"ซาลาเปาร้อนๆ กินคลายหนาวขอรับ วันนี้มีจำกัด มาก่อนได้ก่อน มาหลังหมดนะขอรับ" เมื่อก้าวเข้าไปในตลาดฟู่หนิงหนิงก็ได้ยินเสียงะโขายสินค้าของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าในตลาดดังกังวานแข่งกันเพื่อเรียกเหล่าลูกค้าให้แวะมาซื้อของที่ร้านของตน
ฟู่หนิงหนิงมองรอบกายอย่างตื่นตะลึง นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้มาเดินในที่ที่รายล้อมด้วยผู้คนนับั้แ่ที่นางเกิดใหม่ หมู่บ้านนี้อยู่ในอำเภอเล็กๆ ทั้งยังไม่ได้เป็จุดพักของนักเดินทาง ดังนั้นทั่วทั้งบริเวณที่ตั้งจึงไม่ใหญ่โตนัก บ้านเรือนของที่นี่สร้างด้วยดินเป็ส่วนมาก บนหลังคายังมีหิมะเกาะอยู่ช่างเป็ภาพที่แปลกตาสำหรับฟู่หนิงหนิงเป็อย่างมาก
ร่างบอบบางในชุดที่ใหญ่เกินตัวเดินไปยังแผงขายซาลาเปา นางหลับตาลงก่อนจะสูดกลิ่นหอมที่โหยหามานานอย่างมีความสุข
ฟู่หนิงหนิงหลุบตาลง นางกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะเอ่ยเรียกเถ้าแก่เ้าของร้าน
"เถ้าแก่ ข้าขอซาลาเปาลูกหนึ่ง" เสียงหวานเอ่ยเรียกเถ้าแก่ที่นำซาลาเปาไปให้กับลูกค้า เมื่อเถ้าแก่ได้ยินเสียงเอ่ยเรียกเขาก็รีบเดินมายังหน้าร้านอย่างกระตือรือร้น
"ไอหยา แม่หนูท่านนี้ รับหนึ่งลูกหรือขอรับ" เขาเอ่ยพึมพำพร้อมทั้งกุลีกุลีกุจอห่อซาลาเปาให้กับฟู่หนิงหนิง
"เท่าไหร่เ้าคะ? " ฟู่หนิงหนิงยิ้มก่อนจะรับซาลาเปามา
"สองอีแปะขอรับ"
"สองอีแปะ…" ฟู่หนิงหนิงหยิบถุงเงินออกมา นางมองเงินในถุงอย่างพิจารณาพร้อมทั้งหยิบออกมาหนึ่งก้อนส่งให้แก่
"ขอบคุณขอระ…" เอ่ยยังไม่จบเถ้าแก่เ้าของร้านก็ต้องตกตะลึงกับดวงตาสีฟ้าของนาง เขานิ่งค้างจ้องนางอย่างใจนฟู่หนิงหนิงเองรู้สึกตัว
ในยามนี้ดวงตาของนางมีสีฟ้า ซึ่งในปัจจุบันการมีดวงตาเช่นนี้หาใช่เื่แปลกประหลาดแต่อย่างใด แต่ว่าในภพนี้กลับแปลกประหลาดยิ่งนัก เพราะความแตกต่างเป็สิ่งที่ไม่ถูกยอมรับในสังคม เช่นเดียวกับนางในยามนี้ที่เป็ปีศาจแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป
"จะ...เ้า" เขาเอ่ยอย่างตระหนก นางเตรียมจะวิ่งหนีเพราะในยามนี้ตัวตนของนางถูกเปิดเผย แต่ทว่าเขากลับรีบคว้ามือของฟู่หนิงหนิงเข้าไปด้านในร้านอย่างรีบเร่ง
ฟู่หนิงหนิงได้แต่อึ้งงันกับการกระทำที่กะทันหันเกินไปของเขา นางมองเถ้าแก่เ้าของร้านอย่างสงสัย
"เ้าเองก็เป็ปีศาจ? " เมื่อไร้ผู้คน เขาก็เอ่ยถามโดยทันที
นางพยักหน้ารับอย่างงุนงง "เ้าค่ะ...ท่าน? "
เถ้าแก่เ้าของร้านถอนหายใจ "โชคดีที่ข้าเจอเ้าก่อน ไม่อย่างนั้นวุ่นวายแน่" เขายกมือขึ้นทาบอกอย่างปลอบขวัญตนเอง
"ทำไมเ้าคะ? "
"ก็ถ้าหากเ้าถูกจับได้ พวกนักพรตก็จะตามมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ แล้วเ้าคิดว่าปีศาจชั้นต่ำเช่นพวกข้าจะหนีรอดรึ? " เขากอดอกก่อนจะเดินวนฟู่หนิงหนิงอย่างสำรวจตรวจตรา "เ้าเพิ่งแปลงกายเป็มนุษย์ได้ ดังนั้นจึงยังอ่อนหัดนัก โดยเฉพาะดวงตาเ้าต้องปกปิดมันให้ดี" เขาเอ่ยอย่างจริงจัง "มนุษย์อาจจะยิ้มแย้มใจดี แต่ถ้าหากพวกเขารู้ว่าเราเป็ปีศาจจุดจบก็คือ...ความตาย"
ขนทั้งกายของฟู่หนิงหนิงลุกชัน นางเองก็เคยเป็มนุษย์จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเพื่อความอยู่รอดแล้วมนุษย์สามารถทำได้ทุกสิ่ง ยิ่งการถูกปลูกฝังมาว่าปีศาจเป็สิ่งชั่วร้ายด้วยแล้วนั้นยิ่งน่ากังวลสำหรับนาง
"เอาล่ะ วันนี้ข้าจะช่วยเ้าก่อน แต่ต่อไปเ้าต้องช่วยตัวเอง จำเอาไว้ อย่าเปิดเผยตนต่อหน้ามนุษย์" เขาหลับตาก่อนจะรวบรวมพลังที่นิ้วแล้วตวัดแสงสีฟ้ามายังฟู่หนิงหนิงที่ยืนงงงันอยู่
ประกายสีฟ้ามุ่งมาที่ดวงตาของฟู่หนิงหนิง จากดวงตาสีฟ้างดงามกลับกลายเป็ดวงตาสีดำขลับงดงาม
เถ้าแก่เ้าของร้านถอนหายใจอย่างโล่งอก "ออกไปกันเถอะ"
"เ้าค่ะ" ฟู่หนิงหนิงยกมือขึ้นแตะเบาๆ ที่ดวงตาของตนอย่างสงสัย นางเดินตามชายชราไปอย่างตื่นเต้น "ท่านเป็ปีศาจอะไรหรือเ้าคะ ข้าเป็ปีศาจจิ้งจอก นามว่าฟู่หนิงหนิง" เสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยขึ้นตามหลังของเถ้าแก่ร้านซาลาเปา
"ข้าหรือ ฮ่าๆๆ ข้าน่ะเป็ปีศาจ…" เอ่ยยังไม่ทันจบเขาก็หยุดชะงักทันที ร่างท้วมมองฟู่หนิงหนิงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งขึง "ข้าเป็ปีศาจอะไรเ้าไม่ต้องรู้" เขากอดอกก่อนจะส่งสายตาให้นางออกไป
ฟู่หนิงหนิงเม้มปาก "เ้าค่ะๆ ข้าทราบแล้ว ยังไงก็ขอบคุณนะเ้าคะ" นางเอ่ยอย่างว่าง่าย หลังจากเอ่ยขอบคุณนางเดินออกจากร้านก่อนจะเดินออกไปทันที ฟู่หนิงหนิงยกซาลาเปาที่เริ่มเย็นแล้วขึ้นกัด รสชาติของหมูที่ผสมผสานกับน้ำซุปได้อย่างลงตัวทำให้นางลืมเื่อื่นไปจนสิ้น ร่างบางยกยิ้มอย่างพอใจก่อนจะเดินไปดูร้านค้าร้านอื่น
ฟู่หนิงหนิงหยุดอยู่ที่ร้านถุงหอม นางมองดูถุงหอมที่ปักลวดลายบุปผานานาชนิดอย่างสนอกสนใจ ถุงหอมสีชมพูอ่อนปักด้วยลายเหลียนฮวา[1]ที่ถูกเถาวัลย์ล้อมรอบทำให้ฟู่หนิงหนิงไม่อาจละสายตาได้ มือขาวผ่องราวกับไข่มุกจากแดนใต้ยกขึ้นััถุงหอมเบาๆ นางเงยหน้าขึ้นมองหญิงเ้าของร้านก่อนจะเอ่ยถาม
"ท่านป้า ถุงหอมใบนี้ราคาเท่าไหร่หรือเ้าคะ? "
"แม่หนูช่างตาถึง นี่เป็ถุงหอมที่งดงามที่สุดของร้านแล้ว ราคาเพียงสิบตำลึงเท่านั้น"
สิบตำลึง...แม้ราคาจะไม่แพงแต่ที่นางมีอยู่ในตอนนี้ก็ต้องประหยัด เอาเถอะ ของขวัญให้ท่านแม่คงต้องรออีกหน่อย ก่อนอื่นนางคงต้องไปเลือกซื้อชุดใหม่ก่อน
"งั้นไม่เป็ไรเ้าค่ะ" นางยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินจากมา ฟู่หนิงหนิงเดินดูสิ่งของอย่างสนใจ นางเองก็เป็สตรีดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะมองของสวยๆ งามๆ
แต่เนื่องด้วยเป็ฤดูหนาว ดังนั้น่กลางวันมักจะสั้นกว่ากลางคืน ไม่รู้นางใช้เวลานานเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีท้องฟ้าก็เริ่มมืดมิดแล้ว ดังนั้นฟู่หนิงหนิงจึงรีบซื้อของจำเป็ก่อนจะรีบกลับบ้านทันที
ร่างบางในชุดสีฟ้าสดใสเดินตรงไปยังบ้านพักหลังเล็ก นางเปิดประตูเข้าไปก่อนจะมองหาหย่งซื่อ
"นางหายไปไหน? " ฟู่หนิงหนิงพึมพำกับตนเอง นางเดินไปหาหญิงวัยกลางคนจนทั่วบ้านก็พบนางกำลังสวดมนต์พึมพำอยู่ที่มุมห้อง
"ท่านทำอะไร? " ฟู่หนิงหนิงเอ่ยถาม
หย่งซื่อสะดุ้ง นางมองฟู่หนิงหนิงอย่างหวาดระแวง "ขะ...ข้าไม่ได้ทำ"
มุมปากของฟู่หนิงหนิงยกขึ้น "อ้อ" นางพยักหน้า เห็นชัดๆ ว่าหย่งซื่อกำลังหวาดกลัวนาง ฟู่หนิงหนิงวางถุงเงินไว้บนปลายเตียง "ท่านเลิกกลัวข้าได้แล้ว หย่งซื่อคนเดิมหายไปไหนกัน ข้าเองก็กินทุกอย่างเฉกเช่นมนุษย์" นางก้าวเข้าไปหาหย่งซื่อก่อนจะเอ่ยต่อ "ข้าไม่ได้กินเนืุ้์สักหน่อย!" ฟู่หนิงหนิงแตะลงไปที่บ่าอันหนาของนางเบาๆ
หย่งซื่อสะดุ้งเฮือกอย่างใ นางไม่กล้าร้องโวยวายเลยแม้แต่น้อย
ฟู่หนิงหนิงวางซาลาเปาที่นางแวะซื้อก่อนกลับลง "ข้าซื้อมาฝาก ท่านพักผ่อนเถอะ" นางเอ่ยก่อนจะเดินออกมาเพื่อให้หย่งซื่อได้ปรับตัว
ฟู่หนิงหนิงยกมือขึ้นป้องปากหาว วันนี้นางใช้พลังงานหนักเหลือเกิน ร่างบางเดินกลับไปยังห้องของตนก่อนจะกลายร่างเป็จิ้งจอกน้อยเช่นเดิม นางนอนลงก่อนจะหลับตาพริ้มอย่างพึงพอใจ…
ฟู่เจินคลี่จดหมายออกอ่านด้วยสีหน้ากังวล ในยามนี้นางอยู่ในชุดงดงามหรูหราที่ปักด้วยเส้นไหมราคาแพง เครื่องประดับที่นางใส่ล้วนหายาก เห็นได้ชัดว่าในยามนี้นางคือสนมที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานที่สุด แม้ตำแหน่งของนางจะไม่สูงนัก หากแต่ภายในหนึ่งปีจากหญิงสาวชาวบ้านถูกแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งซูอี๋เป็สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง
แม้จะเป็ที่โปรดปราน แต่นางกลับถูกหมายตาโดยสตรีมากมาย ทุกย่างก้าวที่เดินฟู่เจินต้องก้าวอย่างระมัดระวัง ยิ่งในยามนี้บุตรสาวของนางกำลังจะเดินทางมาที่เมืองหลวง ที่ที่ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าบุปผาพิษจะไม่ให้นางกังวลได้อย่างไร
ฟู่หนิงหนิงไม่เคยย่างกรายสู่วังวนแห่งเล่ห์เหลี่ยมเลยสักครั้ง นางจะวางใจได้อย่างไรกัน
"เจินเอ๋อร์ เ้าไม่ดีใจหรือที่บุตรสาวเ้าจะมาหา หืม? " เซียวหู่กอดร่างบอบบางไว้ นางยังคงเย้ายวนและงดงามเสมอ
ฟู่เจินตวัดสายตามองเขา "ข้าไม่อยากให้นางมาที่นี่ การที่ข้าเชื่อฟังเ้าก็เป็การรับประกันว่าข้าไม่หนีไปแล้วไม่ใช่หรือ? " นางกำหมัดแน่น นางถูกเขาป้อนยาที่ทำให้พลังของนางไม่อาจใช้การได้ ในยามนี้แม้แต่เรี่ยวแรงหลบหนีนางยังไม่มีเลยแม้แต่น้อย นางเคยเป็อิสระแต่ในยามนี้กลับถูกกักขังราวกับนกน้อยในกรงทอง
"ข้าจะเชื่อได้อย่างไร ในเมื่อเ้าไม่เคยเอ่ยว่ารักข้า" เขาหัวเราะน้อยๆ
"ท่านโลภมากไปแล้ว ข้าไม่มีวันรักท่าน" ที่นางเป็อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเขา นางจะรักบุรุษที่ทำลายทุกอย่างของนางได้ลงคอหรือ หากนางรักเขานั่นก็เท่ากับว่านางผิดต่อเผ่าพันธุ์ของตน
"ข้าต้องได้ทุกอย่างที่ข้า้า" เขากดร่างบางของฟู่เจินลงบนเตียง ฝ่ามือหนาลูบไล้ใบหน้างามอย่างหลงใหล "ฟู่เจิน เ้าช่างงดงาม"
มุมปากของฟู่เจินยกขึ้น "ท่านช่างน่ารังเกียจ"
"ฮ่าๆๆ เ้าก็เป็เช่นนี้ จะให้ข้าเบื่อเ้าได้อย่างไร? " เขาก้มลงจุมพิตลงที่ซอกคอหอมกรุ่น นางสนมในวังของเขาล้วนเอาใจเขาจนน่ารำคาญ ผิดกับนางที่แสนพยศนัก มันทำให้เขาตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้พบหน้าสตรีผู้นี้ แม้นางจะเป็ปีศาจ แต่เขากลับคิดว่านางเป็เพียงสตรีบอบบางผู้หนึ่ง แม้เขาจะบังคับนางหากแต่เซียวหู่กลับไม่เคยรุนแรงกับฟู่เจินเลยสักครั้ง
ฟู่เจินถอนหายใจ นางไม่รู้จะทำเช่นไรกับบุรุษผู้นี้ดี เขาช่างเอาแต่ใจตนเองนัก
"ข้าปวดหัว" นางบอกด้วยสีหน้าเ็า
"ข้ออ้างนี่เ้าใช้รอบที่สามแล้ว" เขาหัวเราะน้อยๆ
"อ้อ ข้าปวดท้อง" นางเอ่ย
เซียวหู่ลูบผมนุ่มของนางก่อนจะนอนลงข้างกายของฟู่เจิน เขาคว้านางเข้ามากอดก่อนจะเอ่ย "วันนี้ข้าจะปล่อยเ้าไปก่อน" เขาบอกก่อนจะหลับตาลง
ฟู่เจินถอนหายใจ นางพยายามผลักเขาออกหากทว่าบุรุษร่างสูงกลับไม่ไหวติงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามจ้องเซียวหู่ก่อนจะหลับตาลงอย่างจำยอม ทุกคราที่นางหลับตาลง ภาพวันวานยังคอยย้ำเตือนถึงคำสัญญานางให้ไว้กับเขาเสมอ เขาสัญญาว่าจะตามหานางจนพบ แต่นางกลับไม่อาจรักษาสัญญานั้นไว้ได้ ดวงใจของฟู่เจินเ็ปทุกครั้งที่นางต้องปรนนิบัติเซียวหู่ เหตุใดเขาคนนั้นถึงทำให้นางรั้งรอเขามานานนับร้อยปี…
รถม้าหลายคันแล่นมาจอดที่หน้าบ้านหลังเล็กที่ฟู่หนิงหนิงพักอาศัยอยู่ทำให้เพื่อนบ้านต่างโผล่ออกมาดูด้วยความสงสัย เนื่องจากเป็คำสั่งจากเบื้องสูงที่ห้ามเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของฟู่หนิงหนิงจึงทำให้มีเพียงนาง เซียวหู่ ท่านแม่ และหย่งซื่อเท่านั้นที่รู้ฐานะที่แท้จริงของนาง
"คำนับองค์หญิงเพคะ" นางกำนัลสี่คนคำนับฟู่หนิงหนิง แต่ละคนล้วนมีใบหน้าหมดจดงดงาม นางถูกรับเข้าไปอยู่ในวังหลวงในฐานะบุตรสาวนอกสมรสของฮ่องเต้ แม้ว่าผู้คนจะสงสัยในฐานะของนางแต่ว่าจะมีผู้ใดกล้าคัดค้านเื่นี้กัน
แม้ฟู่หนิงหนิงจะไม่เต็มใจนัก แต่ว่านางจะได้อยู่ใกล้มารดาแค่นี้ก็เพียงพอสำหรับนางแล้ว
ร่างบอบบางในชุดสีชมพูกลีบบัวเดินขึ้นรถม้า ฟู่หนิงหนิงหันไปหาหย่งซื่อ นางส่งสัญญาณให้นางกำนัลาุโเดินตามนางขึ้นรถม้าตามมา
ฟู่หนิงหนิงมองหย่งซื่อก่อนจะเอ่ยถาม "หย่งซื่อ ท่านเคยอาศัยอยู่ที่วังหลวงมาก่อน ที่นั่นเป็อย่างไร? "
หย่งซื่อกระแอมเล็กน้อย นางเหลือบมองใบหน้าที่งดงามของนางก่อนจะเอ่ย "ยิ่งท่านได้ชื่อว่าเป็บุตรนอกสมรสยิ่งไม่เป็ที่ต้อนรับ"
ฟู่หนิงหนิงขมวดคิ้ว "คนผู้นั้น้าจะรังแกข้าหรืออย่างไรกัน" นางเม้มปากแน่น
"เฮอะ เ้ากล้าเรียกฝ่าาว่าคนผู้นั้นได้อย่างไร เ้าต้องเรียกพระองค์ว่าเสด็จพ่อ"
ฟู่หนิงหนิงเบ้ปาก นางไม่อยากเรียกเขาว่าเสด็จพ่อเลยแม้แต่น้อย เดิมทีสามีใหม่กับลูกติดก็ไม่ถูกกันอยู่แล้ว เขาช่างโหดร้ายหาวิธีรังแกนางสารพัด เขาคงรู้ว่านางคงไม่มีทางเอ่ยฟ้องมารดาเป็แน่จึงทำเช่นนี้
มีตำแหน่งองค์หญิงที่สูงส่งแต่ไม่เป็ที่ยอมรับ นางดูด้วยตาเดียวก็รู้แล้วว่าชีวิตในวังหลวงของนางต้องไม่ราบรื่นเป็แน่ ส่วนมารดาของนางก็ได้รับความทุกข์แสนสาหัส นางไม่อยากจะนำเื่อันน่าหนักใจนี้ไปบอกแก่นาง ดังนั้นสิ่งที่ฟู่หนิงหนิงทำได้คือปิดปากเงียบไว้เท่านั้น
"โอ๊ย" แรงกระทบจากไม้เรียวทำให้ฟู่หนิงหนิงได้สติ นางลูบเอวของตนพร้อมกับมองหย่งซื่ออย่างไม่เข้าใจ
"เป็ถึงองค์หญิงแต่กิริยาราวกับสาวบ้านป่า นั่งตัวตรงๆ" น้ำเสียงเข้มงวดเอ่ย
"ท่านไม่กลัวข้าแล้วหรือ? " นางเอ่ยถามหลายวันก่อนยังกลัวนางตัวสั่นอยู่มิใช่หรือ
"เฮอะ ข้าสังเกตมาหลายวันแล้ว เ้าจะทำอะไรข้าได้ นอกจากกินแล้วก็นอนเ้าก็ทำอย่างอื่นไม่เป็"
ฟู่หนิงหนิงทำสีหน้ากลืนไม่ได้คายไม่ออก "หย่งซื่อ ท่านทำเกินไปแล้ว" นางทำได้เพียงมองหย่งซื่ออย่างตัดพ้อ ก็ทำอย่างไรได้เล่าก็ในเมื่อมันเป็เื่จริงนี่นา...
"ตอนเป็จิ้งจอกเ้าก็ชอบออกไปซุกซน พอเป็มนุษย์เ้าก็ทำตัวไม่สมเป็คุณหนูตระกูลสูงส่ง"
ฟู่หนิงหนิงอ้าปากเตรียมจะเถียง แต่ทว่านางกลับถูกหย่งซื่อตีเบาๆ ที่มือ
"ห้ามเถียง จงจำไว้ ในวังหลวงล้วนต้องระวังท่าที หากผู้อื่นเอ่ยสั่งสอนเ้าจงทำเพียงยิ้มรับแล้วพยักหน้าเท่านั้น" หย่งซื่อแม้ว่านางจะเคร่งครัดไปบ้าง แต่เมื่อนางได้อยู่กับฟู่หนิงหนิงจึงเกิดความผูกพันโดยไม่รู้ตัว นางเองก็ไม่อยากให้จิ้งจอกน้อยผู้นี้พลาดท่าแก่ผู้ประสงค์ร้าย
ฟู่หนิงหนิงรับฟัง นางเข้าใจสิ่งที่หย่งซื่อ้าจะสื่อ "ข้าเข้าใจแล้ว" แต่ถ้านางถูกรังแก นางจะยอมนิ่งให้พวกเขารังแกเฉยๆ ได้อย่างไร
"ไป๋ไป๋...ไม่สิ องค์หญิง ท่านต้องระวังเข้าใจหรือไม่ คนในวังแม้เบื้องหน้าจะยิ้มแย้มแต่ลับหลังจิตใจล้วนยากจะหยั่งถึง"
"ท่านเรียกข้าว่าไป๋ไป๋เช่นเดิมเถอะ แล้วท่านเล่า ท่านไม่อยู่กับข้าหรือ? " ฟู่หนิงหนิงเลิกหยอกล้อหย่งซื่อ นางยกมือขึ้นกุมมือเหี่ยวย่นไว้ "ข้า้าให้ท่านไปด้วย"
หย่งซื่อถอนหายใจ "ข้าแค่ได้รับคำสั่งให้มาดูแลเ้าชั่วคราวเท่านั้น ความจริงข้าจะกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด"
"แต่ว่า...ข้า้าท่าน" หากหย่งซื่อไม่อยู่แล้วยังจะมีใครที่คอยดุนางเวลาเอาแต่ใจอีกหรือ…
"ท่านต้องพึ่งตนเองเข้าใจหรือไม่ เอาล่ะ ข้าจะเล่าเื่ในวังหลวงให้ท่านฟังระหว่างทางดีหรือไม่? "
ฟู่หนิงหนิงนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า "เ้าค่ะ"
หย่งซื่อยกยิ้มก่อนจะเล่าเื่ต่างๆ มากมายให้ฟู่หนิงหนิงฟัง โดยเฉพาะเื่ที่นางสนมคนโปรดถูกใส่ร้าย นางบอกกับฟู่หนิงหนิงว่าการเป็ที่โปรดปรานก็เหมือนกับอยู่กลางสนามรบ ต้องคอยระวังทุกฝีก้าว ฮ่องเต้พระองค์นี้มีพระชันษาเกือบสี่สิบ หากทว่าเขายังหล่อเหลาเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งบุรุษเพศ
เขามีพระโอรสองค์โตที่เกิดจากฮองเฮาหนึ่งพระองค์ ในยามนี้ทรงมีพระชันษาสิบสี่เท่านั้น และมีโอรสและธิดาร่วมกับพระสนมองค์อื่นๆ อีกเจ็ดพระองค์
เมื่อฟู่หนิงหนิงได้ฟังก็มีเพียงความรู้สึกรังเกียจ ทั้งๆ ที่เขามีสตรีมากมายในวังหลังอยู่แล้วเขายังบังคับมารดาของนางให้อยู่ที่นั่น ช่างเป็บุรุษที่ไม่รู้จักพอจริงๆ ความจริงฟู่หนิงหนิงเพียงรอเวลาเท่านั้น ยามใดที่นางแข็งแกร่ง นางจะพามารดาหนีออกมาจากวังวนนั้น
การเดินทางเป็ไปอย่างราบรื่น รถม้าจอดพักที่โรงเตี๊ยมบ้างเป็ครั้งคราวทำให้การเดินทางไม่ล่าช้านัก
ฟู่หนิงหนิงเปิดม่านมองดูกำแพงอันใหญ่โตเบื้องหน้า ไม่รู้ว่านับจากนี้ชีวิตของนางจะเป็เช่นไรต่อไป...
[1] เหลียนฮวา คือดอกบัว