ฟางซูซินเริ่มกังวลว่าจะเกิดเื่ขึ้นกับลี่ซือจึงได้รีบตามไปเมื่อถึงหน้าเรือนใหญ่ก็ให้บ่าวที่เฝ้าหน้าประตูเข้าไปรายงานท่านแม่ทัพว่านางขอเข้าพบรอไม่นานประตูก็เปิดออกอีกครั้ง ฟางซูซินเดินเข้าไปด้านในกวาดสายตามองหาสาวใช้ของตนก็ไม่พบเห็นเพียงบุรุษร่างใหญ่นั่งเด่นอยู่กลางห้องในมือของเขามีจอกเหล้าถืออยู่นางทำความเคารพเขาพอเป็พิธีก่อนจะเอ่ยถามหาสาวใช้โดยก้มหน้าหลุบตามองต่ำ
“ข้าได้ยินว่าท่านเรียกพบสาวใช้ของข้ามีเื่อะไรหรือเ้าคะ?” ฟางซูซินพยายามเอ่ยให้น้ำเสียงเป็ปกติไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ว่านางกำลังกลัว
“ดูเหมือนว่าร่างกายของเ้าจะแข็งแรงกว่าที่ข้าคิดเสียอีก”โม่อี้เฟิงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบไม่รู้ว่าตอนนี้เขานั้นคิดอะไรอยู่ก่อนจะเอ่ยต่ออีกว่า“เดินมาถึงนี่ได้สงสัยเมื่อคืนข้าคงจะออมแรงให้เ้าไปหน่อย”
ฟางซูซินหน้าแดงก่ำยามที่ได้ยินเขาเอ่ยถึงเื่เมื่อคืนราวกับภาพเหตุการณ์ได้ย้อนกลับมาอีกครั้งนางกำมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อไว้แน่นพยายามข่มอารมณ์ไม่ให้เผลอด่าเขาออกไป
“...” ฟางซูซินเงียบ
“ไม่ตอบ? หรือเ้าจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนทำอะไรกับข้าไปบ้าง?”ทะ ท่านมันคนหน้าหนาที่สุด อยากจำก็จำไปคนเดียวสิจะมาลากให้นางไปคิดถึงเื่เมื่อคืนทำไมกัน
“ข้า...จำได้เพียงนิดหน่อยเ้าค่ะ”ฟางซูซินกัดริมฝีปากล่างไว้แน่นก่อนจะกลั้นใจเอ่ยตอบเขาไป
“เช่นนั้นหรือ อืม...แต่ข้ากลับจำได้ทุกท่วงท่าเลยนะ”โม่อี้เฟิงจงใจเน้นบางคำในประโยคบอกเล่าของเขา
ไม่...ฟางซูซินเ้าต้องอดทนไว้จะต้องไม่ไปต่อล้อต่อเถียงกับคนอย่างเขาเด็ดขาด นางสู้ความหน้าหนาของเขาไม่ได้หรอก
“ท่านแม่ทัพความจำดี ข้าสู้ท่านไม่ได้หรอกเ้าค่ะ”รวมทั้งความหนาของหน้าด้วย ฟางซูซินได้แต่ก่นด่าเขาในใจเท่านั้น
“ก็จริง...เช่นนั้นข้าจะหาสมุนไพรบำรุงความจำให้เ้าเอาไว้ไปต้มกินบ้างก็แล้วกัน”ปากของเขานั้นร้ายกาจยิ่งกว่าแม่ค้าในตลาดเสียอีกฟางซูซินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างสุดจะทน
“ขอบคุณท่านแม่ทัพเ้าค่ะ...แล้วเื่สาวใช้ของข้า”ฟางซูซินรีบเปลี่ยนเื่กลัวว่าเขาจะพากลับไปเื่นั้นอีก
“ข้าให้นางไปรับสมุนไพรที่ฮ่องเต้ส่งมาให้เ้าบำรุงร่างกายแต่เ้าไม่ต้องกลัวข้าจะเพิ่มสมุนไพรบำรุงความจำไปให้เ้าด้วย”โม่อี้เฟิงเอ่ยอย่างหน้าตาเฉยริมฝีปากก็จรดจอกเหล้าสายตาก็ลอบสังเกตคนตัวเล็กที่ยืนก้มหน้าอยู่เห็นว่านางกัดริมฝีปากล่างแน่ก็อดจะรู้สึกสนุกไม่ได้ นางคงจะกำลังอดทดอยู่กระมัง
“...ขอบคุณท่านแม่ทัพที่ใส่ใจเ้าค่ะ”หากว่าลี่ซือไม่ถูกตามตัวมาที่นี่นางจะไม่มาให้เขาได้พบหน้าหรอกบุรุษอะไรปากร้ายยิ่งกว่าสตรีเสียอีกหากว่ามีเื่กับเขาไม่ถูกดาบของเขาฆ่าตายก็ยังมีปากกรรไกรของเขาที่สามารถฆ่าคนได้เช่นกัน
“ท่านแม่ทัพ คุณหนูลู่เจินจือขอเข้าพบขอรับ”บ่าวหน้าประตูเข้ามารายงานอีกครั้งโม่อี้เฟิงเพียงตอบ “อืม”ก่อนที่บ่าวผู้นั้นจะกลับออกไป ฟางซูซินได้ยินเช่นนั้นก็รีบเอ่ยปากขอตัวกลับทันที
“เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนเ้าค่ะ”
โม่อี้เฟิงลอบสังเกตอาการของอีกคนก็เห็นว่านางปกติดี จึงทำเพียงพยักหน้าอนุญาตฟางซูซินเดินออกมาก็สวนทางกับลู่เจินจือที่เดินเข้ามาพอดีอีกฝ่ายมองนางก่อนจะส่งยิ้มให้อย่างอ่อนหวานแต่ฟางซูซินกลับคิดว่ารอยยิ้มของนางกลับมีเลศนัยอะไรบางอย่างอยู่เมื่ออยู่กันตามลำพังลู่เจินจือจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านแม่ทัพ ข้าได้กลับไปคิดแล้วก็เห็นว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นเป็เื่ที่เหมาะสม”ลู่เจินจือกล่าวขึ้นนางเอ่ยต่อว่า“ข้าคิดว่าพี่ชายที่จากไปก็คงจะเห็นด้วยกับที่ท่านทำแน่นอนข้าจึงได้ตุ๋นรังนกมาขออภัยท่านที่ข้าเสียมารยาทกับท่านไปเมื่อคราวก่อนเ้าค่ะ”ลู่เจินจือเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นพร้อมกับวางถ้วยรังนกตุ๋นไว้ตรงหน้าเขา
โม่อี้เฟิงทำเพียงแค่ปรายตามอง เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาลู่เจินจือเห็นเช่นนั้นก็เริ่มกังวลว่าเขาจะไม่กินสิ่งที่นางนำมาให้จึงได้เอ่ยขึ้นว่า
“ท่านแม่ทัพไม่ต้องเป็กังวลเวลาที่เหลือต่อจากนี้ข้าจะไม่สร้างความเดือนร้อนให้ท่านอีกท่านวางใจได้เ้าค่ะ” ลู่เจินจือเริ่มกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากลำคอแห้งผากใบหน้าผุดเหงื่อเย็นๆ ออกมาใจของนางเต้นไม่เป็ส่ำยามที่เขาจ้องมองด้วยสายตาคมคู่นั้นราวกับว่าเขารู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่
“อืม”โม่อี้เฟิงเอ่ยได้เพียงเท่านั้นก่อนจะหยิบถ้วยรังนกตุ๋นขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดลู่เจินจือที่เห็นอีกฝ่ายกินรังนกตุ๋นของนางหมดภายในคำเดียวก็รู้สึกว่าเื่ราวนั้นช่างง่ายเดียวเสียจนนางรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อแต่อีกใจก็อดยินดีที่แผนการสำเร็จเป็อย่างดีไม่ได้ที่เหลือก็รอเพียงให้ยาออกฤทธิ์เท่านั้น
“เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะเ้าคะ”นางจะรอให้ยาเริ่มออกฤทธิ์แล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่เพื่อไม่ให้ท่านแม่ทัพสงสัยหากนางยังไม่ออกไป หึทีนี้นางก็จะได้เป็เมียของท่านแม่ทัพอีกคนถึงจะเป็เพียงอนุแต่นางก็เชื่อว่าในอนาคตนางจะได้เป็ฮูหยินเอกของเขาส่วนนังฟางซูซินน่ะหรือนางจะหาวิธีจัดการให้ออกไปจากจวนแม่ทัพเอง
โม่อี้เฟิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นเยียบเมื่อนางหันหลังเดินออกประตูไปต้าเหอที่แอบอยู่ด้านหลังเดินออกมาพร้อมกับเม็ดยาในมือเขาส่งมันให้โม่อี้เฟิงพร้อมกับเอ่ยเสียงเข้มว่า
“ข้าน้อยเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วขอรับอีกสักพักยาคงจะออกฤทธิ์ถึงตอนนั้นหนูก็คงติดกับแล้ว” เขาล่ะสงสัยจริงๆว่าลู่เจินจือผู้นั้นใช้อะไรคิดที่กล้าจะใช้แผนสกปรกเช่นนี้กับนายท่าน นางคิดว่าแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นจะด้อยปัญญาถึงเพียงนั้นเชียวหรือกลอุบายดาษดื่นเช่นนี้ของนางน่ะ
“อืม เสร็จแล้วก็เอาข้าวของพวกนั้นไปเผาทิ้งเสียด้วย...เป็เสนียดจวนข้า”ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบหากแต่ั์ตากลับแผ่รังสีอำมหิตเข้มข้นออกมาเขาไม่เคยให้คนที่ล่วงเกินจ่ายค่าตอบแทนน้อยกว่าที่ทำกับเขาสักครั้ง
ผ่านไปครึ่งเค่อลู่เจินจือที่ไม่ได้ไปไหนไกลนางแอบซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆกับเรือนใหญ่โดยมีชุนอี้อยู่ข้างๆ พวกนางสบตากันก็เข้าใจโดยทันทีชุนอี้ก้าวออกมาจากที่ซ่อนพร้อมกับวิ่งตรงไปที่บ่าวที่เฝ้าอยู่ที่หน้าประตูด้วยท่าท่างรีบร้อนนางเอ่ยด้วยเสียงใว่า
“นี่ๆ เ้าน่ะเมื่อครู่ข้าเห็นมีคนแต่งชุดดำเข้ามาในจวนไม่รู้ว่าเป็ใครเ้ารีบไปแจ้งหัวหน้าองครักษ์ทีอาจจะเป็คนร้ายบุกเข้ามาทำร้ายท่านแม่ทัพก็เป็ได้”ชุนอี้พยายามแสดงให้สมบทบาทมากที่สุดบ่าวผู้นั้นเมื่อได้ยินก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาเขารีบวิ่งไปหาหัวหน้าองครักษ์ทันทีเมื่อมาถึงก็เจอหัวหน้าองค์รักกำลังหิ้วปีกบุรุษผู้หนึ่งอยู่สบตากันเป็การบอกว่าหนูติดกับแล้วจึงเดินเข้าไปช่วยหิ้วบุรุษผู้นั้นต่อจากหัวหน้า
องครักษ์
ชุนอี้ที่กำจัดคนเฝ้าหน้าประตูได้แล้วก็รีบส่งสัญญาณให้ลู่เจินจือที่แอบมองดูอยู่เมื่อเห็นว่าชุนอี้ส่งสัญญาณให้ลู่เจินจือจึงได้ก้าวออกมาจากที่ซ่อนก่อนจะมองซ้ายขวารีบวิ่งเข้าไปในห้องที่ท่านแม่ทัพอยู่ทันทีโดยมีชุนอี้ยืนเฝ้าหน้าประตูไว้แทน
ภายในห้องมืดสลัวต่างจากเมื่อครู่ที่นางเข้ามาก่อนหน้านี้แต่ก็ดีเหมือนกันหากว่าท่านแม่ทัพยังมีสติอยู่บ้างนางจะได้ถือโอกาสกล่าวความใจในกับเขาไปด้วยเผื่อว่าเขาจะได้เห็นใจนางขึ้นมาบ้าง
ลู่เจินจือเดินคลำทางไปยังเตียงนอนก็เห็นเงาร่างใหญ่กำลังนอนหงายอยู่นางได้ยินเสียงหอบหายใจก็คิดว่ายาคงจะเริ่มออกฤทธิ์แล้วภายในห้องนั้นค่อนข้างมืดกว่าภายนอกนางเห็นเพียงรางๆหากแต่ก็มั่นใจได้ว่าเป็ท่านแม่ทัพนางเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นจากนั้นจึงยื่นมือไปลูบใบหน้าของอีกฝ่ายที่นางคอยเฝ้ามองอยู่ตลอด