ยามเช้าที่ฝนกระหน่ำของเมืองกรุงเทพในความเป็จริงนั้นควรจะต้องเต็มไปด้วยภาพรถติดแออัดแต่โชคดีที่หมู่บ้านที่คะนิ้งย้ายเข้ามาอยู่นั้นไม่ใช่ย่านเด่นดังอะไรทำให้ถนนหน้าปากซอยมีการจราจรค่อนข้างไหลลื่น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยทางเดินไม่ได้คุณภาพเต็มไปด้วยน้ำขังและน้ำกระเซ็นจากด้านข้างของรถที่มีทางตรงให้วิ่งยาวเกินไปส่วนเทวดานั้นตัดสินใจว่าบางทีอากาศร้อนของเมืองไทยคง้าให้พายุโหมนานกว่านี้อีกหน่อย
ใต้ร่มพลาสติกใสคันเล็กๆมีคะนิ้งเดินหอบกระเป๋าผ้าคลุมด้วยถุงขยะสีดำเพื่อกันฝนเธอกำลังเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ บนทางเท้าที่เป็หลุมเป็บ่อ
‘ช่วยแนะนำตัวเองหน่อย’
“ชื่อนางสาวนัชชา นภาแสง ชื่อเล่นว่า ‘คะนิ้ง’ ค่ะ ขณะนี้ศึกษาอยู่ชั้น ม.5 โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัยค่ะ”เสียงพึมพำของคะนิ้งถูกกลบด้วยเสียงสายฝน
‘ทำไมถึงย้ายมาโรงเรียนนี้?’
“เพราะหนูเป็คนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาค่ะการศึกษาคือพื้นฐานของการใช้ชีวิตในสังคมถ้ารากฐานของคนเรานั้นมั่นคงการจะต่อยอดทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตและเป็ประโยชน์ต่อคนใน...สังคม”
‘เพิ่มดราม่าเข้าไปหน่อย’
“ที่จริงแล้ว...ตลอดชีวิตของหนูเห็นแต่แม่ที่ต้องทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิตค่ะแม่น่ะจะตื่นเช้ากว่าหนู...”
‘อีก...’
“.....”
‘กินข้าวเสร็จก็ล้างจานด้วยล่ะ’
ขาของเธอหยุดลงไม่เคลื่อนไหว สายตาทั้งสองข้างก้มลงมองรองเท้านักเรียนที่ชื้นแฉะหยดน้ำจากขอบร่มพลาสติกตกกระทบลงบนผืนน้ำลึก 2มิลลิเมตรที่ค้างขังอยู่บนพื้นคอนกรีตแล้วจึงแตกเป็ระลอกคลื่นวงกลมใหญ่ขึ้นและมลายหายไปก่อนที่อีกหยดจะตกซ้ำลงบนตำแหน่งที่ห่างออกไปไม่มากนัก แล้วจึงวนซ้ำไปเรื่อยๆราวกับบทเพลงเศร้าที่ไม่มีสุดสิ้นสุด
คะนิ้งอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมาอยากจะกลั่นกรองความรู้สึกในใจที่มันพะอืดพะอมให้โลกนี้ได้รับรู้ แต่เธอก็ทำไม่ได้ที่จริงแล้วอะไรกันคือสิ่งที่กำลังทรมานเธออยู่ในตอนนี้สุดท้ายอะไรคือคำตอบที่จะปลดเปลื้องเธอออกจากพันธนาการอันแสนเ็ปเธอก็ไม่อาจรู้ได้
แสงไฟสีขาวสว่างจ้าส่องอย่างรุนแรงจนแทบจะแผดเผาหางตาของคะนิ้ง
ปรี๊นนนนนนนนนนนนนนนนนน!!!!!!!!!!!!!!!!
กว่าคะนิ้งจะรู้คำตอบของแสงสีขาวที่พุ่งเข้ามาหาโดยไม่ทันตั้งตัวเวลาของเธอก็ไม่เหลืออีกแล้วดูเหมือนว่าหยดฝนที่ร่วงหล่นลงจากฟ้าจะช้ากว่าปกตินิดหน่อย จริงๆแล้วมันช้าจนเธอแทบจะมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองบนนั้นได้เลย น่าแปลกนะทั้งที่เป็เหตุการณ์ที่ดูอันตรายมากแท้ๆ แต่แขนขาของเธอกลับไม่ยอมขยับแม้แต่น้อยความรู้สึกใหรือกลัวก็ไม่มีกระเป๋าซึ่งคลุมด้วยถุงขยะเพื่อป้องกันไม่ให้เอกสารที่อุตส่าห์เตรียมมาอย่างดีเปียกหล่นลงไปอยู่ในน้ำขังบนพื้นแล้วส่วนร่มพลาสติกก็ถูกลมพัดกระเด็นขึ้นบนท้องฟ้าั้แ่เมื่อไรก็ไม่รู้เหมือนกัน
รู้แบบนี้เมื่อเช้าไม่น่าทะเลาะกับไอ้จ้อยเลย จริงๆน่าจะทำกับข้าวเพิ่มอีกสักอย่าง เอาเป็หมูกระเทียมที่มันชอบก็น่าจะดีนะหรือถามเื่ที่มันเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างให้หายคาใจ แล้วก็น่าจะพูดจาดีๆกับแม่มากกว่านี้ ถ้าเรายิ้มกว้างๆ โง่ๆ แบบไม่มีเหตุผลนี่แม่จะหาว่าบ้ารึเปล่านะ?ก่อนแม่ออกไปเปิดร้านก็น่าจะกอดแม่สักหน่อยจะว่าไปนี่เรากอดแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันนะ? บ้าชะมัด...จำไม่ได้เลยแฮะเป็ลูกสาวที่ไม่เอาไหนเลยนะ คะนิ้ง
เฮ้อ....
เป็อย่างนี้เองสินะ..
ความตาย
ไออุ่นที่คะนิ้งคุ้นเคยโอบกอดเธอจากด้านหลังต้นคอความรู้สึกนั้นไหลผ่านไปรอบตัวเธอจนเข้ามาอยู่ในระดับสายตาที่กำลังสะท้อนกับหยดน้ำฝน
ฝ่ามือขนาดผู้ชายนิ้วแต่ละนิ้วผอมเรียวยาวแต่กลับดูมั่นคงอย่างน่าประหลาดผลจากการออกแรงและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วทำให้เห็นเส้นเืจางๆลู่ลงไปจนถึงท่อนแขน และส่วนที่สะดุดตาของคะนิ้งมากที่สุด
แผลเป็รูปกากบาทบนหลังฝ่ามือ
เสียงทุ้มต่ำที่แ่เบาไหลผ่านเข้ามาด้านในก้านสมองของคะนิ้งในเวลานั้นมันเร็วมากจนเธอไม่สามารถที่จะรับรู้ได้ว่ามันเป็เสียงพูดของใครหรือเป็เพียงแค่จินตนาการที่เกิดขึ้นในหัวของเธอเอง
“เจอตัวซะที...”
.......................................................................
แสงสีส้มของพระอาทิตย์กำลังทำมุมขนานกับพื้นโลกก่อเป็เงาดำทอดยาวจากต้นไม้ในสวนสาธารณะ ไอหนาวของต้นฤดูหนาวกัดกร่อนใบไม้ให้เป็สีน้ำตาลแล้วจึงพัดพาพวกมันให้ฟุ้งกระจายไปทั่วท้องฟ้า
บนชิงช้าตัวโปรดที่คะนิ้งจะนั่งประจำแต่วันนี้เธอกลับไม่ได้กวัดแกว่งมันอย่างสนุกสนานอย่างเช่นทุกวันทั้งที่อีกไม่กี่วันจะเป็วันเกิดครบรอบ 6 ขวบของเธอแท้ๆ แต่เธอกลับต้องมานั่งเช็ดน้ำหูน้ำตาตัวเองอยู่กลางสนามเด็กเล่นคนเดียวแบบนี้
เสียงฝีเท้าที่มีจังหวะลงน้ำหนักแบบที่คุ้นเคยมาหยุดตรงหน้าเธอ
“ร้องไห้ทำไมน่ะ?โดนใครแกล้งมาเหรอ?”คะนิ้งเงยหน้าขึ้นมองเสียงของเด็กชายที่อายุมากกว่าเธอไม่กี่ปี ใบหน้าของเขาถูกแสงอาทิตย์อัสดงด้านหลังทำให้เป็เงาเข้มจนมองแทบไม่เห็นแต่ถึงแบบนั้นคะนิ้งก็ยังรู้สึกได้ถึงความห่วงใยที่พุ่งผ่านลมหนาวมายังตัวเธอ
“พะ...พี่....อะ อึ่ก ฮึก.....” คะนิ้งพยายามพูดให้เป็ภาษามนุษย์แต่อาการสะอื้นในลำคอทำให้การเปล่งเสียงออกมานั้นช่างยากลำบาก
เด็กชายตรงหน้าเธอคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นทำให้ระดับสายตาของทั้งสองอยู่ในระนาบเดียวกัน“ใจเย็นๆ ค่อยๆพูด”
ราวกับมนต์วิเศษก้อนเนื้อในลำคอเธอเหมือนจะค่อยๆ คลายตัวออก
“แม่...”คะนิ้งพูดพร้อมกับพยายามประคองสติตัวเองให้มั่นคง “แม่บอกว่าจะต้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด”
เด็กชายนิ่งเงียบยังคงรอฟังคะนิ้งอย่างตั้งใจ
“คืนนี้ก็ต้องไปขึ้นรถไฟแล้วแต่หนูไม่อยากไป...ถ้าเกิดไม่ได้อยู่ที่นี่ก็จะไม่ได้มาเล่นเกมกับพี่แล้วน่ะสิ....” คะนิ้งก้มหน้าใช้แขนท่อนเล็กๆของเธอเช็ดน้ำตาจนเลอะเทอะไปถึงทรงผมสั้นกุดของตัวเอง
“จะไม่ได้...ไม่ได้เจอกันอีกแล้วจะไม่ได้มาเล่นเกมด้วยกันอีกแล้ว...”
ไออุ่นที่คะนิ้งคุ้นเคยนั้นกดน้ำหนักลงกลางหัวของคะนิ้งอย่างนุ่มนวลปลายนิ้วของเด็กชายแหวกตามโคนผมของเธอไปมาเบาๆ ทันใดนั้นอากาศที่จุกอยู่ในอกเด็กหญิงก็ไหลออกมาน้ำตาที่เปียกชุ่มใบหน้าก็แทบจะแห้งไปในทันใด
พอคะนิ้งสงบลง เธอก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง จึงเห็นว่าในมืออีกข้างของเด็กชายนั้นกุมวัตถุสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่เอาไว้
เกมบอยรุ่นโบราณที่พี่เขามักจะเอามาให้เธอยืมเล่นเป็ประจำ
“แบบนั้นก็แย่สิถ้าเธอย้ายไปไกลแบบนั้น ก็คงไม่มีใครมาแย่งฉันเล่นเ้านี่แล้วสินะ”เด็กชายพูดพร้อมกับชักมือขวาลงจากหัวของคะนิ้ง
“เอ้า! งั้นฉันให้ยืม”เด็กชายเอ่ย
คะนิ้งหลุดจากท่าทางที่เธอทำเมื่อครู่แล้วหันไปมองทางเด็กชายด้วยความประหลาดใจทันที
“เอ๋?”
“แต่เธอเข้าใจความหมายของการ ‘ให้ยืม’ใช่ไหม?” เด็กชายพูดต่อ
“...”
“ถ้าฉันให้เธอยืมเกมนี่ วันหนึ่งเธอก็จะต้องเอามาคืนถ้าเป็แบบนั้นเราจะต้องได้เจอกันอีกแน่ๆ”
คะนิ้งยังคงนิ่งเงียบ
“เพราะฉะนั้นอย่าลืมซะล่ะ สัญญานี้น่ะ”เด็กชายพูดพร้อมกับชูนิ้วก้อยมือขวามาทางเธอ
“..สะ...สัญญา....เหรอ?”
“สัญญาว่าไม่ว่าเวลาจะไปผ่านไปเท่าไหร่ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน ขอให้เธอจดจำเป้าหมายของเธอในวันนี้เอาไว้ส่วนฉันเองก็จะตั้งใจทำเป้าหมายของฉันให้สำเร็จเหมือนกัน”
“ที่ว่าจะเป็คนรับจ้างเล่นเกมอะไรนั่นน่ะเหรอ...?”
“อืม... ก็อะไรประมาณนั้นแหละ”
“ไม่เสียใจแล้วเหรอ?” เด็กชายถาม รอยยิ้มแสนอ่อนโยนถูกส่งมาให้เธอ
คะนิ้งใช้มือเล็กๆทั้งสองของเธอเช็ดน้ำตาที่ยังเหลือบนหน้าของตัวเองออก “เสียใจ...แต่ว่าจะไม่ยอมแพ้...”
“ใจสู้ดีจังเลยนะ”
“สัญญาแล้วนะ สักวันหนึ่งเราจะกลับมาพบกันใหม่แล้วถึงวันนั้นเรามาเล่นเกมสนุกๆ ด้วยกันอีกนะ” เด็กหญิงพูดออกมาพร้อมแววตาเป็ประกายทำให้เด็กชายเชื่อว่าอีกไม่นานเขาก็คงได้เจอเธออีก
“อื้อ สัญญา”
“สัญญา”
ทั้งสองประสานนิ้วก้อยคล้องกันจนแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านช่องว่างระหว่างทั้งคู่นั้นดับลง
.......................................................................
ภาพความทรงจำหมุนคว้างอยู่ในหัวของเด็กสาวก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ เจือจางกลายเป็กลายเป็สีขาวสว่างจ้า และพริบตาสุดท้ายทุกอย่างก็มลายหายไปจนหมด...