ปลาหนีแห...รวบแหจับปลา (ตอนต้น)
ไม่รู้เป็เพราะได้รับความะเืใจ หรือฝืนร่างกายทะเลาะกับชายฉกรรจ์ หรือทั้งสองอย่างนั้นรวมกันก็ไม่อาจทราบ ฉู่ซู่อิ๋งร้องไห้จนหมดเรี่ยวแรงแล้วหลับสนิทไปหนึ่งวันเต็มๆ กว่านางจะตื่นมาอีกครั้งก็เป็่เย็นของวันก่อนจะเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว
ตอนหญิงสาวตื่นขึ้นมานั่น หงชุ่ยแทบจะหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ พร่ำพูดอยู่นานกว่าตนเองเป็ห่วงนายหญิงมากแค่ไหน และยังอุตส่าห์บ่นเ้านายตัวจริงให้คุณหนูคนงามฟังอีกต่างหาก แต่ไม่ว่าเด็กสาวจะพร่ำพูดมากแค่ไหน การปรนนิบัติรับใช้ผู้เป็นายกลับมิได้ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย ฉู่ซู่อิ๋งอดนับถือนางมิได้จริงๆ
"คุณหนูอยากได้อะไรอีกหรือไม่เ้าคะ"
หลังจากวุ่นวายกันจนท้องฟ้ามืดสนิท หงชุ่ยก็ทำงานของตนเสร็จแล้วเอ่ยคำถามนี้ออกมา ขณะนั้นฉู่ซู่อิ๋งกำลังก้มหน้าจิบชาหวานล้างรสยาต้มในปากอยู่ นางกลอกตาใช้ความคิดรอบหนึ่งถึงส่ายหน้าปฏิเสธน้อยๆ
"ตอนนี้มืดมากแล้ว ที่นี่ไม่มีอันใดให้ทำอีก เ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ" นางว่าพลางคืนถ้วยน้ำชาพร้อมยิ้มแบบล้าๆ
หงชุ่ยรู้สึกว่าั้แ่คุณหนูตื่นมาก็มีท่าทางห่างเหินกับนางมากขึ้น เด็กสาวได้แต่โทษความหุนหันพลันแล่นของเ้านายตัวจริงที่ก่อเื่ทะเลาะกับฉู่ซู่อิ๋งจนกลายเป็แบบนี้ ดังนั้นเพื่อมิให้นายหญิงต้องอึดอัดใจไปกว่าเดิม สาวใช้ตัวน้อยจึงขอตัวจากไปอย่างว่าง่าย โดยไม่ลืมดับเทียนบนโต๊ะกลางห้อง เหลือไว้เพียงโคมแก้วหลิวหลี[1]ข้างเตียงดวงเดียว
เมื่อหงชุ่ยออกไปแล้ว ฉู่ซู่อิ๋งก็ไม่ได้ขยับตัวในทันที ยังคงนั่งใช้ความคิดกับตัวเองสักครู่ ตามกำหนดการนางจะต้องตามหลางจวินกลับเมืองหลวงในตอนเช้าวันพรุ่ง ย่อมเท่ากับว่าตนมีเวลาอยู่ที่นี่แค่คืนนี้เท่านั้น หญิงสาวคิดหนักว่าควรต่อรองกับชายคนนั้นอีกรอบดีหรือไม่ ทว่าพอคิดถึงท่าทีของเขาตอนทะเลาะกันเมื่อวันก่อนแล้ว นางคิดว่าอีกฝ่ายไม่ยอมฟังแน่ ส่วนนางเองก็ไม่ไว้ใจเ้าคนลึกลับผู้นั้นด้วย
หลังตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะไปจากที่นี่ในคืนนี้ ฉู่ซู่อิ๋งหันไปดับเทียนในโคมแก้วหลิวหลี จากนั้นล้มตัวลงนอนแสร้งว่ากำลังจะหลับแล้ว ตาจ้องมองไปยังห้องข้างอันเป็ที่พักของหงชุ่ย เห็นว่าไฟในห้องนั้นยังเปิดอยู่ ต้องคอยเกือบครึ่งชั่วยามกว่ามันจะดับลง แต่นางอดทนต่อไปอีกครึ่งชั่วยามให้แน่ใจว่าสาวใช้นางนั้นหลับสนิทจริงๆ ค่อยลุกขึ้นจากเตียง
สิ่งแรกที่นางทำคือ ยืดแข้งขาซึ่งเกร็งยึดจากการนอน ยังดีที่สามสี่วันก่อนทะเลาะกับเ้าคนสารเลวนั่น นางได้รับอนุญาตให้เดินในห้องได้บ้างแล้ว ไม่อย่างนั้นคงลุกลำบากกว่านี้ เมื่อยืดตัวเสร็จก็ไปเปิดหีบอาภรณ์ตรงปลายเตียง เลือกเสื้อผ้าสีเข้มที่สุดมาสวม ทว่าทำได้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากาแบนไหล่กับต้นแขนข้างซ้ายยังไม่หายสนิท ส่วนมือขวาที่ถูกเหยียบก็ยังเจ็บอยู่ กว่าจะแต่งตัวเสร็จ นางเจ็บจนเหงื่อชุ่มหน้าผากทีเดียว น่าเสียดายที่ความเ็ปเ่าั้ไม่สามารถทำให้นางล้มเลิกความคิดได้ หญิงสาวอาศัยความมุ่งมั่นเข้าขั้นดื้อรั้นของตนแต่งตัวต่อไป
หลังโพกผ้าคลุมสีดำเก็บผมเรียบร้อยแล้ว ฉู่ซู่อิ๋งเดินตรงไปยังหน้าต่างแล้วแง้มมันออกดูลาดเลาในสวนด้านนอกก่อน ครั้นเห็นว่าไม่มีคนค่อยปีนออกไปอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ ย่องผ่านห้องข้างของหงชุ่ยอย่างเชื่องช้า เมื่อพ้นมาได้ก็รีบวิ่งไปที่ประตูวงเดือนซึ่งเชื่อมไปสู่พื้นที่ด้านนอกเรือนพัก
แม้จะยังอยู่ในจุดเริ่มต้น ทว่าหญิงสาวกลับตื่นเต้นมาก เนื่องจากเป็ครั้งแรกที่นางก้าวออกจากห้อง นางไม่รู้เลยว่าเรือนนี้หลังนี้อยู่ตรงไหนของบ้านพัก และหลางจวินวางคนไว้อย่างไรบ้าง จึงได้แต่เสี่ยงดวงเปิดประตูวงเดือนหน้าเรือนออก ซึ่งด้านนอกก็ยังคงไม่มีใครอยู่เลย
"แปลกจริง เ้าคนสารเลวนั่นไม่วางกำลังป้องกันเลยหรือ" ฉู่ซู่อิ๋งพึมพำถามตนเอง
แต่ไม่ว่าอย่างไร การไม่มีคนย่อมเป็โอกาสของนาง ร่างแบบบางพุ่งไปยังต้นไม้ใหญ่ที่ไม่รู้ชื่อริมกำแพง ปีนป่ายขึ้นไปจนสูงพอมองเห็นพื้นที่ทั้งหมดอย่างชัดเจน ฉู่ซู่อิ๋งพบว่า ที่พักแห่งนี้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ มีเรือนสี่ประสานเป็เรือนหลักอยู่ทางทิศตะวันออก ส่วนที่พักของนางเป็เรือนหลังเล็กอยู่ทางทิศตะวันตก ขั้นกลางด้วยสวนเล็กๆ และกำแพงสูงหนึ่งจั้งสองแถว นับว่าจุดที่เงียบสงบมาก และอาจเพราะเข้า่ดึกแล้วจึงไม่มีเงาคนให้เห็น ไฟทุกดวงดับสนิท เหลือเพียงแสงจากโคมหินในสวนกับทางเดินหลักไม่กี่ทางเท่านั้น
สตรีบนต้นไม้กวาดตาดูโดยละเอียดแล้วก็เห็นประตูเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจากเรือนของตนนั่น บางทีมันอาจจะเป็ทางเข้าออกของพวกบ่าวไพร่ ฉู่ซู่อิ๋งรีบไต่กลับลงมาบนพื้นและมุ่งตรงไปที่นั่นทันที แต่พอไปถึงกลับพบว่า ประตูบานนั้นใส่แม่กุญแจไว้เสียแ่า ทำเอาหญิงสาวกระทืบเท้าขัดใจรอบหนึ่ง กระนั้นนางยังไม่ยอมแพ้ หญิงสาวตัดสินใจก้มสำนวนตามแนวกำแพงโดยละเอียด และเสมือน์เข้าข้าง เพราะในที่สุดนางก็เจอช่องว่างเล็กๆ ซ่อนอยู่ด้านหลังหินก้อนหนึ่ง
"รูสุนัขลอด!" ฉู่ซู่อิ๋งรีบใช้มือขวาดันหินก้อนนั้นออก ซึ่งเปลืองแรงไม่น้อยกว่าจะทำได้
รูสุนัขลอดรูนั้นค่อนข้างกว้าง หญิงสาวที่าเ็จึงมุดออกมาไม่ยากเย็นนัก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอาการเจ็บแผลบนไหล่เหมือนกัน พอออกมาได้นางก็ต้องเอนกายพิงพักกับกำแพงครู่หนึ่ง ระหว่างนั้นไม่ลืมที่จะกวาดตามองรอบๆ ไปด้วย
บ้านพักหลังนี้ตั้งอยู่บนเขา ล้อมรอบด้วยป่าหนาทึบ ทั้งยังมืดจนมองไม่เห็นอย่างอื่นนอกจากเงาไม้อันสลับซับซ้อน หากจะหนีไปในป่าย่อมไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ฉู่ซู่อิ๋งไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินเลาะกำแพงไปด้านหน้า เมื่อถึงมุมกำแพงก็ค่อยๆ แอบชะเง้อมองไปทางประตูใหญ่
ตรงนั้นมีชายฉกรรจ์สองคนยืนถือดาบเล่มใหญ่เฝ้าอยู่ ด้านหน้าประตูเป็บันไดทอดยาวลงไปด้านล่าง นั่นน่าจะเป็ทางเชื่อมลงไปถึงถนน ฉู่ซู่อิ๋งหาก้อนหินก้อนเล็กๆ มาถือไว้ในมือ เดินย้อนกลับไปประมาณยี่สิบก้าว แล้วคะเนความสูงของสิ่งกีดขวางให้ดี ก่อนจะโยนหินข้ามกำแพงไปด้านในเกิดเสียงดังตุ๊บคล้ายกระแทกโดนอะไรบางอย่างก่อนมันจะหล่นลงพื้นดังก๊อกแก๊ก
"ใคร นั่นใคร!" เสียงยามตวาดดึงกึกก้อง ตามด้วยเสียงเปิดประตู และเสียงฝีเท้าหนักๆ สองคู่วิ่งเข้าไปในบ้าน ฉู่ซู่อิ๋งก็ฉวยโอกาสนี้วิ่งจากจุดที่ซ่อนตรงไปยังและถลาลงไปอย่างไม่คิดชีวิต ต่อให้ได้ยินเสียงอะไรก็ไม่ยอมหันกลับไป
ไม่กี่อึดใจจากนั้น ร่างแบบบางก็มาถึงถนนดินอัดด้านล่าง เนื่องจากเป็เส้นทางสำหรับขึ้นลงเขา หญิงสาวจึงเลือกเส้นทางที่ถูกต้องได้ทันที อีกทั้งตัวบ้านพักก็มิได้อยู่สูงนัก เดินมาแค่ครึ่งเค่อก็ถึงพื้นราบด้านล่างแล้ว
ผู้หลบหนีอาศัยแสงจันทร์ส่องทางขณะสาวเท้าไปตามคันนาริมเขาอย่างเร่งรีบ สายตาสอดส่ายรอบด้าน ทั้งเพื่อตรวจหาอุปสรรคที่อาจขัดขวางและเพื่อหาอะไรบางอย่างมาช่วยทุนแรงในการหลบหนี เพราะตอนนี้เลยเวลาปิดประตูเมืองมานานแล้ว หากจะไปตำบลหนิวหลิวมีแต่ต้องเดินอ้อมตัวเมืองเท่านั้น ด้วยสภาพสังขารของนางอาจจะหมดแรงก่อนก็เป็ได้
"ฮี้..."
หญิงสาวถึงกับชะงักเมื่อได้ยินเสียงนั้นลอยมากับสายลม ร่างแบบบางหยุดเพื่อป้องหูฟังครู่หนึ่ง ครั้นแน่ใจว่ามันเป็เสียงของม้าจริงๆ ฉู่ซู่อิ๋งรีบมุ่งหน้าตามไปหาต้นทางของมันอย่างรวดเร็ว ไม่ช้านางก็มาถึงเถียงนาหลังเล็กๆ กลางทุ่งกว้าง ด้านหน้ามีม้าตัวไม่เล็กไม่ใหญ่สีเข้มผูกอยู่กับเสา ส่วนคนที่น่าจะเป็เ้าของกำลังนอนกรนเสียงดังสนั่นอยู่ในตัวที่พัก ไม่รู้ว่าคนข้างในเป็แค่ชาวนาหรือจอมยุทธ์ในยุทธภพ แต่นางคงต้องขอสวมบทโจรขโมยม้าเขาไปเสียแล้ว
"ขออภัยด้วยนะพี่ชาย" ฉู่ซู่อิ๋งประสานมือขอขมาไปทางเถียงนาแล้วรีบแก้เชือกผูกม้าออกมา แล้วฉวยบังเหียนที่แขวนบนเสาต้นเดียวกันมาใส่ให้มัน รีบร้อนจนไม่สนใจจะใส่อานให้เรียบร้อยก็ปีนขึ้นหลังม้าแล้วควบออกไป
ผ่านไปครู่หนึ่งโจรขโมยม้าจำเป็ก็ได้ยินเสียงใครสักคนร้องโวยวายมาจากด้านหลัง ทว่านางขี้ขลาดเกินกว่าจะหันกลับไปมอง หญิงสาวกระแทกท้องม้าให้มันเร่งฝีเท้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะอ้อมตัวเมืองไปยังตำบลหนิวหลิวให้เร็วที่สุด ถึงหลางจวินกับหงชุ่ยพูดเป็เสียงเดียวกันว่า ดินถล่มปิดทางที่ไปยังเมืองเสียนเป่ยจนหมดแล้ว แต่หญิงสาวก็ยังอยากไปดูให้เห็นกับตา และบางทีมันอาจจะมีทางอื่นให้ใช้อีกก็เป็ได้
และแล้ว...ด้วยฝีเท้าอันเลิศล้ำของม้าที่ได้มาโดยมิชอบ ฉู่ซู่อิ๋งก็เดินทางมาถึงตำบลหนิวหลิวในอีกสองชั่วยามหลังจากนั้น แต่กว่าจะมาถึงแสงจันทร์สลัวลงอย่างเห็นได้ชัด เ้าของร่างแบบบางบนหลังม้าเงยหน้ามองฟ้าแล้วพบว่า หมู่เมฆดำกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมในพื้นที่ อีกไม่นานมันคงจะบดบังดวงจันทร์จนหมดสิ้นเป็แน่แท้
"ฝนรึ ไยต้องเป็ตอนนี้ด้วย!" คุณหนูสี่สกุลฉู่ทิ้งความเป็กุลสตรีแล้วคำรามอย่างหัวเสีย ขณะเบี่ยงม้าบ่ายหน้าไปตามถนนหลวงที่คุ้นเคย ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว นางก็อยากจะไปถึงจุดที่มีดินถล่มลงมาให้ได้
แต่โชคดีของนางคล้ายจะสิ้นสุดลงในตำบลแห่งนี้ เพราะยังไม่ทันไปถึงจุดหมายปลายทาง พายุฝนห่าใหญ่พลันสาดเทลงมาอย่างหนักจนแทบมองทางไม่เห็น กระนั้นนอกจากการชะลอม้าให้ช้าลงแล้ว ฉู่ซู่อิ๋งก็มิได้หยุดพักแต่อย่างใด นางถึงขั้นควบมาผ่ากลางหมู่บ้านที่เคยอาศัยค้างแรมก่อนเกิดเื่ร้ายท่ามกลางเสียงฟ้าร้องครืนครันเสียด้วยซ้ำ
"พี่ม้าอดทนหน่อยเถิด อีกนิดเดียวเท่านั้น" ฉู่ซู่อิ๋งรู้สึกได้ว่าสัตว์พาหนะใต้ตัวกำลังกระสับกระส่ายจึงลูบแผงคอปลอบโยน นางพยายามมองฝ่าฝนไปข้างหน้า ตอนนี้มีเพียงแสงฟ้าแล่บฟ้าร้องเท่านั้นที่ช่วยส่องให้เห็นว่าตนมาถูกทางและได้เข้าเขตป่าที่เคยผ่านก่อนเกิดเื่แล้ว ความดันทุรังผลักให้นางขี่ม้าต่อไปโดยไม่สนใจไอหนาวและความเ็ปบนร่างเลย
แต่ทันใดนั้น ท้องฟ้ากลับส่งเสียงคำรามกึกก้อง อสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงกลางผืนป่า มันรุนแรงเสียจนผืนเบื้องล่างยังสั่นะเื อาชาฝีเท้าดีกู่ร้องพร้อมยกตัวขึ้นตะกุยเท้ากลางอากาศด้วยความตื่นตระหนก คนที่อยู่หลังของมันไม่ทันตั้งตัวจึงถูกสะบัดลงไปกองกับพื้นโดยแรง
"โอ๊ย!" ความเ็ปรุนแรงแผ่ลามมาจากไหล่ซ้าย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแผลตรงนั้นจะต้องฉีกแน่ๆ ฉู่ซู่อิ๋งทั้งเจ็บและจุกจนฟุบร่างกับพื้นถนนที่มีน้ำเจิ้งนองไปพักหนึ่ง พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ม้าของตนก็หนีหายไปเสียแล้ว เหลือแต่เพียงนางโดดเดี่ยวกลางป่าเพียงลำพัง
"์...์..." หญิงสาวครางสะอื้น นึกอยากกล่าวโทษ์เหลือเกินที่ดลบันดาลให้เกิดพายุฝนในยามนี้ ทั้งที่อุตส่าห์หนีมาได้ตั้งไกล แต่กลับผิดพลาดเพราะลิขิตฟ้า เหตุใดเล่า...เหตุใด! แค่นางอยากจะไปทำในสิ่งที่ปรารถนา มันผิดด้วยหรือ
"ฮึก...ฮือ...ทำไมจึงเป็แบบนี้ เหตุใดข้าจึงล้มเหลวเช่นนี้..." ฉู่ซู่อิ๋งแสนกังขา ก่อนจะเกิดา นางคือหนึ่งในสตรีมีความสามารถของหยางคัง ถึงจะมิได้โด่งดังอย่างหญิงชั้นสูงในเมืองหลวง ทว่าก็เคยช่วยงานพี่ชายมาหลายครั้ง แต่ครานี้ทุกอย่างกลับพลาดไปหมด น่าสงสัยเหลือเกินว่า ที่ผ่านมานางมีความสามารถจริงๆ หรือเพียงเดินไปตามการเขียนชะตากรรมของเทพแห่งโชคชะตากันแน่
จ๋อม...เสียงฝีเท้าเดินเหยียบย้ำดังแซมแทรกท่ามกลางสายฝนตกกระหน่ำ หญิงสาวที่กำลังเป็ทุกข์รีบลุกขึ้นยืนโดยพลัน ั์ตาสีอ่อนจ้องทางที่เคยขี่ม้ามาเขม็ง ไม่ช้าแสงจากฟ้าแล่บก็ฉายให้เห็นร่างสูงใหญ่คุ้นตาของชายคนหนึ่งกำลังย่างสามขุมมาทางนี้
"นั่นใคร!" ฉู่ซู่อิ๋งะโถามพร้อมชักเท้าข้างหนึ่งถอยหลังเตรียมหนี ร่างนั้นชะงักเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้ามาต่อ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำสะท้านใจ
"ข้าเอง"
เพียงทันทีที่ยืนยันได้ว่าเป็เสียงของ 'หลางจวิน' ฉู่ซู่อิ๋งก็หันหลังหนีไปทันที นางวิ่งสุดฝีเท้าราวกับกำลังหนีตาย ชายหนุ่มเห็นดังนั้นพลันสบถลั่นแล้วไล่ตามมาติดๆ
"เ้าจะไปไหน!" อย่างไรเสีย โอวหยางิหลิงก็แข็งแรงและวิ่งได้เร็วกว่า เขาไล่ตามมาไม่กี่สิบก้าวก็ฉวยแขนของนางไว้ได้แล้ว ชายหนุ่มดึงนางกลับมาหมายจะคุยกันให้รู้เื่ แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนคือ ฝ่ามือซึ่งประเคนให้แบบรัวๆ และไม่ยั้งแรงเลยสักนิด หนึ่งในนั้นฟาดโดนกล้ามอกเขาเต็มรัก
"ปล่อยนะ ปล่อยข้า ข้าไม่ไปกับท่าน!" ฉู่ซู่อิ๋วดิ้นสู้สุดฤทธิ์ หลับหูหลับตาออกอาวุธไปโดนอะไรบ้าง นางก็ไม่ได้สนใจ ยิ่งถูกเขารวบตัวลอยขึ้นกับพื้น นางยิ่งออกแรงมากขึ้นไปอีกขั้น สองมือตบตี สองเท้าเตะถีบเป็พัลวัน
"เ้า! หยุดเดี๋ยวนี้ อยากตายหรือ!" โอวหยางิหลิงรวบรัดร่างบางที่เปียกจนลื่นไว้สุดกำลัง ขณะเดียวกันพยายามจะไม่ทำให้นางเจ็บด้วย เป็เหตุให้โดนเล็บนางข่วนไปหลายรอย สองหูอื้ออึงเพราะเสียงกรีดร้องของคนในอ้อมแขน ทำให้เขาอยากจะแปลงร่างเป็หมาป่าคาบคอนางกลับบ้านพักเหลือเกิน
"ตายก็ตายสิ ข้าไม่ไปกับท่านเด็ดขาด ปล่อยข้า!" คุณหนูสี่สกุลฉู่ประกาศกร้าว หลับหูหลับตาฟาดมือออกไป คราวนี้มันกระทบแก้มของเขาดังเพียะ ชั่วพริบตานั่นนางบังเกิดความรู้สึกเหมือนตนเองปัดบางอย่างให้หลุดกระเด็นออกไปพร้อมกัน อ้อมแขนแกร่งที่โอบเอวอยู่พลันรัดแน่นจนนางแทบหายใจไม่ออก
"หยุดได้หรือยัง!" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเ็า ทำให้หญิงสาวสั่นสะท้าน ั์ตาสีอ่อนเบิกขึ้นเชื่องช้าด้วยหัวใจหวาดหวั่น
สิ่งที่นางได้เห็นคือ ใบหน้าคร้ามคมของบุรุษร่างกายสูงใหญ่ โดดเด่นด้วยดวงตาหงส์สีดำขลับซึ่งกำลังส่องประกายวาววับมิต่างจากั์ตาของหมาป่า เหนือขึ้นเป็คิ้วกระบี่พาดยาวไปจนถึงขมับด้านข้าง บนแก้มมีเส้นผมที่หลุดรุ่ยจากกวานเงินบนศีรษะเปียกน้ำแนบไปกับรอยเล็บข่วนจากฝีมือของนาง จมูกโด่งเป็สันรับกับริมฝีปากทรงกระจับได้รูปอยู่ห่างจากกลายจมูกนางเพียงครึ่งชุ่น[2]เท่านั้น ชายหนุ่มเม้มปากแน่นบ่งชัดว่ากำลังข่มกลั้นอารมณ์ของตนอยู่!
ฉู่ซู่อิ๋งเคยจินตนาการใบหน้าภายใต้หน้ากากปิศาจของหลานจวินมาบ้าง แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะหล่อเหลาถึงเพียงนี้ รูปโฉมของเขาดูดียิ่งกว่าพี่ชายของนางเสียอีก
เพียงแต่...ความคิดบางอย่างภายในใจชักพาให้หญิงสาวเหลียวไปหาหน้ากากเงินซึ่งหล่นอยู่บนพื้นไม่ไหลนัก ก่อนหันกลับมาสบสายตาเขาอย่างคนเพิ่งได้สติ
"อาละวาดพอหรือยัง" สายฝนที่ตกกระหนำมิได้ลดทอนอำนาจในน้ำเสียงของเขาได้เลย ตรงกันข้ามเมื่อชายหนุ่มเปล่งเสียงออกมาควบคู่กับการได้เห็นหน้าเขาชัดๆ หญิงสาวกลับนิ่งงันกว่าเดิม
"ท่าน..." คนโดนอุ้มพยายามอย่างหนักกว่าจะควานหาเสียงตัวเองเจอ "...ท่านจะ...ฆ่าข้าหรือไม่"
โอวหยางิหลิงแปลกใจกับคำถามนางเล็กน้อย แต่ครู่เดียวก็เข้าใจ ริมฝีปากได้รูปกระตุกยิ้มออกมาบาง "ตัวข้าไม่ทำอันใดเ้าหรอก แต่เ้ากำลังทำตัวเองต่างหาก"
ชายหนุ่มเอียงศีรษะมองผ่านเอวบางไปทางด้านหลังของหญิงสาว เ้าของร่างอ้อนแอ้นในอ้อมกอดจึงบิดตัวตามไปดูด้วย แสงฟ้าแลบส่องให้สิ่งที่นางไม่ทันสังเกตมาก่อนเลย
เบื้องหน้าห่างออกไปราวยี่สิบจั้งเป็เนินดินขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้ผสมปนเปอยู่ด้วย ขนาดของมันใหญ่โตจนเหมือนกับูเาอีกลูกหนึ่งเลยทีเดียว ด้านข้างของมันมีสายน้ำปนดินไหลป่าลงมาอย่างไม่ขาดสาย แต่นั่นยังไม่น่ากลัวเท่ากับต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ล้มขวางถนนห่างจากพวกเขาไปเพียงเจ็ดจั้ง ลำต้นของมันเต็มไปด้วยกิ่งไม้แหลมคม หากมิใช่เพราะ 'หลางจวิน' จับฉู่ซู่อิ๋งไว้ได้ทัน นางคงหลับหูหลับตาวิ่งชนมันจนเจ็บหนักไปแล้ว หัวใจของหญิงสาวถึงกับเย็นวาบเมื่อคิดถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นจากความสะเพร่าของตน
"นี่คือ..."
"จุดที่ดินถล่มอย่างไรเล่า" โอวหยางิหลิงเห็นว่าอีกฝ่ายสงบลงแล้ว เขาจึงตัดสินใจวางตัวลงกับพื้น แต่ทันทีที่เท้าของนางัักับผืนดิน ร่างงามกลับเซถอยหลังเหมือนคนเสียหลักกะทันหัน ชายหนุ่มต้องรีบจับบ่าของนางไว้ "นี่! เป็อะไรไป!"
ฉู่ซู่อิ๋งหันหน้ามาหาเขาช้าๆ ั์ตาสีอ่อนเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ยามนี้นางตระหนักได้แล้วว่า ตนมิอาจเดินทางไปยังเมืองเสียนเป่ยได้อีกแล้ว แค่หนีให้พ้นจากเงื้อมมือของชายคนนี้ นางก็ทำไม่สำเร็จ แล้วยังเกือบจะเอาชีวิตที่เขาเก็บกลับมาได้อย่างยากลำบากมาทิ้งไว้ที่นี่อีกด้วย นางตื่นตระหนกใจนไม่รู้แล้วว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี
"เฮ้อ!" ท่าทางของคนตรงหน้าทำให้โอวหยางิหลิงถอนใจออกมาอย่างจนใจ ว่ากันตามตรง เขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่ดื้อรั้นและบ้าบิ่นเหมือนกับนางมาก่อนเลย ทั้งที่ตัวเองาเ็หนักยังกล้าหนีออกมาในเวลาดึกดื่น หากมิใช่เพราะเขาวางแผนหว่านแหรอรวบปลาไว้ก่อนแล้ว ป่านนี้ไม่รู้จะมาเจอนางในสภาพไหน
"ไปกันเถอะ" ชายหนุ่มออกแรงดึงมือนางให้ตามมา ทว่าหญิงสาวกลับยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
"ข้ายังไม่อยากกลับเมืองหลวง ข้าอยากไปเมืองเสียนเป่ย" ฉู่ซู่อิ๋งอ้อนวอนเสียงสั่น ทำเอาคนฟังใจอ่อนยวบ
"ข้ารู้ แต่ตอนนี้ดึกมากแล้ว ฝนก็ตก เ้าเองก็มีเืออกที่แผล ฝืนไปสภาพนี้มีแต่จะแย่เท่านั้น" โอวหยางิหลิงบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนในแบบที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีเช่นกัน ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปใช้มือขวาลูบแก้มเย็นเฉียบเพื่อปลอบของนางเบาๆ "เราไปหาที่พักทำแผลและรอฝนซาก่อนค่อยตัดสินใจดีหรือไม่" เห็นฝ่ายตรงข้ามเม้มปากมองมารั้นๆ เขาก็เสริมต่อไปว่า "เ้าบอกเองมิใช่หรือว่าจะเป็เด็กดีหากไปเสียนเป่ยได้"
"ข้าเชื่อท่านได้หรือ" ฉู่ซู่อิ๋งมองเขาอย่างไม่ไว้ใจสักนิด มิใช่ว่าเขาจะต้องฆ่านางฐานเปิดเผยหน้าตาหรอกหรือ
บุรุษตัวสูงได้ยินคำถามแล้วกลอกตามองฟ้าด้วยความเอื่อมระอา แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะอ้าปากเพื่อตอบนางนั้น จู่ๆ ก็เกิดเสียงสายฟ้าฟาดดังกระหึ่มไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาอยู่มากนัก หญิงสาวถึงกับทรุดตัวลงกุมศีรษะกรีดร้องใกลัว
"เห็นไหม! แทนที่จะถามว่าข้าเชื่อได้หรือไม่ เราควรหาที่หลบฝนก่อนจะโดนฟ้าผ่าตาย!"
โอวหยางิหลิงไม่สนใจแล้วว่า หญิงสาวเ้าปัญหาจะงอแงอะไรอีก เขาก้มลงเก็บหน้ากากเงินจากบนพื้นแล้วจัดการฉุดแขนสาวเ้าวิ่งไปหาที่หลบฝนในทันที
------------------
[1] หลิวหลี คือ แก้วชนิดหนึ่งซึ่งเป็ที่นิยมในยุคจีนโบราณ
[2] หน่วยวัดความยาวของจีน มีค่าประมาณ 3.33 เิเ
------------------
สนทนาท้ายตอน
พั่งพั่ง - นางเอกพั่งพั่งใช่ย่อยเสียที่ไหน