ขุนหลวงอินทร์ถวายกระชับด้ามดาบสรีกัญไชยแน่น จนเส้นเลือดที่หลังมือพองเขียว แผ่นหลังกว้างพิงแนบกับลำต้นตะเคียนยักษ์ ทรงระงับอาการหอบหายใจให้เงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้พระวรกายจะประท้วงด้วยความล้าปานจะปริแตก แต่สัญชาตญาณนักรบกลับตื่นตัวถึงขีดสุด
“นั่น! รอยน้ำหยาดบนหินนั่น มันยังไปได้ไม่ไกล!” เสียงตะโกนกร้าวของทหารเวียงหนองแสมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้ง
“ฉับ!”
เพียงพริบตาที่เงาร่างแรกโผล่พ้นพุ่มไม้ คมดาบลงยันต์อาคมตวัดผ่านอากาศดุจสายฟ้าแลบ ปลายดาบสะบัดตัดเข้าที่ลำคอของศัตรูราวจับวาง เลือดของมันผู้นั้น กระเซ็นชโลมใบหน้าขุนหลวงอินทร์ถวาย พระองค์มิได้ถอยหนี แต่กลับพุ่งตัวเข้าหาทหารอีกสามนายที่ตามมาติด ๆ และลงมือกับพวกมันด้วยความรวดเร็ว
การต่อสู้ในที่แคบถูกงัดออกมาใช้ ขุนหลวงทรงใช้โคนต้นไม้เป็นเกราะกำบัง พลิกแพลงกระบวนท่าดาบที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ดาบมนต์สรีกัณไชยในพระหัตถ์ไม่ได้มีไว้เพียงฟันแทง แต่มันคือส่วนหนึ่งของร่างกาย ทรงเบี่ยงหลบคมแหลมก่อนจะหมุนตัวฟันเข้าที่ข้อพับขาพอร่างนั้นทรุดลง ก็แทงสวนเข้าที่ยอดอกของศัตรูคนต่อจากมัน จนร่วงลงที่ละคน
‘หนึ่ง...สอง...ห้า...เจ็ด...’ ทรงนับศพที่ตนปลิดทิ้งภายในใจ ด้วยความเหนื่อยหน่าย
ทว่าความพ่ายแพ้ของพวกมัน กลับมิได้ทำให้จำนวนศัตรูลดน้อยลง เสียงโห่ร้องและการกู่เรียกพวกพ้องดังสอดประสานกันมาจากทั่วทิศทาง ทหารชุดใหม่ในชุดรัดกุมพร้อมอาวุธครบมือกรูกันเข้ามาราวกับฝูงมดแดงที่ถูกกวนรัง
“พวกมึง…เข้ามา!” ขุนหลวงคำราม แม้สุรเสียงจะเริ่มแหบพร่าด้วยความเหนื่อยล้า แต่ใจยังคิดสู้
ร่างพญาราชสีห์ที่ตรากตรำมาทั้งคืนเริ่มออกอาการสั่นเทา เหงื่อกาฬผสมคราบเลือดศัตรูไหลซึมเข้าดวงตาจนแสบพร่า ความเจ็บปวดจากแผลเก่าที่ถูกช้างผีฟาดใส่ เริ่มประท้วงด้วยความปวดแปลบทุกครั้งที่ขยับกาย ทรงฟาดฟันดาบสังหารศัตรูไปนับสิบ แต่ทุกครั้งที่ศพหนึ่งร่วงลงนอนนิ่งบนพื้นดิน อีกสองหรือสามคนก็ก้าวข้ามซากศพพวกพ้องเข้ามาแทนที่
ดาบสรีกัญไชยในมือเริ่มหนักขึ้นทุกที ราวกับมันถูกหลอมด้วยทองแดงหนักอึ้ง จนแขนแลข้อมือเริ่มอ่อนล้า
ในการปะทะรอบที่สี่ ขุนหลวงพลาดท่าถูกคมดาบของมือสังหารเวียงหนองแส กรีดเข้าที่ต้นแขนซ้ายจนเลือดสีแดงฉานไหลซึมอาบแขนซีกนั้น เชือกลูกปัดหินที่ใช้รัดต้นแขนขาดออกตกกระจายลงพื้น แต่พระองค์กลับมิได้สนใจมัน ทรงรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่น้อยนิด เค้นมันออกมาเพื่อถีบยันร่างศัตรูออกไป แล้วปาดคมดาบปลิดชีพมันในจังหวะเดียว
พระองค์ทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง ใช้ดาบค้ำยันแผ่นดินไว้มิให้ล้มลง ลมหายใจหอบถี่กระชากอกจนเจ็บปวด ทรงทอดพระเนตรมองเงาคนกลุ่มใหม่ ที่กำลังโอบล้อมเข้ามาด้วยสายตาที่เริ่มพร่าเลือน
‘สังขารมนุษย์หนอ...มีจำกัดถึงเพียงนี้เชียวหรือ’
ทรงฝืนยิ้มที่มุมปากอย่างขมขื่น สายพระเนตรที่เคยดุดันบัดนี้เริ่มพร่าเลือนด้วยความอ่อนล้าอย่างแสนสาหัส ความหนาวเย็นจากน้ำในลำธารเมื่อครู่ ถูกแทนที่ด้วยความร้อนรุ่มของพิษบาดแผลและความตรากตรำ ทรงพยายามระลึกถึงใบหน้าของเจ้าซอมพอ เพื่อหยิบยืมเอาใจนางมาเป็นแรงเฮือกสุดท้ายให้แก่ตน แต่เปลือกตากลับหนักอึ้งดั่งถูกถ่วงรั้งไว้ด้วยหินใหญ่หนักพันชั่ง
เสียงฝีเท้านับสิบคู่พากันกรูเข้าล้อมตัวเจ้ามหาชีวิต พวกมันกระชับวงล้อมเข้าสู่จุดที่พระองค์ประทับอยู่ ขุนหลวงอินทร์ถวายพยายามรวบรวมลมปราณข่มความตายที่อยู่ตรงหน้า แต่ในใจกลับรู้ดีว่า...กายเนื้อนี้ได้ถูกใช้งานจนเกินขีดจำกัดไปเสียแล้ว บัดนี้แม้แต่ตาจักเพ่งมองหรือหูจะเงี่ยงฟัง ก็แทบจะดับสิ้นไปพร้อมกัน
“หยุดบัดเดี๋ยวนี้! พวกมึงเป็นผู้ใด คิดกระทำการกบฏฤา…”
เสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้น แต่ดวงตาของพระองค์ในยามนี้พร่าเลือนเกินกว่าจักมองเห็นได้ ว่าเสียงแม่ญิงกลางป่าดงเถื่อนเช่นนี้เป็นผู้ใด หูได้ยินเสียงอาวุธกระทบฟาดฟันอยู่พักใหญ่แล้วเงียบไป
“อินทร์ถวาย! อย่าหลับเชียวหนา ตื่นขึ้น…ลืมตาเดี๋ยวนี้! ได้ยินเสียงข้าเจ้าหรือไม่ ตื่นซี่…เร็วเข้า ตัวใหญ่เช่นนี้ ข้าเจ้าแบกหามมิไหวดอกหนา หากขืนชักช้าอยู่เช่นนี้ เราสองคงตายกลายเป็นผีเฝ้าป่า!”
แรงเขย่าแรงตบที่ใบหน้า ทำให้ขุนหลวงอินทร์ถวายฝืนดวงตาขึ้นเพ่งมองดูผู้ที่โผล่มาช่วยชีวิตตน เงาร่างสตรีที่คุ้นเคยทำให้พระองค์มีแรงยิ้มหวานให้นาง “ซอมพอ?…นี่พี่ตายไปแล้วฤา…ถึงเห็นเจ้ามายืนอยู่ตรงนี้ได้”
ฝ่ามือหนัก ๆ ฟาดลงอย่างแรงลงบนหน้าอีกครั้ง จนรับรู้ได้ถึงความเจ็บชา แรงตบทำเอาขุนหลวงอินทร์ถวายรู้สึกองค์กลับคืนสติมา สายตาที่พร่าเลือนกลับเปล่งแจ้งขึ้น ร่างกายที่หมดเรี่ยวแรงพลันรู้สึกตัวขึ้นมา พระองค์รีบหันหน้ามามองสตรีที่บัดนี้ยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าของนางนั้นบึ้งตึงโกรธเกรี้ยว มิได้อ่อนหวานงดงามเช่นที่ควรจักเป็น
“รู้สึกตัวหรือยัง เร็วเข้า…ประเดี๋ยวไอ้เดนตายพวกนั้นคงมาอีก หากพระองค์ยังมัวนั่งรอความตายอยู่เช่นนี้ ข้าเจ้าคงจำใจต้องละทิ้งเสีย แล้วหนีเอาชีวิตรอดไปเพียงลำพัง”
ขุนหลวงอินทร์ถวายกวาดตามองไปรอบตัว ทหารนับสิบที่กรูเข้าห้อมล้อมตนก่อนหน้านี้ บัดนี้พวกมันกลับลงไปนอนนิ่งจมกองเลือด พระองค์มิทันได้คิดถึงสิ่งใด ก็ต้องรีบรุกขึ้นจับดาบคืนใส่ฝักสะพายขึ้นบ่า
แล้วรีบเร่งจ้ำเดินตามหลังเจ้านางซอมพอ ที่กำดาบคู่คาอยู่ในมือ ทั้งดาบทั้งมือน้อย ๆ ของนางนั้นอาบไปด้วยเลือดศัตรู ชายซิ่นไหมคำมีรอยขาดวิ่นจนเส้นไหมหลุดลรุ่ย สายสร้อยหินแก้วลูกปัดคำเต็มลำคอ ผมเผ้าเกล้ามวยสูงประดับตกแต่งปิ่นดอกไม้คำก้านไหว แลปิ่นใหญ่สองอันที่เคยเห็นนางใช่ปักแต่งขวัญหัว แม้ยามนี้ลูกไรผมจะร่วงหล่นมาคลอเคลียใบหน้าแลลำคอ แต่ในสายตาของพระองค์ นางนั้นยังงามเหนือผู้ใด
“ซอมพอ…เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่”
นางเดินต่อมิได้หยุดพูดคุย ทำเพียงเหล่ตาหันมามองคนข้างกาย ที่มีเลือดไหลเยิ้มออกจากบาดแผลไปจนถึงปลายนิ้วมือ
“ข้าเจ้าต่างหาก ที่ควรเป็นคนเอ่ยถามพระองค์ สัญญาอันใดกับข้าไว้ฤา ลืมเสียสิ้นแล้วใช่หรือไม่ พระองค์มากระทำสำราญอันใดอยู่ในป่า สำราญจนมิทันรู้องค์เลยฤา ว่าได้ข้ามเขตแนวป่าเขา มาอยู่ยังแนวเขตเมืองใด” นางหยุดเดิน หันมาจ้องมองใบหน้าขององค์อินทร์ถวาย ที่ห่างหายกันไปเกือบแรมปี จนเคล้าโครงใบหน้าที่เคยเป็นคนหนุ่มสุขสำราญ แปรเปลี่ยนไปราวคนใหญ่ที่เติบโต คงด้วยเพราะหน้าที่อันจำต้องแบกรับดูแล
“พี่หาใช่มาสุขสำราญเช่นที่น้องนางเข้าใจ แลพี่ก็มิได้ลืมสิ้นคำมั่นสัญญาต่อเจ้าด้วย”
“มิลืมฤา…พระองค์เคยกล่าวต่อข้าไว้ ว่าจักยกย่องข้าเจ้าเป็นเพียงหนึ่งในดวงใจ แต่แล้วอย่างไร พระองค์ก็ยังทรงแต่งตั้งเจ้านางชาวเยว่ ขึ้นไว้ในตำแหน่งพระชายามิใช่ฤา…อินทร์ถวาย พระองค์จักพูดเยี่ยงใดก็ได้ เจ้ามหาชีวิตจักมีสักกี่ร้อยเมียก็ไม่ผิด แต่ช่วยพูดความจริงต่อข้า ทุกคำพูดทุกการตัดสินใจของพระองค์ ล้วนเป็นวาจาสิทธิ์ ข้าเจ้าหาใช่คนโง่เขลา เอ่ยบอกกันเพียงครั้งข้าเจ้าก็เข้าใจ จักให้เป็นสาวสนม เป็นบาทบริจาริกาเช่นไร ข้าเจ้าซอมพอน้อมรับมันได้ทั้งสิ้น แต่มิใช่ปล่อยปละ ให้ข้าเจ้าหลงคอยเพียงลมปากที่เคยกล่าวยกย่องกันไว้ พอห่างหายจากกันไปกลับลืมสิ้นซึ่งสิเน่หา”
“ซอมพอคนดี…เจ้ากำลังเข้าใจพี่ผิดไปแล้วหนา”
“พระองค์โชคดี ที่ข้าเจ้ายังคิดถึงในยามยาก หนีตายมุ่งหน้ามายังสุวรรณโคมคำ หวังว่าจักไปพึ่งพิงพระองค์ เพียงแต่ไม่คิดว่า จักมาเห็นองค์อินทร์ถวายผู้เป็นใหญ่ ต้องมาเกือบสิ้นท่าให้กับไอ้พวกนักรบกระจอกเสียที่กลางป่าเขาแห่งนี้”
“ยามยากฤา…มาพึ่งพี่ฤา…เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับเจ้า ได้พบเจ้าพรหมเสกหรือไม่ พรหมเสกมันเพิ่งแยกจากพี่เมื่อช่วงยามบ่ายของวันวาน ทำไมวันนี้พี่ถึงมาพบเจ้าที่นี่เล่า”
องค์อินทร์ถวายจ้องมองหญิงคนรักด้วยแววตาสับสนงุนงง พระองค์คำนวณเวลาในใจ ทุกสิ่งไม่น่าผิดพลาด หากจักผิดก็คงเป็นฤกษ์ยามส่งตัว ที่เร็วกว่ากำหนดการณ์จากเดิม
แต่ไม่ทันที่จักได้รู้ต้นสายปลายเหตุ เสียงลูกดอกธนูก็แหวกอากาศพุ่งเข้าหา ขุนหลวงมองเห็นทิศทางของมัน รีบคว้าเอาเอวบางเข้ามาหาตนแล้วพลิกตัวหลบเข้าหลังต้นไม้ใหญ่ได้ทันท่วงที
อ่านฟรีจนจบ 143 ตอน ปิดจบติดเหรียญถาวร
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH