บทที่ 7 สำนักยากจนที่สุดแห่งดินแดนเหนือ
แต่เดิมบรรดาผู้าุโของสำนักเสวียนเทียนรู้สึกว่า... เฟิ่งซีเป็เพียงเด็กไร้ค่าที่ตันเถียนได้รับความเสียหาย
หลังจากที่เฟิ่งซีได้พูดคุยอย่างออกรสออกชาติ ทุกคนเลือกจะลืมเื่ที่ว่านางเป็เด็กไร้ค่าไปเสียสนิท และกลับรู้สึกว่าเฟิ่งซีผู้นี้มีความภักดีต่อสำนักอย่างมาก อีกทั้งยังเฉลียวฉลาดและว่องไวอีกด้วย!
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นางมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเื่การบำเพ็ญเพียร นับว่าเป็เมล็ดพันธุ์ที่ดีทีเดียว!
จนพวกเขาลืมไปเสียสนิทว่าก่อนหน้านี้พวกตนเคยวิพากษ์วิจารณ์เซียวไป่เต้าอย่างไร?
เฟิ่งซีเห็นว่าบรรลุจุดประสงค์แล้ว นางจึงแสดงความเฉลียวฉลาดด้วยการเสนอว่าจะออกไปเดินเล่นนอกหอประชุม
เซียวไป่เต้าดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกำชับอีกสองสามประโยค แล้วจึงอนุญาตให้เฟิ่งซีออกไป
ทุกคนเริ่มถามถึงพิธีรับศิษย์ครั้งนี้ของสำนักฮุ่นหยวน เซียวไป่เต้าอธิบายอย่างคร่าว ๆ จากนั้นจึงกล่าวว่า
"แม้เสินจื่อหลานจะมีพร์ไม่เลว แต่นิสัยมีปัญหา เทียบกับเสี่ยวซีแล้วยังห่างชั้นอีกไกล!"
ทุกคน "......"
แม้ว่าพวกเราจะรู้สึกว่าเฟิ่งซีก็ไม่เลว แต่เขาไม่ควรพูดโกหกทั้งที่ลืมตาโพลงอยู่เช่นนี้!
ในโลกแห่งการบำเพ็ญ พลังคือสิ่งสูงสุด หากไม่สามารถฝึกฝนได้ แม้จะมีอุปนิสัยดีเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
ขณะนั้น เ้ายอดเขากู้แห่งยอดเขาตะวันออกก็เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า
"ว่าแต่ ท่านเ้าสำนัก ท่านค้นพบเมล็ดพันธุ์ดีอย่างเฟิ่งซีผู้นี้ได้อย่างไรหรือ?"
เซียวไป่เต้าเพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้น แต่เดิมเขาเพียง… อยากดูเื่สนุก แต่กลายเป็ว่ารับศิษย์สายตรงมาอย่างมึนงง
ช่างเหลือเชื่อเสียจริง!
เซียวไป่เต้าเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทุกคนฟัง แน่นอนว่าในระหว่างที่เล่านั้นได้ปรับแต่งเื่ราวเสียใหม่ โดยบอกว่าตอนแรกเขาเห็นความไม่ยุติธรรมจึงต้องเอ่ยปากขึ้น และต่อมาก็ใช้สายตาอันเฉียบแหลมมองเห็นความสามารถของนาง
ทุกคน : ...ทำไมรู้สึกเหมือนเ้าสำนักของพวกเราจะถูกหลอกเข้าเสียแล้ว?
อย่างไรก็ตาม พวกเขารู้สึกว่านี่เป็เพียงภาพลวงตา!
เ้าสำนักของพวกเขามีจิตใจที่มั่นคงแข็งแกร่ง จะเป็ไปได้อย่างไรที่จะถูกหลอกโดยเด็กสาวที่ตันเถียนถูกทำลาย?!
คงต้องบอกว่าเฟิ่งซีนั้นโชคดีที่ได้พบกับเ้าสำนักของพวกเขา ต่อมาทุกคนได้รายงานเื่ราวต่าง ๆ อีกมากมาย แต่สรุปแล้วก็คือขาดแคลนหินวิเศษ!
แม้ว่าผลจื่อเฉียวหลิงหลงจะสามารถชดเชยความขาดแคลนได้บางส่วน แต่ยังมีช่องว่างอีกมาก
เซียวไป่เต้าปวดหัวตุบ ๆ ไม่มีวิธีการที่ดีใด ๆ เลย
หลังจากการประชุมสิ้นสุดลง เฟิ่งซีก็ะโโลดเต้นเข้ามาหาเซียวไป่เต้า
เซียวไป่เต้ากดความหงุดหงิดในใจลง แล้วยิ้มพลางกล่าวกับเฟิ่งซีว่า
"ไปกันเถอะ อาจารย์จะพาเ้าไปดูที่พักของเ้า"
ที่จริงแล้วเซียวไป่เต้าสามารถให้คนพาเฟิ่งซีไปได้ ไม่จำเป็ต้องไปด้วยตนเองเลย แต่เขาไม่วางใจ!
ศิษย์น้อยยังอายุน้อย อีกทั้งนิสัยยังเรียบร้อยอ่อนโยน หากถูกรังแกขึ้นมาจะทำอย่างไร?
เมื่อนึกถึงเื่นี้ เซียวไป่เต้าก็เริ่มด่าศิษย์อีกห้าคนในใจ รู้ว่าข้ากลับมาวันนี้ แต่ละคนก็หายหัวไปหมด ล้วนแต่เป็ไอ้สุนัขอกตัญญูทั้งนั้น!
หากพวกเขาอยู่ที่นี่ก็สามารถมอบเฟิ่งซีให้พวกเขาดูแลได้
กลางยอดเขาหลักมีพื้นที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่ง มีเพียงผู้าุโและศิษย์ที่รับการถ่ายทอดโดยตรงเท่านั้นที่มีสิทธิ์พำนักอยู่ที่นี่
เซียวไป่เต้ากล่าวกับเฟิ่งซีว่า "เ้าลองเดินดูรอบ ๆ สิ หากประตูบ้านใดไม่มีสัญลักษณ์ของสำนักสว่างอยู่ นั่นคือบ้านว่าง เ้าเลือกอยู่ที่ใดก็ได้ตามใจชอบ"
เฟิ่งซีเต็มไปด้วยความคาดหวัง
แท้จริงแล้วการที่คนหนึ่งคนมีลานบ้านใหญ่โตนั้น ถือเป็เื่หรูหราในสำนักบำเพ็ญเซียน
แต่ไม่นานความคาดหวังของนางก็สลายไปตามสายลม
ใครสักคนช่วยบอกนางได้ไหม ว่าเหตุใดบ้านเหล่านี้ถึงได้มีลมโกรกพัดผ่านทุกที่เช่นนี้
เซียวไป่เต้ากระแอมแล้วกล่าวว่า "เอ่อ เมื่อหลายปีก่อนข้าขัดสนเงินทอง จึงได้รื้อไม้และหินดี ๆ ออกมาขาย หลังจากที่เ้าเลือกลานบ้านได้แล้ว ข้าจะส่งคนไปตัดไม้จากเขาด้านหลังมาซ่อมแซมให้เ้า"
เฟิ่งซี "......"
ดินแดนเหนือช่างยากจนจริง ๆ!
เฟิ่งซีเลือกลานบ้านที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ความคิดของนางช่างเรียบง่าย การมีผู้ยิ่งใหญ่ล้อมรอบ ช่างปลอดภัยเสียจริง!
เซียวไป่เต้าจัดการให้คนซ่อมแซมบ้าน และยังพาเฟิ่งซีไปยังห้องเก็บของกลางเขาเพื่อรับเครื่องอุปโภคบริโภคด้วยตนเอง ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ผู้คนในสำนักรู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับเฟิ่งซีมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดรังแกนาง
เฟิ่งซีย่อมรู้ถึงความปรารถนาดีของเซียวไป่เต้า ดังนั้นแม้ว่าทรัพยากรในการฝึกฝนที่นางได้รับ ยังไม่เทียบเท่ากับส่วนแบ่งของศิษย์ภายนอกของสำนักฮุ่นหยวน แต่ในใจของนางก็รู้สึกอบอุ่น
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ที่พักของเฟิ่งซีก็ได้รับการซ่อมแซมเสร็จสิ้น ภายในห้องยังมีการเพิ่มเครื่องเรือนที่จำเป็บางอย่างอีกด้วย ส่วนเซียวไป่เต้าก็กำชับอีกสองสามประโยค ก่อนจะจากไป
หลังจากวุ่นวายมาทั้งวันก็เย็นแล้ว เฟิ่งซีจึงจัดการธุระส่วนตัวแล้วเข้านอน
นี่เป็การนอนหลับอย่างสบายใจครั้งแรกของนางนับั้แ่ข้ามมิติมา
วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่าง เฟิ่งซีก็ตื่นขึ้นมาแล้ว นางไปโรงอาหารและหยิบอาหารเช้าสองชุด ก่อนจะรีบวิ่งหอบแฮ่ก ๆ มาถึงด้านนอกลานบ้านของเซียวไป่เต้า
ขณะนั้นเป็เวลาหนึ่งในสี่ส่วนของยามเหม่าพอดี
ก่อนหน้านี้ระหว่างเดินทางกลับสำนัก นางได้ถามเซียวไป่เต้าอย่างอ้อมค้อม และรู้ว่าชายชราผู้นี้ตื่นนอนทุกวันในยามเหม่า ดังนั้นการมาส่งอาหารเช้าในเวลานี้จึงพอเหมาะพอดี นางไม่ได้เคาะประตู แต่ยืนรออย่างนอบน้อมอยู่นอกประตูใหญ่
ด้วยวรยุทธ์ของเซียวไป่เต้า ทำให้เขารับรู้ได้ทันทีเมื่อเฟิ่งซีมาถึง
"เข้ามาเถิด!"
เฟิ่งซีเดินเข้ามาในลานบ้าน หลังจากคำนับทักทายแล้วก็กล่าวว่า "ท่านอาจารย์ ข้าไปนำอาหารเช้ามาจากโรงอาหารแล้ว จะให้วางไว้ที่ใดเ้าคะ?"
"วางบนโต๊ะหินในลานบ้านนั่นแหละ! เ้าร่างกายไม่แข็งแรงอยู่ อย่าได้วุ่นวายไปทั่วเลย" แม้ว่าเซียวไป่เต้าจะบ่น แต่ในใจกลับรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
โรงอาหารของสำนักตั้งอยู่ที่เชิงเขา หากเป็คนอื่นคงไม่มีปัญหาอะไร แม้ไม่ได้ขี่กระบี่ไปก็ไม่ต้องใช้เวลานานนัก แต่สำหรับเฟิ่งซีนั้นแตกต่างออกไป
นางได้รับาเ็ที่ตันเถียน แทบไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาทั่วไป การไปมาเช่นนี้นับเป็งานที่เหนื่อยยากยิ่งนัก
ความใส่ใจเช่นนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาผู้เป็อาจารย์รู้สึกปลาบปลื้มใจ
เฟิ่งซีหุบปากยิ้ม นางไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงแค่จัดวางอาหารเช้าลงบนโต๊ะหิน
สำนักเสวียนเทียนเป็สำนักยากจนข้นแค้น อาหารเช้าจึงดูน่าสังเวชอย่างยิ่ง
มีเพียงโจ๊กใส ซาลาเปาและผักดองเล็กน้อย แทบไม่มีพลังวิเศษหลงเหลืออยู่เลย
หากเป็ในสำนักอื่นอีกสามแห่ง อาหารเช่นนี้คงเหมาะสำหรับคนรับใช้เท่านั้น แต่ในสำนักเสวียนเทียน แม้แต่เซียวไป่เต้าผู้เป็เ้าสำนักก็ต้องกินอาหารนี้เช่นกัน
แม้จะมีโอสถปี้กู่ แต่ว่า... น่าเสียดายเกินกว่าจะใช้ ช่างตระหนี่ถี่เหนียวถึงขีดสุดเลยทีเดียว
เซียวไป่เต้าเชื้อเชิญให้เฟิ่งซีนั่งลงร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน เฟิ่งซีจึงนำส่วนแบ่งของนางมาวางบนโต๊ะหินด้วย
ศิษย์และอาจารย์สนทนาไปพลางรับประทานอาหารไปพลาง จนกระทั่งบทสนทนาเริ่มเบนเข้าสู่เื่อาหารการกินของสำนักฮุ่นหยวน เซียวไป่เต้าจึงบอกว่า "อาหารของสำนักฮุ่นหยวนนั้นอร่อยจริง ๆ อยู่แค่สองวันก็อ้วนขึ้นแล้ว"
เฟิ่งซีกะพริบตาปริบ ๆ "แล้วทำไมท่านไม่ห่อกลับมาบ้างล่ะ?"
เซียวไป่เต้า "..."
เขาก็อยากทำเช่นนั้น แต่ไม่อาจทำให้ตนเสียหน้าได้!
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เฟิ่งซีก็กล่าวว่า "อาจารย์ ท่านเคยบอกข้าว่าสำนักเสวียนเทียนของพวกเรามีม้วนคัมภีร์โบราณ ข้าขอไปดูได้หรือไม่?"
เซียวไป่เต้าชะงักไปครู่หนึ่ง ที่เขาเคยพูดถึงม้วนคัมภีร์โบราณนั้นเป็เพียงคำพูดเพื่อกลบเกลื่อนเท่านั้น เพราะอักษรโบราณเกือบจะสูญหายไปแล้ว ไม่มีใครอ่านออก!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหาวิธีซ่อมแซมจุดตันเถียนจากในนั้นเลย
เขาอยากหาข้ออ้างเพื่อถ่วงเวลาสักหน่อย แต่เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเฟิ่งซีก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่กล่าวว่า
"เ้าไปหาผู้าุโไห่ที่หอคัมภีร์เถิด!"
ช่างเถอะ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องเผชิญหน้ากับเื่นี้อยู่ดี แม้ว่าการซ่อมแซมตันเถียนจะไร้ความหวัง แต่เขาสามารถหาวิธีช่วยนางหาโอสถที่บำรุงตันเถียนได้ อย่างน้อยก็ทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปี นับว่าเป็การตอบแทนความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์