ท่ามกลางตลาดอันพลุกพล่านเต็มไปด้วยผู้คนในแคว้นหยวน เสียงพูดคุยจอแจดังอยู่รอบๆ ต้วนเย่ซึ่งปลีกตัวออกไปซื้อถังหูลู่ให้องค์ชายห้าอยู่ไม่ไกลนัก คอยหันมองถังหลี่เป็ครั้งคราวด้วยความรู้สึกไม่วางใจ จึงทันได้เห็น่เวลาที่ชิงหยางนำถังหลี่วิ่งหนี ความตื่นตัวระแวดระวังภัยกระตุ้นให้เขาวิ่งตามไปติดๆ แต่เนื่องจากว่าผู้คนบนท้องถนนมีจำนวนมากเกินไป ส่งผลให้เขากับถังหลี่คลาดกันไปชั่วขณะหนึ่ง เขาจึงต้องอาศัยทักษะการแกะรอยตามกลิ่นกายเฉพาะตัว ซึ่งเป็คนแนะนำให้ถังหลี่ใช้กลิ่นนี้ั้แ่ยังเล็ก ทำให้สามารถแยกกลิ่นออกมาจากผู้คนได้
ต้วนเย่หัวใจหนักอึ้งขณะวิ่งไล่ตามไปเป็ระยะ และแล้วในที่สุดเขาก็ตามมาจนทัน แต่ภาพที่เห็นเบื้องหน้า ทำให้เขาต้องหยุดชะงักด้วยความตื่นใและสิ้นหวัง เบื้องหน้ามีกลุ่มชายชุดดำปกปิดใบหน้านับสิบคน กำลังห้อมล้อมถังหลี่ และเมื่อมองพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก็เห็นได้ว่าชิงหยางนั้นคือคนทรยศสมคบคิดกับศัตรู แต่ไม่ว่าความหวังจะริบหรี่เพียงใด เขาจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อช่วยถังหลี่ที่เปรียบเสมือนน้องชายตัวน้อยออกมาให้ได้แม้จะต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็ตาม
ต้วนเย่ยังจดจำได้ยามนั้นเขาอายุสิบหกปีถูกท่านลุงพาตัวเข้าวังไปพบกับลูกพี่ลูกน้องซึ่งเป็องค์ชายน้อยสายตระกูลเดียวกัน ยามแรกพบสบตากับเด็กน้อยดวงตากลมโตท่าทางใสซื่อ ต้วนเย่ก็เกิดความเอ็นดูโดยไม่รู้ตัว นับจากวันนั้นเขาเฝ้าติดตามดูแลความปลอดภัยให้ถังหลี่ตลอดมา แม้ถังหลี่จะมีนิสัยดื้อรั้นในบางครั้งแต่เขาก็เป็เด็กที่จิตใจดี ไม่มีพิษมีภัยเฉกเช่นองค์ชายคนอื่นๆ
ยามนี้ความเป็ตายได้คืบคลานมาหาพวกเขาโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่มีสิ่งใดที่เขาสามารถทำได้นอกจากเอาชีวิตเข้าแลก ต้วนเย่ซึ่งแอบหลบอยู่หลังก้อนหินใหญ่ไม่ใกล้ไม่ไกล เฝ้ามองประเมินผู้คนทั้งหมด ดูจากลักษณะแล้วชิงหยางจะต้องเป็ผู้นำกลุ่มร่วมกับชายใส่ชุดดำร่างใหญ่ซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง หากจะเข้าช่วยเหลือต้องกำจัดหนึ่งในสองคนนี้ออกไปก่อน ถึงจะยังพอมีหวัง ต้วนเย่เฝ้ามองสถานการณ์ตรงหน้าตาไม่กะพริบ และแล้ว่เวลาที่ว่าก็มาถึง เมื่อคนทั้งกลุ่มขาดความระมัดระวัง มีดเล่มเล็กเล่มหนึ่งก็บินเข้าปักลงตรงอกของชิงหยางส่งผลให้เขาล้มลงขาดใจตายในทันที
เมื่อชิงหยางล้มลงกลุ่มชายชุดดำเริ่มแตกฮือ ต้วนเย่อาศัยจังหวะนั้นรีบพุ่งตัวเข้าไปดึงร่างของ ถังหลี่จากวงล้อมแล้วพาหลบหลีกออกมา ก่อนที่พวกมันจะตั้งตัวได้แล้วไล่ล่าพวกเขา
“วิ่ง อย่าหยุด” ต้วนเย่กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดขณะดึงมือถังหลี่วิ่งฝ่าไปข้างหน้า เพื่อกลับไปยังเส้นทางเดิมซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน แต่กระนั้นกลุ่มชายชุดดำก็ยังตามมากระชั้นชิด ทำให้ต้วนเย่ต้องชะลอฝีเท้าชักกระบี่ออกมาฟาดฟันกับพวกศัตรูเป็ระยะเพื่อต่อชีวิต จนบัดนี้ร่างกายเต็มไปด้วยาแเหวอะหวะโลหิตไหลซึมออกมาอาบย้อมเสื้อผ้าจนกลายเป็สีแดงฉาน
ถังหลี่เฝ้ามองด้วยน้ำตานองหน้า พวกเขาวิ่งหนีตายกันมาสักพัก หากสามารถหลุดพ้นตรอกด้านหน้าไปได้ ก็จะเข้าเขตชุมชนซึ่งเต็มไปด้วยผู้คน และนั่นหมายความว่าโอกาสรอดจะสูงขึ้น แต่ทว่าในวินาทีที่กลุ่มชายชุดดำตามมาใกล้จะถึงตัว
หากหนีออกไปด้วยกันคงไม่สามารถสลัดหลุดจากพวกมันได้แน่ ต้วนเย่จึงตัดสินใจปล่อยมือ
“น้องหลี่ วิ่งไปทิศทางนั้นอย่าหยุด จงมีชีวิตต่อไป ใช้ชีวิตให้ดี ชีวิตนี้ข้าได้ปกป้องดูแลเ้า ข้าหาเสียใจไม่” พูดจบต้วนเย่ ก็ผลักถังหลี่ออกไปพร้อมส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ก่อนจะหันกายกลับ ไปยืนขวางสกัดกั้นกลุ่มคนที่ไล่ตามมา
“ไม่ พี่ต้วนเย่ ท่านต้องไปด้วยกัน” ถังหลี่กล่าวด้วยน้ำตานองหน้า
“วันนี้ข้าไม่สามารถ เดินไปด้วยกันกับเ้าได้อีกแล้ว” ต้วนเย่กล่าว ในขณะที่จ้องมองถังหลี่ด้วยความเศร้าสร้อย ก่อนจะะโออกมาเสียงดัง
“ไป รีบวิ่งไปอย่าหยุด” เสียงอันดังสนั่นของต้วนเย่ส่งผลให้ถังหลี่ใรีบวิ่งออกไปทันที
ภาพสุดท้ายขณะวิ่งหนีออกมายามหันกลับไปมอง คือภาพที่ลูกพี่ลูกน้องของตน ถูกรุมสังหาร ร่างกายต้วนเย่โดนคมกระบี่ฟาดฟันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังพยามยามยื้อเวลาให้เขาจน่ลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ภาพที่อีกฝ่ายล้มลงคือ่เวลาเดียวกันกับที่ถังหลี่ได้หนีพ้นจากตรอกจนกลืนหายเข้าไปในกลุ่มผู้คน
ถังหลี่วิ่งไปโดยไม่หยุดพัก เขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเศร้าเสียใจ หยาดน้ำตาหลั่งรินเป็สาย ดวงตาทั้งสองแดงก่ำ องครักษ์พี่ชายคนสนิทต้องจากไปเพราะความไม่ระวังตัวของเขา ความดื้อรั้นที่อยากออกไปเที่ยวเล่นจนไม่ฟังคำเตือนของเสด็จพี่ ส่งผลให้คนที่ใกล้ชิดต้องจบชีวิตลง ส่วนองครักษ์อีกคนที่เขาเชื่อใจกลับกลายเป็ผู้ร้าย เหตุการณ์นี้สถิตอยู่ในใจของถังหลี่ในการใช้ชีวิตต่อมา
อย่าไว้ใจใครง่ายๆ และจงอย่าประมาทแม้ชั่วขณะจิต เพราะนั่นอาจหมายถึงจุดจบของชีวิตคนที่เขารัก หรือแม้แต่ตัวของเขาเอง
ขณะวิ่งหนีอย่างไม่รู้ทิศทางอยู่นั้นเอง เขาก็ชนเข้ากับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง จนเสียการทรงตัวล้มลงบนพื้นดิน เมื่อเขาแหงนหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าผ่านม่านน้ำตา ก็พบว่าอีกฝ่ายแต่งตัวดูดีมีฐานะอยู่ในชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อน อีกทั้งมีคนติดตามอยู่เื้ัเจ็ดแปดคน บ่งบอกถึงตัวตนที่ไม่ธรรมดา แต่ในขณะนี้เด็กคนนั้นได้ยื่นมือน้อยๆ มาให้เขาและกล่าวถามด้วยความเป็ห่วงเป็ใย
“เ้า เป็อะไรหรือไม่ เจ็บมากหรือ” เ้าของดวงตากลมโตสอบถามด้วยความเป็ห่วง คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากัน