้ เชษแอบมองคนเป็นายก่อนจะผ่อนลมหายใจ ยังดีที่ประธานยังรู้ตัว ขนาดตัวเขาที่ได้ยินยังใเลยว่าคุณชายรองนั้นมีความคิดเช่นนั้นอยู่จริง ตอนนี้เขารู้สึกดีใจกับคนเป็นายที่น้องชายยินยอมที่จะทำด้วย แต่ก็เสียใจกับคนเป็นายเช่นกันที่เมื่อยิ่งได้รู้เื่นี้ก็ยิ่งต้องอดทนมากขึ้น มันเหมือนกับคนที่ถูกทรมานจิตใจอยู่ทุกวันนั่นแหละ รู้ว่าได้ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้
“ปลายฝน” ต้นหนาวครางเสียงน้องชายในลำคอ
“หือ?”
“พี่้าเราตอนนี้เลย” คนกระซิบบอกด้วยน้ำเสียงเร่าร้อน ทำเอาคนที่วางแผนแกล้งพี่ชายชะงักไป ถึงเขาจะมีอายุมามากกว่า ทั้งยังเคยหว่านเสน่ห์ไปทั่วให้คนหลงใหล กระนั้นเขาก็ไม่เคยเจอคนที่แสดงออกว่า้าเขามากขนาดนี้มาก่อนเลย นอกจากนี้ท่าทางที่ควบคุมไม่ได้ของพี่ชายก็ทำให้เขาใจสั่นระรัว
ให้ตายเถอะ! เขาแค่จะยั่วยวนพี่ชายให้ใจแตก ทำไมเขาจึงกลายเป็เด็ก 17 ที่ใจแตกแทนล่ะเนี่ย!
ขณะที่คนสองคนต่างก็รู้สึกร้อนรุ่ม คนที่ร้อนรุ่มกว่าตอนนี้คือเลขาสาวที่มีข้อความเข้าไม่หยุด ปรากฏว่าเื่ที่เธอมาตามประธานนั้นไม่ได้น่าสนใจเท่ากับเื่ราวโรแมนติกของคนเป็นายเลย เธอเองก็ลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ดูจากสีหน้าของคุณผู้จัดการฝ่ายตอนนี้สิ ไอ้ท่าทางเคลิบเคลิ้มและเขินอายนี่คืออะไร? เธอเรียกสติกลับมาก่อนจะพิมพ์ข้อความกลับไปก่อน
ตอนนี้เหล่านักข่าวและผู้นำได้ไปอยู่ในห้องโถงประชุมใหญ่เป็ที่เรียบร้อยแล้ว เธอมองไปยังภาพชวนสยิวตรงหน้าอย่างไม่รู้จะแทรกอย่างไรดี
โชคดีที่คุณชายรองผู้ซึ่งหลบสายตาร้อนรุ่มของพี่ชายหันมาสบกับเข้าเธอพอดี เลขาสาวจึงร้องขอความช่วยเหลือทางสายตา และเป็โชคดีของปลายฝนที่หาทางเรียกสติของตนเองกลับคืนมาได้
“ผมบอกว่าผมงอนพี่แล้วไง ปล่อยผมนะ ผมจะไปหาผู้นำประเทศบอกว่าพี่รังแกผม” ปลายฝนโวยวาย เขาดันร่างของพี่ชายให้ออกไป ต้นหนาวมองเด็กน้อยที่กำลังเขินอายด้วยความพึงพอใจ แม้ว่าเขาจะมีความ้าก็จริง แต่มันก็ใช่ว่าจะจัดการให้สงบลงไม่ได้เสียหน่อย
ตัวเขานั้นเคยชินกับอาการเช่นนี้ของตนเองแล้ว ยิ่งได้อยู่ใกล้น้องน้อยมากเท่าไร ความ้าของเขามันก็เพิ่มขึ้นในทุกๆวัน ดังนั้นจึงต้องเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ตนเองให้ได้ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นเขาคงจะสติหลุดไปนานแล้ว ยิ่งตอนนี้ใจชื้นขึ้นมาเพราะเ้าหนูน้อยของเขาไม่ได้มีวี่แววรังเกียจตนเองเลยแม้แต่น้อย เขาก็พร้อมที่จะให้โอกาสปลายฝนได้เล่นกับความรู้สึกของเขาเพิ่มอีกหน่อย รอจนคนอายุ 18 ปี เขาจะไม่ปล่อยให้เื่มันเป็แบบนี้อีกแล้ว
“ใจเย็นๆ ค่อยๆลุกเถอะ” ต้นหนาวเป็ห่วงน้องชายที่พยายามจะดันเขาลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เขารวบแขนน้องชายเอาไว้เพื่อให้คนหยุดดิ้น ก่อนจะลุกขึ้นก่อนคนแรกแล้วค่อยๆดึงคนตัวเล็กให้ขึ้นมา
“ขอบคุณครับ” ถึงจะทำเป็โกรธ แต่เมื่อพี่ชายดูแลอย่างดี ปลายฝนคนซื่อก็ลืมว่าจะงอนพี่ชายไปเสียแล้ว เขายิ้มหวานขอบคุณพี่ชายที่ช่วยให้เขาลุกขึ้นมาได้อย่างเรียบร้อยดี เห็นท่าทางน่ารักของเ้าตัวแล้ว ต้นหนาวก็ได้แต่มองอย่างหวงแหน
เชษมองดูคุณชายรองที่ขยันกระตุ้นประธานเสียเหลือเกินด้วยความเหนื่อยใจ เขาไม่อยากนึกถึงวันที่ประธานของเขาจะได้ปลดปล่อยตัวเองเต็มที่เลย ไม่รู้ว่าจะหลงกันมากกว่านี้ไปจนถึงขั้นไหน ทุกวันนี้ขนาดอยู่ในขอบเขตเสมอ ดวงตาของเขาก็แทบจะมืดบอดอยู่แล้ว
คนอื่นๆนั้นยังนานๆที่จะได้เห็นการแสดงความรักนี้ ทว่าเขาที่เห็นมันจนเหม็นเบื่ออยากจะเตือนคุณชายรองไว้เสียหน่อย อย่าให้ประธานเก็บกดมาก เพราะถ้าวันนั้นมาถึง ใครบางคนอาจจะต้องนอนหยอดข้าวต้มเป็เดือนๆก็ได้
“เอ่อ ถ้าอย่างนั้นให้ดิฉันเตรียมอะไรไว้ก่อนบ้างดีไหมคะ” เลขาสาวแทรกขึ้นด้วยกลัวว่าสองหนุ่มคู่รักจะเข้าบทหวานซึ้งกันอีก ปลายฝนเกือบจะหลุดยิ้มออกมาแล้วเมื่อเห็นท่าทางร้อนรนนั่น เขาช้อนตามองพี่ชายราวกับ้ารอฟังอยู่เหมือนกัน ทำให้ต้นหนาวที่คร้านจะตอบต้องเปิดปากพูดออกมา
“ไม่จำเป็” เขาไม่ได้ให้ค่ากับคนเ่าั้เลย การที่เขายังอยู่ในประเทศนี้เพราะมันทำอะไรได้สะดวกเฉยๆหรอก ถ้าเกิดอีกฝ่ายคิดจะใช้อำนาจมากดดัน ก็ต้องรอดูว่าจะมีความสามารถหรือไม่ก่อน
แค่ทุกวันนี้ เหล่าองค์กรจากต่างประเทศมากมายก็อยากให้เขาย้ายไปอยู่ที่นั่นถาวรแล้ว ต้นหนาวเองก็ยังสร้างบริษัทและซื้อที่ดินไว้ที่หลายๆประเทศซึ่งเปิดกว้างด้วยซ้ำ เขารู้ว่าไม่สามารถที่จะจมอยู่กับสถานที่ใดที่หนึ่งได้ ไม่อย่างนั้นมันจะเป็กับดักให้ตนเอง เขาจำเป็ต้องเหลือช่องทางให้ตัวเองด้วย
“แต่ว่า...” เลขาสาวลังเล เธออยากจะบอกว่าผู้นำประเทศมาพร้อมกับนักข่าวมากมาย ถ้าไม่เตรียมอะไรให้ดีๆ อาจจะทำให้กระแสสังคมตีกลับก็ได้ อย่างไรก็ตามยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร ความคิดที่น่ากลัวก็ฝุดเข้ามาในใจ
ก่อนหน้านี้หลังจากที่พ่อแม่ของประธานเสียใหม่ๆ นักข่าวมากมายอยากจะเข้ามาล้วงเอาข้อมูล แต่แล้วอย่างไร? นักข่าวพวกนั้นได้ถูกตบหน้ากลับไปอย่างแรง ด้วยความโกรธเกลียดจึงได้สร้างข่าวเท็จมากมาย ประธานในตอนนั้นถูกกดดันทั่วสารทิศ แม้กระทั่งกับนักข่าวและสังคม ทว่าเขากลับยืนนิ่งต้านลมพายุที่โหมกระหน่ำเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัว ก้าวเท้าทีละก้าวอย่างมั่นคงในแดนพายุนั้น จวบจนตอนนี้....ทุกคนจึงได้รู้ว่าพายุที่เห็นว่าซัดเข้าอย่างรุนแรงนั้น มันก็เป็ได้แค่ลมพัดที่ไม่แม้แต่จะทำให้ผมของประธานปลิวไปตามแรงเลยแม้แต่น้อย
แล้วเวลานี้ยิ่งเป็การยืนยันอย่างดี พวกเขาไม่เพียงแต่แสร้งทำเป็ลืมเื่ที่ตัวเองเคยทำ กระทั่งหน้าด้านเข้ามาหาเพื่อขอสัมภาษณ์อีก อาศัยการติดตามผู้นำประเทศเข้ามา คิดหวังให้ประธานของเขาได้ให้สัมภาษณ์
ท้ายที่สุดแล้ว ศศิก็ได้เพียงถอนหายใจออกมา ถ้าคนเป็นายว่าอย่างนั้นก็คงต้องตามนั้นล่ะนะ ขนาดเขายังไม่สนใจ แล้วเธอจะไปสนใจทำไมกันล่ะ จริงไหม?
“พี่ ผมขอออกทีวีด้วยได้ไหมครับ” ปลายฝนเห็นสายตาปลงตกของเลขาศศิก็เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของต้นหนาวหรี่ลงอย่างไม่ค่อยจะพอใจเท่าไรนัก
“ไม่” เขาปฎิเสธออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ใบหน้าของปลายฝนเปลี่ยนเป็บึ้งตึงเล็กน้อย
“ทำไมล่ะครับ ผมแค่อยากให้ทุกคนรู้ว่าผมเป็น้องพี่นี่...” ปลายฝนพึมพำออกมาเหมือนเด็กที่กำลังผิดหวังจากการที่อวดของให้พ่อแม่ได้เห็นแต่พวกเขาไม่ได้เห็นชอบด้วย
ต้นหนาวชะงักไป มองหน้าน้องชายที่เหมือนจะเสียใจด้วยความสับสน
“ทำไม”
“หือ? ก็....ก็พี่ชายผมดีขนาดนี้ คนอื่นรู้จักแต่พี่ แต่ไม่รู้จักผมเลย ผมก็แค่อยากให้คนอื่นรู้ว่าพี่มีผมแล้ว...” ปลายฝนทำปากจู๋ก่อนจะพูดต่ออีกคำ
“ใครๆก็บอกว่าพี่เป็นักธุรกิจที่เก่งกาจและยังไม่มีพันธะ ผมเห็นนะใน IG น่ะ...พวกเขาอยากจะเป็ภรรยาพี่ทั้งนั้น!” พูดจบก็สะบัดหน้าไปอีกทางอย่างแง่งอน ต้นหนาวรู้สึกสั่นไหวอย่างช่วยไม่ได้
ที่ผ่านมาเขาคิดว่ามีแค่ตัวเขาที่หึงหวงเ้าน้องชายตัวแสบนี่อยู่คนเดียว ใครจะไปคิดว่าวันนี้เขาจะได้รู้ว่าน้องน้อยของเขาก็หวงเขาเหมือนกัน ความรู้สึกอิ่มเอมใจที่เกิดขึ้นกระทันหันนี้ทำให้เขาพูดไม่ออกจริงๆ
เห็นสายตาวิบวับของคนเป็นาย เชษก็ได้รู้แล้วว่าครั้งนี้คนเป็นายจะได้ออกสื่อจริงๆแล้ว แถมยังเปิดตัวพร้อมกับน้องชายที่รักของเขาอีก คนเป็มือขวาจึงรีบแจ้งไปยังทัพที่แสตนบายรออยู่ก่อนแล้วเพื่อให้จัดเตรียมบอดี้การ์ดและให้คนคอบตรวจสอบระแวดระวังภัยเอาไว้รอบๆ ไหนจะต้องเตรียมมือสังหารเผื่อมีกรณีที่แย่ที่สุดอีกด้วย
ในห้องประชุมที่ทันสมัยและกว้างใหญ่
ผู้นำประเทศที่ได้รับความเคารพจากทุกคนนั่งอย่างสงบ เขาจิบชาโบราณที่มีราคาซึ่งพนักงานชงมาให้ด้วยความพึงพอใจ แม้กระทั่งการต้อนรับ ตัวเขาก็ยังรู้สึกว่าบริษัทอันดับหนึ่งนี้เป็คนละระดับกับที่อื่นโดยสิ้นเชิง
นอกจากนี้เขายังมีความตรึงเครียดอยู่เล็กน้อยด้วย แม้ว่าจะไม่มีใครรู้และเห็นเพียงว่าเขายกขบวนทีมงานมือฝีมือมาเพื่อเสวนากับประธานั์ใหญ่ที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศมากมาย กระนั้นตัวเขาและทีมรู้ดียิ่งกว่าใคร
ก่อนหน้านี้ใช่ว่าจะไม่พยายามส่งสายเข้ามาดูข้อมูลและตรวจสอบความเป็ไป เขาก็เหมือนบริษัทอื่นๆที่อยากรู้ข้อมูลของนักธุรกิจบ้าง บางคนก็อยากรู้เื่คู่แข่ง บางคนอยากรู้เื่แนวทางพัฒนาของตลาด ตัวเขาเองนั้นเป็ผู้นำประเทศ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เขามองการเติบโตและหาโอกาสในการพัฒนาประเทศได้ กระนั้นเขาก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครประสบผลสำเร็จในการเข้ามาสืบเสาะข้อมูลจากที่นี่เลย
ตอนที่เขาส่งแฮกเกอร์เข้ามาวุ่นวาย ปรากฏว่ายังไม่ทันจะเจาะเข้าระบบ ก็เกือบจะถูกระบบป้องกันของอีกฝ่ายดึงข้อมูลไปแทน ยังดีที่ได้รับคำเตือนจากคนอื่นๆมาบ้างแล้ว ดังนั้นจึงไหวตัวทันและลบร่องรอยข้อมูลจนหายไปหมด
เขาจึงได้รู้ว่าประธานคนนี้เล่นด้วยไม่ได้เลย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะไม่รู้ตัวตนของชายผู้เป็เ้าของบริษัทั์ใหญ่นี้มากนัก แต่เขาก็สามารถสืบเอาข้อมูลบางส่วนจากตระกูล “อธิบรักขณกุล” ที่แท้จริงได้
ที่บอกว่าแท้จริง นั่นเพราะเขารู้ว่าประธานใหญ่นามเหมันต์คนนี้ได้ตัดขาดกับตระกูลอธิบรักขณกุลมาเนิ่นนานั้แ่รุ่นพ่อแล้ว ก่อนหน้านี้บิดาของอีกฝ่ายพยายามที่จะเปลี่ยนนามสกุลของพวกตนให้เป็ “อธิบรักษ์ขณกุล” เพื่อให้แตกต่างจากสายหลักที่ตนเองแยกออกมาด้วย แต่รุ่นนั้นเหมือนว่าเหล่าผู้าุโจะไม่ยินยอม มีหลายคนที่ยังคิดว่าไม่ควรที่จะแตกหักขนาดนั้น อย่างน้อยๆก็ยังมีสายเืเดียวกัน
นี่ทำให้บ้านของประธานหนุ่มคนนี้นั้นยังมีนามสกุลเดิม แต่บอกได้เลยว่าพวกเขาไม่เกี่ยวข้องกันตามกฏหมายแต่อย่างใด เื่นี้ยังอยู่ในฐานระบบที่เข้าถึงได้หากตรวจสอบสักหน่อย ดังนั้นเขาจึงไม่เสียเวลาไปยุ่งกับตระกูลหลักของเ้าตัว เพียงมุ่งเน้นมาที่ตัวของเหมันต์และอีกคนที่อยู่ในระบบคือ “วัสสา”
พวกเขาคือ 2 คนที่เหลืออยู่ของอธิบรักขณกุลที่เป็ของพวกเขาเอง แม้ว่าตัวตนของเหมันต์นั้นจะลึกลับ แต่พอพยายามสืบเื่ของ “วัสสา” ผู้เป็น้องชายบุญธรรมกลับลึกลับยิ่งกว่าหลายเท่าตัว
และเพราะแบบนี้มันก็เลยทำให้เขาสนใจอย่างมาก
“ท่านผู้นำอรุณภพคะ ที่ท่านและทีมงานผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆมาที่บริษัท TIMEsTULA (ไทม์ตูล่า, TULA มาจากการทับศัพท์เดือนตุลาคมที่เป็เดือนรอยต่อระหว่างฤดูฝนกับฤดูหนาว) เป็เพราะจะมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนซึ่งเป็โครงการใหญ่หรือเปล่าคะ” นักข่าวคนหนึ่งเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าผู้นำวางถ้วยชาลงแล้ว
คนเป็ผู้นำเพียงส่งยิ้มไป ค้าง 4 วินาทีก่อนจะเอ่ยออกมา
“เป็ทางภาครัฐที่อยากจะขอความช่วยเหลือคุณเหมันต์และคุณวัสสา สองพี่น้องที่กลายเป็ตำนานของบ้านเรา เพื่อผลประโยชน์ในการพัฒนาประเทศต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นยังต้องมีการหารือกันอีกมากครับ” เขาพูดอย่างสุภาพ ถึงอย่างนั้นก็ยังเอ่ยปากถึงบุคคลลึกลับที่ถูกประคบประหงมเก็บไว้ในหินให้นักข่าวได้เกิดความสนใจขึ้นมา
“คุณเหมันต์คือประธานของบริษัท แต่คุณวัสสานี่คือ....?” พวกนักข่าวมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ ก่อนที่จะมีคนเปิดรายละเอียดขึ้นมา ซึ่งมันเป็ข้อมูลของรายชื่อคนดังรวมถึงครอบครัวด้วย ปรากฏว่ามีชื่อของวัสสาจริงๆ แต่ข้อมูลอื่นๆไม่มีเลย มีเพียงระบุว่าเป็น้องชายของประธานั์ใหญ่นี่เท่านั้น
“ท่านผู้นำคะ ทำไมท่านถึงพูดว่าคุณเหมันต์และคุณวัสสาล่ะคะ คุณวัสสาเป็น้องชายและไม่ได้มีธุรกิจใดเป็ของตนเองเลยนะคะ” เมื่อพูดถึงตรงนี้ คนเป็ผู้นำที่ได้ยินก็อยากจะหัวเราะออกมา
ไม่มีธุรกิจใดเป็ของตนเอง?
รายชื่อผู้ถือหุ้นที่ยื่นจดทะเบียนน่ะ แม้จะไม่ได้เป็ที่สนใจมากนัก แต่ระดับนี้ก็น่าจะสนใจบ้างนะ “วัสสา อธิบรักขณกุล” คนนี้น่ะ เป็ผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนเดียวของบริษัทนิยายออนไลน์ที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลกนะ ไหนจะไอ้บริษัทตัวกลางค้าขายออนไลน์นั่นอีก เหมันต์เป็เพียงผู้บริหารและลงทุนไป 20% เท่านั้น หุ้นของเขามีเท่านั้นจริงๆ ส่วนอีก 40% เป็ของคนที่ชื่อวัสสานี้ต่างหาก
ไหนจะการตรวจสอบการเคลื่อนไหวทางบัญชีที่ผิดปกติที่เขาเคยได้ข้อมูลมา ปรากฏว่าเงินทั้งหมดหลายแสนล้านนั้นเป็ของคนที่ทุกคนคิดว่าไม่ได้มีตัวตนอยู่คนนี้ต่างหาก ถึงจะใช้ชื่อการโอนเข้าผ่านทางเหมันต์ก็เถอะ แต่ท้ายที่สุดแล้วเส้นทางการเงินที่ซับซ้อนนั้นก็ไปอยู่ในมือของน้องชายคนนี้ต่างหาก
นี่ยังไม่รวมพอร์ตหุ้นที่ถือกระจายไปทั่ว แทบจะครอบคลุมธุรกิจของประเทศทั้งหมดอยู่แล้ว เขายังเคยส่งให้คนไปตรวจสอบการถือหุ้นในต่างประเทศด้วยเช่นกัน ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้ลงทุนเพื่อที่จะเอาตำแหน่งประธาน แต่กลับมีหุ้นอยู่ในบริษัทต่างๆที่ได้เงินปันผลทั้งหมด
หากดูแค่เงินปันผลเหล่านี้ คาดว่าใช้ทั้งชาติก็คงไม่มีวันหมด เขาอยากจะรู้จริงๆว่าถ้าตระกูลอธิบรักขณกุลที่ตัดเด็กสองคนนี้ออกรู้ว่าแค่เศษเงินที่ “วัสสา” คนนี้ได้จากเงินปันผลของบริษัทอื่น เขาจะกระอักเืกันหรือไม่?
ถ้าพูดความจริงแล้ว เขาสนใจเด็กที่ชื่อวัสสานั่นมากกว่า ดูเหมือนสายตาของเด็กคนนั้นจะไม่ธรรมดา และประเทศ้าคนแบบนั้นเพื่อที่จะพัฒนาให้มีก้าวที่ยิ่งใหญ่ต่อไป
เขาเป็ผู้นำที่บ้านไม่ได้มีฐานะยากจนอะไร ต่อให้ไม่มาทำงานนี้เขาก็มีเงินใช้ เพียงแต่อุดมการณ์ของเขานั้นมั่นคงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ั้แ่เกิดมาได้ยินว่าประเทศที่เขาอยู่อาศัยนี้เป็ประเทศกำลังพัฒนามายาวนาน เขารู้สึกขัดใจมาก เวลาเกือบร้อยปีที่เป็ประเทศกำลังพัฒนานั้นมันนานเกินไป เขาตั้งเป้าว่าจะเป็คนผลักดันให้ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนได้กลายเป็ประเทศพัฒนาแล้วเสียที อยากให้ระบบต่างๆของบ้านเมืองมีมาตรฐาน ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการของรัฐซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็สวัสดิการที่ดีด้วย
เพียงแต่เขารู้สึกว่ามันยากจริงๆ
ดีที่เขามาเป็ผู้นำในรุ่นที่มีบุคคลที่ร่ำรวยเป็อันดับหนึ่งของประเทศซึ่งติดท้อปสิบของโลกด้วยเช่นกัน ไหนจะ “วัสสา” น้องชายที่ทรัพย์สินในหุ้นน้อยใหญ่ของเขานั้นเริ่มทำให้เขามีชื่อเสียงในระดับโลกแล้วไม่น้อยเลย ผู้คนจำนวนหนึ่งติดตามการเคลื่อนไหวของเขาด้วย ก็เหมือนกับเขาที่เป็ผู้นำประเทศนี้ บุคคลๆนี้มีสายตาที่ดีเกินกว่าจะปล่อยไปได้
ทว่าผู้นำอย่างเขารู้ว่าไม่ควรล้ำเส้น ในเมื่อมีคนกางปีกปกป้องและอยากจะให้เด็กน้อยคนนั้นได้ซ่อนตัว เขาเลยไม่พุ่งเป้ามาที่เด็ก “วัสสา” แต่เนียนมาหาเหมันต์ที่เป็ประธานค่าย ซึ่งใครๆก็อยากรู้จักเขาแทน
.............................................