…เมื่อหลิงซีกลับมาถึงกระท่อมไม้ไผ่อันเป็ที่พำนักของตนเองแล้ว ก็ต้องมานั่งทำาเย็นกับคนที่แต่งตั้งสถานะพ่อบุญธรรมให้ตัวเองอย่างเสร็จสรรพต่อ
“อาหลิงเหตุใดเ้าจึงเอาแต่ไปร่ำสุรากับคนที่มากับขบวนสินค้ากลุ่มนั้นนัก อยู่กับเ้ามาก็นานโขไม่เคยเห็นว่าเ้าจะเป็เช่นนี้มาก่อน เ้าเป็อันใดไป หรือมีเื่อันใดในใจบอกข้าได้หรือไม่”
หานคุนพยายามใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดพูดกับเด็กหนุ่ม ตนก็ไม่อาจรู้ได้ว่า่นี้อาหลิงเป็อะไรไป เขาแทบจะไม่อยู่บ้านบางวันก็ไม่กลับมาเลยด้วยซ้ำ แถมยังเอาแต่ดื่มเหล้าจนเมามาย สิ่งประดิษฐ์ที่เขาชอบทำมาตลอดเขาก็ไม่แตะต้องมันเลยสักนิด ไม่ต้องพูดเื่ที่เขาไม่ได้ฝึกฝนหรือแตะต้องตำราเลยตลอดทั้งเดือน ไม่ว่าจะมองอย่างไรลูกบุญธรรมของเขาก็ทำตัวแปลกไปจากปกติเป็อย่างมาก มากจนเขาอดห่วงไม่ได้
“..ข้าไม่ได้เป็อะไรท่านผู้เฒ่าอย่าได้เป็กังวลเลย ข้าเพียงแค่ไปร่ำสุรากับสหายเท่านั้น ไม่มีเื่อะไรมากไปกว่านั้นแม้แต่น้อย หากข้าทำให้ท่านเป็กังวลข้าต้องขออภัยด้วย”
หานคุนขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจที่ได้ยินคำตอบตามมารยาทของเด็กหนุ่ม..ไม่ได้เป็อะไรแล้วเหตุใดจึงได้เอาแต่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้เล่า! เขาอยากจะตะคอกกลับไปเช่นนั้น แล้วจับอีกฝ่ายมาฟาดสักทีสองทีให้หลาบจำ ก่อนจะง้างปากเอาคำตอบออกมาให้จงได้
แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ทำได้เพียงนั่งถอนหายใจอย่างปลงตก เขาไม่อาจทำตามสิ่งที่คิดได้ อาหลิงโตแล้วซ้ำยังยึดถือความคิดของตัวเองเป็หลัก หากเขาได้ตัดสินใจไปแล้วมันก็ไม่ง่ายเลยที่จะมีใครสามารถเปลี่ยนความตั้งใจของเขาได้ ตีไม่ได้ หลอกไม่ได้ โน้มน้าวก็ไม่ได้ อาหลิงถูกจัดอยู่ในจำพวกที่ต้องฟาดฟันด้วยเหตุและผล การจะง้างปากเขาออกมาได้ย่อมต้องมีเหตุผลที่มากพอ
ลูกชายของเขาช่างจัดการยากเสียยิ่งกว่าศัตรูนับแสนที่อยู่กลางสนามรบเสียอีก ให้ตายเถอะ วางแผนการรบยังไม่ยากเท่าวางแผนเกลี้ยกล่อมเ้าเด็กนี่เลย…
“..เ้าจะให้ข้าเชื่อในสิ่งที่เ้าพูดได้อย่างไร ในเมื่อการกระทำของเ้ามันสวนทางกับสิ่งที่เ้าพูดมากมายนัก อาหลิงข้ารู้ว่าทุกคนย่อมต้องมีความลับเป็ของตัวเองซึ่งข้าจะไม่ถามถึง แต่ข้าอยากให้เ้ารู้ไว้ไม่ว่าเมื่อไหร่พ่อบุญธรรมก็จะยังอยู่ข้างเ้า แม้ข้าอาจจะช่วยเ้าไม่ได้ทุกเื่แต่ข้าก็พร้อมที่จะรับฟังเ้าเสมอ อาหลิงเ้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้ว เพราะฉะนั้นเ้าก็ไม่จำเป็ที่จะต้องเผชิญหน้ากับอะไรก็ตามเพียงลำพังอีก”
“..ข้า ข้า..ช่างเถิดข้าไม่ได้เป็อะไร ก็แค่มีเื่ที่ต้องคิดนิดหน่อยเท่านั้น” หลิงซีได้แต่คิดใคร่ครวญอยู่ในใจเงียบๆ การที่เขาทำตัวแปลกไปจากปกติก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล แต่มันเป็เหตุผลที่เขาบอกอีกฝ่ายไม่ได้ก็เท่านั้น
เหตุผลที่ถึงแม้เขาจะรู้อยู่เต็มอกแต่ก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้สักที…
หลิงซีเอื้อมมือไปหาอีกฝ่ายอย่างช้าๆ ในสายตาไม่ได้มองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแต่อย่างใด แต่กลับมองเห็นภาพแห่งความสุขอันน้อยนิดของตนเองเมื่อชาติที่แล้ว มองเห็นพ่อบุญธรรมที่ส่งยิ้มให้เขา จับมือเขาเอาไว้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า ‘เ้าคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตข้า ข้ารักเ้ามากกว่าอะไรทั้งหมด..’
และจบคำพูดประโยคนั้นด้วยสิ่งที่หลิงซีไม่อยากได้ยินที่สุด ‘ครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของข้า ลูกชายที่น่ารักและแสนดีที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเทียบได้..’
“..หลิง…อาหลิง..”
เฮือก!! เขาเผลอตัวไปอีกแล้ว พิษที่ได้รับก่อนหน้าควบคุมยากขึ้นทุกวันบ่อยครั้งที่พิษจะกำเริบใน่เวลาสั้นๆ เพื่อขุดคุ้ยเอาความทรงจำเดิมๆ ของเขาขึ้นมาตีแผ่และเหยียบย่ำทุกครั้งเมื่อเขาเผลอตัวแม้เพียงน้อยนิดก็ตาม
นั่นจึงทำให้เขาไม่ค่อยอยากจะอยู่บ้านมากนักเพราะกลัวว่าจะเผลอทำร้ายอีกฝ่ายเข้า ถึงแม้จะกินยาระงับพิษอยู่ตลอด แต่พอกินมากเข้าก็เหมือนมันจะใช้ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่ ่นี้เขาจึงอยากเลี่ยงที่จะอยู่บ้าน เพื่อที่อย่างน้อยในเวลาที่พิษกำเริบเขาจะได้จัดการกับมันได้ง่ายขึ้น
“ข้า ข้า..ขอโทษ เมื่อครู่ข้า..ข้าไม่ได้เผลอทำร้ายท่านเข้าใช่ไหม ท่านเจ็บตรงไหนรึเปล่า” หลิงซีสำรวจคนตรงหน้าให้แน่ใจอย่างลนลาน มันเป็สิ่งที่เขากลัวที่สุด ทุกครั้งที่พิษกำเริบร่างกายจะขยับไปตามสัญชาตญาณมากกว่าสติสัมปชัญญะ และกว่าจะเรียกสติของตัวเองกลับมาได้บางครั้งมันก็สายไปเสียแล้ว ยิ่งถ้ามันเกิดขึ้นกับคนตรงหน้า มันก็ยิ่งทำให้หลิงซีร้อนรนจนไม่อาจควบคุมตัวเองได้
“อาหลิงใจเย็นๆ ข้าไม่ได้เป็อะไร เ้าไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด อาหลิงมองข้า..มองข้า แล้วใจเย็นๆ” หานคุนก็พอจะรู้อยู่บ้างเื่ผลจากยาพิษที่อาหลิงได้รับ ซึ่งมันมักจะกำเริบขึ้นมาอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งที่มันกำเริบเด็กหนุ่มก็มักจะหายตัวไปทุกครั้ง ซึ่งเขาได้แต่กัดฟันทำเป็มองไม่เห็นว่าอาหลิงผ่าน่เวลาเ่าั้ไปได้อย่างไร
แต่ครั้งนี้อาหลิงอยู่ตรงหน้าเขา เด็กหนุ่มไม่ได้หลบเลี่ยงออกไปเหมือนอย่างเคย เขาสามารถยื่นมือเข้าไปหาอีกฝ่าย โอบกอดลูกชายเขาเอาไว้ด้วยสองแขนที่มี แล้วพูดกับอีกฝ่ายว่ามันจะไม่เป็อะไร เขาอยู่ตรงนี้แล้วไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น ในที่สุดเขาก็สามารถทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำได้จริงๆ ไม่ใช่เพียงยืนกัดฟันทนมองอยู่เงียบๆ ั้แ่ต้นจนจบ ทนมองเด็กหนุ่มทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อเรียกสติของตัวเองกลับมา
“..เมื่อครู่ข้าคงทำให้ท่านใไม่น้อย ขอโทษด้วย ท่านผู้เฒ่าปล่อยข้าก่อนเถอะ ข้า..” หานคุนยังคงกอดเด็กหนุ่มเอาไว้ในอ้อมอกพลางมองสำรวจคนตรงหน้าให้ถี่ถ้วนเพื่อความแน่ใจ อาหลิงตัวสั่นเทา ดวงตาของเขาที่เคยเป็สีน้ำตาลเข้มแปรเปลี่ยนเป็สีแดงดั่งหยดเื แค่ได้เห็นเพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าอาหลิงจะใช้วิธีไหนเพื่อทำให้พิษสงบลง
ตอนนี้หานคุนไม่อยากสนใจแล้วว่าเหตุใดอาหลิงจึงเอาแต่ไปร่ำสุราหรือทำตัวแปลกไป เหตุผลพวกนั้นจะเป็อะไรก็ช่างมันเถอะ ตอนนี้เขาอดคิดไม่ได้ว่าเป็เพราะตนหรือเปล่าที่ทำให้อาหลิงต้องเป็เช่นนี้ เป็เพราะเขาที่เป็คนบีบให้อีกฝ่ายพูดในสิ่งที่เขาอยากรู้หรือเปล่า เลยทำให้พิษที่อยู่ในตัวอาหลิงกำเริบขึ้นมา
“ไม่ปล่อยหรอก เ้าจะกัดข้าก็ได้แต่อย่าได้ทำร้ายตัวเอง ข้าจะไม่ถามว่าเ้าเป็อะไร และจะไม่อยากรู้ว่าทำไมจึงเป็เช่นนี้ ข้าจะกอดเ้าเอาไว้แบบนี้ มันจะไม่เป็อะไร ข้าจะอยู่ข้างเ้า จะอยู่กับเ้าแบบนี้ไม่ว่าจะเมื่อไหร่..”
คราวนี้เป็เขาที่ผิดเอง ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วแท้ๆ ว่า่นี้จิตใจของอาหลิงไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ แต่ถึงแบบนั้นเขาก็ยังยึดเอาความคิดของตัวเองเป็ที่ตั้ง จนเผลอทำร้ายอีกฝ่ายเข้าจนได้
“..ขอแค่ตอนนี้เท่านั้น อย่ามองข้า อย่าได้หวาดกลัวข้าเลย ข้าไม่เคยอยากทำร้ายท่าน” หลิงซีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ มือคู่นั้นที่วางอยู่ข้างเอวของหานคุนยังคงสั่นเทา
ด้วยสภาพเช่นนี้มันทำให้หานคุนเห็นแล้วว่าเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเปราะบางเพียงใด
“อย่าได้กังวลไปเลย ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น..”
ประสบการณ์ในวันนี้มันทำให้เขาต้องคิดทบทวนดูให้ดีแล้วละว่าตนเองจะสามารถทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อที่อย่างน้อยเขาจะได้ไม่เผลอทำร้ายอาหลิงเข้าอีก..