คนทรยศ I
“พ่อของเ้าจะต้องถูกปะา อคีล่า” ดยุคฮาร์ลาน ฟอลคอน ท่านปู่ที่ยังดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลด้วยสุขภาพที่แข็งแรงกล่าวบอกเขาด้วยสีหน้าที่เก็บซ่อนเอาความเ็ปไว้ไม่อยู่
“องค์าาทรงไม่ปรานีเราแล้ว” ดัชเชสอาลิซ่า ฟอลคอน ท่านย่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เ้าไปทำภารกิจที่แดนคนแคระเถอะ ไม่ต้องมาดูเหตุการณ์นี้”
แม้ท่านพ่อจะไม่ค่อยมีเวลาเลี้ยงดูเขา แต่บิดาก็ยังเป็บิดาวันยังค่ำ เขาไม่อาจทำสีหน้าตานิ่งเฉยเหมือนคนไม่รู้จักความเสียใจได้ อคีล่าโค้งทำความเคารพดยุคและดัชเชสแห่งตระกูลฟอลคอนก่อนเดินออกจากคฤหาสน์ไป
ม้าเกล็ดัถูกพัฒนาสายพันธุ์มาจากการฉีดเืของัเข้าไปในแม่ม้าที่ตั้งครรภ์ เพื่อให้พวกมันกลายเป็ม้าที่แข็งแกร่งและว่องไวราวกับัที่บินข้ามดินแดนได้เพียงข้ามวัน มีเพียงอัศวินเท่านั้นที่ขึ้นควบขี่มันได้ อคีล่าก็ใช้มันเดินทางจากเมืองลาคอสมายังเมืองหลวงโดยใช้เวลาเพียงครึ่งวัน
คุกใต้ดินถูกนำทางด้วยแสงสว่างจากคบเพลิง เสียงชุดเกราะกระทบตามจังหวะก้าวเดินเรียกให้นักโทษบางส่วนมองตามชายผ้าคลุมสีแดงของชายหนุ่ม ผมสีเพลิงอันโดดเด่นของเขานั้นจำง่าย ต่างหูสีดำที่สวมข้างซ้ายก็เสริมให้ดูน่าค้นหามากกว่าชายหนุ่มทั่วไป
“เฮ้ย! ไงล่ะ พ่อปีศาจของเ้าจะถูกปะาแล้ว ข้าจะบอกอะไรให้ มนุษย์ไม่มีทางผูกมิตรกับปีศาจหรอกโว้ย ฮ่าๆ” นักโทษคนหนึ่งกระโจนมาเกาะลูกกรงเมื่อเขาเดิผ่าน เสียงของมันทำให้คนอื่นๆ พาลทำตัวกร่างตามไปด้วย
“ตระกูลฟอลคอนต้องพ่ายแพ้เพราะปีศาจที่มันอยากผูกมิตรเสียเอง! สะใจจริง!”
“ไง ไอ้หนู อยากฟังนิทานปีศาจแบบปกติไหม เผื่อพ่อไม่เคยเล่าให้ฟัง อึ่ก!” สิ้นคำล้อเลียน อคีล่าสอดมือเข้ากระชากลำคอของนักโทษจนหน้าของมันปะทะเข้ากับลูกกรงอย่างรุนแรง เสียงใบหน้าที่กระทบกับเหล็กดังลั่นทั่วโถงทางเดิน
“ไม่ต้องมายุ่งเื่ของคนอื่น พวกที่รอวันตายอย่างพวกแกไม่มีสิทธิ์พูด” เขาคลายให้หน้าของมันออกจากช่องลูกกรงก่อนกระชากเข้าหาตัวอีกครั้งอย่างรวดเร็ว จนใบหน้ากระแทกเข้าที่เหล็กหนาอีกครั้ง “หุบปากไปซะ” นักโทษคนนั้นรีบละล่ำขอโทษเมื่อรู้สึกหายใจไม่ออก เืไหลตามจมูกและคิ้ว อคีล่าจึงปล่อยคอของมัน ดวงตาสีมรกตคมเข้มตวัดมองคนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้าหือแล้ว เขาจึงได้รีบมุ่งหน้าเดินต่อไป โดยไม่สนใจเสียงสบถด่าตามหลัง
ั้แ่จำความได้ ผู้คนก็มักล้อว่าตระกูลของเขาเป็พวกที่ชื่นชอบในปีศาจ บางคนถึงกับล้อว่าเขาเป็ปีศาจไปด้วย ความทรงจำวัยเด็กเป็เช่นนั้น และความทรงจำในตอนก้าวเข้าสู่การเป็อัศวินัก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่คนพวกนั้นไม่ได้พูดอย่างตรงไปตรงมา
ท่านปู่อยากให้เขาเป็อัศวินัเพื่อกอบกู้เชื่อเสียงของตระกูลเอาไว้ แต่มันก็กลบได้เพียงเล็กน้อยและถูกล้อเลียนด้วยสิ่งอื่นแทน เพราะท่านพ่อกรอกหูเขาเกี่ยวกับปีศาจมาโดยตลอด สิ่งเ่าั้จึงทำให้เขาไม่กล้าไปเยือนแดนปีศาจ เขาไม่อยากรับรู้ว่าปีศาจจะเป็เผ่าพันธุ์เช่นไรและเขาไม่อยากรู้ว่าท่านพ่อจะพูดถูกหรือพูดผิด ในเมื่อสิ่งพวกนี้ต่างนำพาให้คนรอบกายหัวเราะล้อเลียนและรังเกียจ เขาจึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับมันอีก ไม่แม้แต่เสี้ยวเดียว
นั่นจึงเป็เหตุผลที่ว่าเขาเป็หัวหน้าหน่วยอัศวินัที่ไม่เคยไปเยือนที่แดนปีศาจเลย และความลับนี้ก็รู้กันเพียงไม่กี่คน
หลังจากเดินมาพักใหญ่ ในที่สุดก็เจอคนที่ตนกำลังมองหา ชายวัยกลางคนในชุดซอมซ่อกำลังนั่งมองแสงแดดที่ลอดจากหน้าด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย เมื่อรู้สึกถึงสายตาจากผู้มาเยือน เขาก็รีบหันมาทันที
“อคีล่า” เฮนรี่รีบรุดมาที่ประตูลูกกรง “เ้ามาหาพ่อ” สีหน้าของท่านพ่อเป็สิ่งที่เขาอยากจะบอกว่าสมน้ำหน้า แต่ก้อนบางอย่างมันจุกอกจนเขาพูดอะไรไม่ออก
“...ทำไมต้องทำให้ตัวเองเดือดร้อนด้วย” เขาเอ่ยน้ำเสียงแหบแห้งโดยไม่รู้ตัว “ข้าต้องมาเดือดร้อนกับท่านไปด้วย” ชายหนุ่มมองใบหน้าของบิดาด้วยสายตาที่สับสน เขาไม่เคยเข้าใจว่าทำไมท่านพ่อต้องอยากทำเื่นี้
“พ่อแค่อยากให้แม่เ้า...”
“เวลานี้ยังจะเอาท่านแม่มาเกี่ยวอีกหรือไง!” อคีล่าสบถเสียงเบาด้วยกลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน
“พ่อแค่คิดว่ามันจะมีหนทางหยุด ทางหยุดที่ไม่ใช่ต้องออกไปตามหา...” เฮนรี่ถอนหายใจ “ช่างมันเถอะ ถึงอย่างไรพ่อก็ไม่มีทางรอด” ดวงตาสีมรกตสีเดียวกันทอดมองเขาอย่างอบอุ่น “พ่อขอโทษนะ”
“ข้าไม่ได้อยากได้คำขอโทษสักหน่อย” เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขา้าคืออะไร แต่ที่แน่ชัดคือไม่ใช่คำขอโทษ “ท่านทำแบบนี้ทำไม...”
“มันก็แค่เหตุผลโง่ๆ” เฮนรี่ยิ้มเล็กน้อย “ไม่ว่าเผ่าพันธุ์ไหนก็มีชีวิตและจิตใจทั้งนั้น ไม่มีใครที่ชั่วร้ายหรอก อคีล่า”
“หึ!” อคีล่าแค่นหัวเราะเมื่อคิดว่าบิดาเริ่มพูดเื่ไร้สาระอีกแล้ว
“ถึงอย่างไรก็เถอะ เ้าแตกต่างจากคนทั่วไป”
“จนถึงตอนนี้ท่านยังอยากพูดเื่ไร้สาระอีกหรือ” เขามองหน้าบิดาที่กำลังยิ้มปลอบใจตัวเองอย่างเ็ป อคีล่าสูดหายเข้าลึกๆ เพื่อข่มกลั้นน้ำตาเอาไว้
“ถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับตัวเ้า อย่าใ” เฮนรี่เอื้อมมือมาลูบหัวลูกชาย นี่คงเป็ครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้ทำ “เ้าจะผ่านมันไปได้ แค่ต้องยอมรับมัน...ก็เท่านั้น”
อคีล่ามองใบหน้าของบิดาเป็ครั้งสุดท้ายก่อนเดินจากไป
การใช้ัเพื่อข่มขวัญหรือเผาทำลายศัตรูคือหน้าที่ของเหล่าอัศวินัแห่งไมนีเซีย บนหลังัหนึ่งตัวจะมีผู้บังคับหนึ่งคน เรียกว่า อัศวินั อัศวินเหล่านี้จะสวมชุดเกราะสีเงินที่ทำขึ้นเพื่อป้องกันความร้อนจากไฟัที่พร้อมจะแผดเผาพวกเขาทุกเมื่อโดยเฉพาะ ผู้นั่งอยู่เื้ัต่อจากอัศวินจะทำหน้าที่ช่วยดูทิศทางเพิ่มเติม เรียกตำแหน่งนี้ว่า ผู้ช่วยอัศวินั นอกจากดูทิศทางแล้วบางครั้งผู้ช่วยอาจต้องถือพลุเพื่อแจ้งข่าว หรือถือธนูเพื่อจู่โจมเหยื่อที่ยังไม่้าให้กลายเป็เถ้าถ่านอีกด้วย
และวันนี้อคีล่าได้ผู้ช่วยคนใหม่ที่แม้จะร่วมงานกันมาหลายครั้งก็ยังไม่ใคร่เป็งาน
“ยิงพลุสีเหลือง บลายน์! ตอนนี้เรามาถึงแดนคนแคระแล้ว!” เด็กหนุ่มที่ชื่อลีออน บลายน์รีบทำตามคำสั่งอย่างลนลาน ลมบนหลังัรุนแรงยิ่งนัก หากจับของไม่ดีมันอาจหล่นหายได้ เนื่องจากบนหลังันั้นการพูดคุยสื่อสารย่อมเป็ไปได้ยาก พวกอัศวินัจึงสื่อสารกันด้วยพลุแทน การยิงพลุสีแดงหนึ่งครั้งคือการโจมตีศัตรู หากยิงสองครั้งคือการยุติการพ่นไฟ พลุสีเขียวเป็การบอกทิศทางหากต้องแยกฝูงัออกจากัน ส่วนพลุสีเหลืองคือทำการหยุดค้างแรมหรือถึงจุดหมายปลายทาง
โชคดีที่ชุดเกราะสีเงินช่วยปกป้องความร้อนความหนาวได้อย่างสมดุล
ใช้เวลาเพียงแค่่กลางวัน เหล่าัของหน่วยที่หนึ่งก็บินเลียบทะเลหิรัณย์มาถึงแอลเพเนียใน่เย็น เมื่อสัญญาณพลุสีเหลืองแผ่กระจายไปทั่วผืนฟ้ายามสนธยา เหล่าอัศวินก็จับดึงบังเหียนพาัตัวใหญ่ั์ของตนแต่ละตัวบินถลาลงไปยังลานกว้างหน้าูเาลูกใหญ่ที่เป็ถิ่นของเหล่าคนแคระ
ูเาแอลพ์คือถิ่นพำนักของอันเป็ศูนย์กลางของาาคนแคระ โครมัท อัลลิเออร์ ที่ในยามนี้เต็มไปด้วยกระโจมสีแดงหลายจุดที่เหล่าอัศวินัตั้งไว้และสลับแวะเวียนกันมาอยู่ไม่ขาดสาย
“เซอร์ฟอลคอนขอรับ” เสียงผู้ช่วยเรียกอัศวินหนุ่มให้ตื่นตัวจากภวังค์ “าาคนแคระมาถึงแล้วขอรับ” อคีล่าพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเดินเข้าไปยังห้องโถงใหญ่ที่ประดับไปด้วยหินผาประหลาดตา
ปราสาทพระราชวังของชาวคนแคระซ่อนอำพรางอยู่ภายในูเาลูกใหญ่ ใตู้เาลูกนี้มีทรัพยากรอัญมณีที่ล้นเหลือมากพอให้นำกลับไปเป็ของฝากชิ้นงามให้เหล่าสาวสวย และนำไปให้พวกัเคี้ยวกินเพื่อเพิ่มพละกำลังได้อีกหลายร้อยปี
เสียงฝีเท้าในชุดเกราะของชายฉกรรจ์ราวหกสิบคนเดินขึงขังไปตามทางเดินยาวที่นำไปสู่ใจกลางของูเาแห่งนี้ ทางเดินที่คดเคี้ยวทำหนุ่มบางคนใจสั่นอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังไม่เคยมีข่าวลือว่ามีอัศวินัคนไหนก้าวพลาดตกลงไปยังเหมืองเบื้องล่าง
ชายผมสีเพลิงที่เป็ผู้นำเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของชายแก่ร่างหนาเตี้ยที่มีผมและเคราสีขี้เถ้า มือในชุดเกราะยกขึ้นเป็สัญญาณให้คนที่ตามมาหยุดเดินและเอามือไพล่หลัง ผู้นำอัศวินัถอดหมวกเกราะและโค้งหัวทำความเคารพเพียงเล็กน้อย
ชายแก่ผู้นั้นค่อยๆ ลุกนั่งตัวตรงอย่างทุลักทุเลบนบัลลังก์หินเก่าๆ มุงกุฎสีทองบนศีรษะโคลงเคลงจนแทบร่วงลง หากแต่เหล่าคนรับใช้รับมันไว้ได้ทันเสียก่อน
“เซอร์ฟอลคอนอย่างนั้นรึ” เสียงแหบแห้งทว่าแฝงด้วยความใจดีกล่าวพลางหัวเราะเล็กน้อย “เอาล่ะ มีเื่อะไรก็ว่ามาเถิด ชาวแอลเพเนียยินดีต้อนรับ”
อคีล่าเหลียวมองไปรอบๆ พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เรียบร้อยอย่างที่เป็มาตลอดก็พูดธุระของตนทันที “ฝ่าาทรงมีรับสั่งให้จัดหามรกตสองเรือใหญ่ภายในเวลาหนึ่งเดือนขอรับ” าาเฒ่าที่กำลังจิบน้ำสำลักค่อกแค่ก อัศวินหนุ่มจ้องมองนิ่งๆ “มีเื่อะไรที่ข้าต้องรู้หรือไม่”
“มรกตนั้นหายากนัก เกรงว่าสองเรือคงจะไม่ทันภายในเวลาที่พวกท่านกำหนดน่ะสิ คำสั่งให้หาโกเมนจากหน่วยที่เก้าและหน่วยที่สิบพวกข้าก็ยังหาให้ไม่ครบ เ้าพอจะช่วยผ่อนปรนให้พวกข้าจะได้หรือไม่ ไม่นานมานี้เหมืองก็ถล่มจนเหล่าพี่น้องของข้าาเ็ล้มตายกันมาก ข้าอยากให้...ช่วยเห็นใจสักนิด” าาเฒ่าพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนสุดฤทธิ์ เสียงที่ลากยาว่หลังช่างดูน่าขนลุก
“...ข้าก็รับรู้มาบ้าง เอาเถอะ เห็นแก่พวกท่านที่คอยจัดหาทุกอย่างที่้ามาโดยตลอด ข้าจะลองคุยกับผู้บัญชาการให้” โครมัท อัลลิเออร์ลอบถอนหายใจ หากไม่ใช่อัศวินหนุ่มใจดีคนนี้ จ้างเอาอัญมณีทั้งูเาประเคนให้ พวกเหล่าคนแคระตัวน้อยก็คงต้องกัดฟันทำงานกันหามรุ่งหามค่ำอยู่ดี
“ขอบใจท่านมาก เซอร์ฟอลคอน”
เหมืองใหญ่ที่อยู่ไกลออกจากตัวพระราชวังเหล่าคนแคระคลาคล่ำไปด้วยเหล่าคนตัวเตี้ยที่เป็เ้าของดินแดน ส่วนผู้ที่มาเยือนกลับได้ทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมงาน ันับสิบยืนและนอนรายเรียงอยู่บริเวณนั้นเป็ระเบียบเรียบร้อย ร่างสัตว์ใหญ่ขนาดมหึมายังคงทำให้เหล่าคนแคระที่ไม่มีพิษมีภัยหวั่นใจอยู่เสมอ
ชายร่างสูงในชุดเกราะก้าวเดินอย่างรีบเร่งทว่ามั่นคง ฝุ่นดินจากัที่กระพือปีกเหยียดคร้านคละคลุ้งไปทั่วจนผ้าคลุมไหล่สีแดงของเขาปลิวไปตามแรงลมที่หอบเอากลิ่นควันไหม้มาด้วย
กระโจมใหญ่สีแดงที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าคือจุดหมายของเขา อคีล่าหยุดยืนอยู่หน้ากระโจมก่อนสูดหายใจลึกๆ หนึ่งที นี่เป็ครั้งที่เท่าไรที่เขาต้องทำเช่นนี้
“ท่านเมเยอร์ขอรับ” อคีล่าค้อมหัวให้ชายร่างกำยำที่กำลังนั่งนัวเนียกับหญิงสาวคราวลูก
“อ้าว เซอร์ฟอลคอนนี่เอง ดีเลย มานั่งดื่มกับข้าก่อนสิ” เขาผละจากสาวสวยและผายมือเป็เชิงให้อคีล่านั่งลงที่เบาะอีกฝั่ง
“ข้ามีธุระต้องทำต่อน่ะขอรับ หากสนทนาเสร็จก็ต้องรีบไปแล้ว”
“หือ อะไรกัน อ้อ อย่าบอกนะว่าเ้าจะมาทำตัวเมตตาเ้าพวกคนแคระอีก” ยาริน เมเยอร์ หัวเราะเสียงดัง “เมื่อปีที่แล้วเ้าก็ขอร้องไม่ให้เราเผาป่าอันนีเวเลียของพวกแฟรี่เพิ่ม และมันก็ทำให้เ้าเป็ที่ชื่นชอบของพวกแฟรี่ที่ชอบสิงอยู่ตามต้นไม้มาจนถึงตอนนี้ ไม้งามๆ หายากยิ่ง แต่หากเป็ไม้จากป่านั่นก็คงไม่เกินจริงนักหรอก
“ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าพ่อของเ้าปลูกฝังเ้ามายังไง ลอร์ดเฮนรี่คงสอนให้เ้ามีจิตใจที่เมตตาต่อทุกคนสินะ ไม่สิ ทุกเผ่าพันธุ์ต่างหาก ไม่เว้นแม้แต่ปีศาจเสียด้วย” ยารินจำได้ดีว่าตนเป็เพื่อนร่วมหน่วยกับเฮนรี่ พ่อกับลูกก็ไม่ค่อยต่างอะไรกันนักหรอก
อคีล่ายืนฟังและยิ้มไปตามน้ำ ทั้งที่ใจเริ่มประหวั่นเมื่อนึกถึงบิดาของตนในยามนี้ “หากเรากดดันพวกเขามากไป เราอาจไม่ได้ของที่เรา้า ครั้นจะเอาัไปขู่ก็ยิ่งจะเป็ผลเสียมากกว่า เพราะตอนนี้พวกนั้นทำงานให้เราจนสูญเสียคนงานไปพอสมควร ข้าเห็นว่าอย่างน้อยก็ควรยืดเวลาออกไปอีกสักเดือนสำหรับมรกตสองเรือ”
ยารินยกแก้วไวน์ขึ้นมาจิบพลางปัดมือให้สาวน้อยออกไปจากกระโจม “แล้วจะทำอย่างไรถ้าไม่เอามรกตภายในหนึ่งเดือน เ้ารู้หรือไม่ว่าัอ่อนแอลงและพ่นไฟได้น้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก และอีกอย่างเราก็ต้องนำมรกตพวกนี้กลับไปให้ทันเวลาตามที่พวกผู้ทรงปัญญาบอกก่อนที่พวกมันจะอ่อนแอจนฟื้นฟูไม่ทัน องค์าายิ่งไม่ใคร่จะได้ยินเื่น่าปวดหัวเสียด้วยสิ”
“ข้าเข้าใจสถานการณ์ดีว่าพวกมนุษย์หมาป่าเริ่มแข็งข้อ แต่ข้ากำลังพยายามรักษาผลประโยชน์ระยะยาวให้แก่พวกเรานะครับ ท่านลองคิดดู ว่าหากยิ่งพวกคนแคระทำงานกันจนเจ็บป่วยล้มตายกันไปมากกว่านี้ ต่อไปจะให้ผู้ใดมาทำงานเพิ่ม ประชากรของเราหรือ ท่านก็ทราบดีว่าไม่มีเผ่าพันธุ์ใดหาของพวกนี้ได้ดีเท่าพวกเขาแล้ว ัให้กินอะความารีนควบกับหินไปก่อนก็ได้ เพิ่มเวลาให้พวกเขาอีกสักเดือนเถอะครับ” อคีล่าเห็นท่าทีทำเป็ครุ่นคิดของผู้บัญชาการอัศวินัก็รู้ทันทีว่าชายผู้นี้้าอะไร เขานึกสบถในใจเล็กน้อย
“ข้าให้ท่านห้าหมื่นลีนส์ โกเมนสองเม็ด”
“เ้านี่รู้ใจข้าเสมอเลยนะ ไม่ต้องเหนื่อยต่อรองให้เสียเวลาเลย คงจะพอให้ข้าหาเหตุผลที่น่าพอใจให้องค์าาได้บ้างล่ะ” ยารินจิบไวน์อึกใหญ่
“ท่านห้ามเอ่ยชื่อข้านะขอรับ ท่านเมเยอร์” อคีล่าโค้งคำนับก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกไป เสียงผู้บังคับบัญชาที่เอ่ยตามหลังทำให้เขาต้องหยุดชะงัก
“ไม่เอ่ยชื่อเ้าหรอก เพราะข้าก็ไม่อยากเห็นเ้าซวยไปตามพ่อของเ้า” ชายผมสีเพลิงดวงตาวาวโรจน์พลางขบกรามขึ้นจนเป็สัน ก่อนจะแหวกม่านและเดินออกไป เขาสวนทางกับนางบำเรอคนสวยที่ส่งสายตาเชื้อเชิญให้อย่างเปิดเผย แต่บุรุษก็เมินเฉยจนนางผิดหวัง
ผ้าม่านชั้นสุดท้ายถูกแหวกออกอย่างรุนแรงด้วยโทสะที่อัดแน่นของหัวหน้าหน่วยอัศวินัหน่วยที่หนึ่ง