“เป็ไปไม่ได้!”
เสียงของหลี่เซียนสั่นเครือ ทั้งใและหวั่นไหว นางมัวแต่หาทางโจมตีด้วย บุปผาน้ำแข็งหกกลีบ จนลืมเต่ามรกตวารีที่เป็เป้านิ่ง
หลี่หยางยังคงยืนนิ่ง สายตาเรียบนิ่งแต่แฝงแววมั่นใจ
“เ้าทุ่มพลังทั้งหมดให้กับการโจมตี แต่นั่นทำให้ข้าเห็นโอกาส ข้าเพียงแค่รอให้เ้าหลงกลเท่านั้น”
เสียงผู้ชมรอบเวทีเริ่มส่งเสียงฮือฮาอีกครั้ง
แผนการที่พลิกกระดานอย่างเด็ดขาด ทำให้ชื่อของ “หลี่หยาง” ยิ่งน่าจับตามองยิ่งกว่าเดิม!
ทันทีที่เต่ามรกตวารีหมดสภาพ เสียงเงียบงันก็เข้าปกคลุมสนาม—
1 ต่อ 1
การประลองเข้าสู่่สุดท้ายแล้ว
“ไม่มีสายรักษา…นั่นหมายความว่า เ้าจะไม่สามารถพลาดได้อีกแม้แต่ครั้งเดียว”
หลี่หยางกล่าวเบา ๆ แต่น้ำเสียงดังกังวานไปถึงทุกมุมเวที
บุปผาน้ำแข็งหกแฉก ส่งเสียงสั่นพริ้วเบา ๆ กลีบหิมะโปรยปรายรอบกายมัน ปล่อย หมอกน้ำแข็ง หนาแน่นออกมาอีกระลอก หวังถ่วงความเร็วจิ้งจอกเงาจันทร์ให้ได้มากที่สุด
แต่บัดนี้—
จิ้งจอกเงาจันทร์ ที่ขับเคี่ยวผ่านสถานการณ์เป็รองมาแล้ว กลับยิ่งเฉียบคมและร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม
วูบ!
เงาร่างสีเงินพุ่งแหวกม่านหมอกเข้าประชิด ทิ้งร่างเงาลวงจำนวนมากไว้เื้ั
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!!
บุปผาน้ำแข็งพยายามปัดป้องด้วยเถาวัลย์น้ำแข็งกับหอกน้ำแข็งกลางอากาศ แต่จิ้งจอกเงาจันทร์ หลบหลีกอย่างเหนือชั้น พร้อมโต้กลับด้วยกระบวนท่า “กรงเล็บเงาจันทร์” ผสานพลังเงากับสายลมบาดลึกเป็วงคลื่น
ฉัวะ!
ในจังหวะที่จิ้งจอกเงาจันทร์พุ่งทะลุม่านหมอกน้ำแข็งเข้าประชิดตัวบุปผาน้ำแข็งหกแฉก เงากรงเล็บฟาดลงอย่างรุนแรงพร้อมประกายแสงเงินสว่างวาบ—
เพล้ง!
เสียงกระทบดังแน่น…
กรงเล็บที่แหลมคมกลับสะท้อนกลับมาเล็กน้อย เสี้ยวหนึ่งของพลังถูกดูดซับไว้
“เกราะน้ำแข็ง…”
หลี่หยางขมวดคิ้ว มองเห็นเกราะใสเป็ชั้นบางๆ ห่อหุ้มลำต้นบุปผา กลีบบุปผาสั่นสะท้านเล็กน้อย แต่มิได้รับความเสียหายโดยตรง
บุปผาน้ำแข็งหกแฉก เผยไอเย็นรอบตัวหนาแน่นขึ้น ปกป้องตนเองด้วย “เกราะหิมะเยือกแข็ง” ที่สามารถรับการโจมตีได้อย่างน้อยหนึ่งถึงสองระลอก
“เ้ามีเกราะสินะ…”
หลี่หยางพึมพำเบา ๆ ก่อนเอ่ยออกมา
“งั้นข้าก็จะทำลายมันซะ!”
จิ้งจอกเงาจันทร์ คำรามเบา ๆ แววตาเปล่งประกาย ก่อนพุ่งเข้าจู่โจมอีกครั้ง คราวนี้ด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าเดิม พลังิญญาไหลเวียนไปทั่วร่าง แปรเปลี่ยนเป็ พลังกรงเล็บเงาจันทร์ ที่ฟาดฟันเป็เส้นแสงสามสายซ้อนกัน
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!!
เสียงแตกร้าวดังขึ้นทีละชั้น…
เกราะหิมะเยือกแข็งเริ่มมีรอยร้าว รอยร้าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว
วูบบบ—!!
ในที่สุด การฟาดครั้งสุดท้ายกรีดลงตรงจุดเชื่อมของกลีบกลาง ราวกับแรงเฉือนสะสมที่ทะลวงจุดอ่อน
เปรี๊ยะ—!!
“แตกแล้ว!”
เสียงของใครบางคนในสนามดังขึ้นพร้อมกับเสียง เกราะน้ำแข็งแตกกระจาย เป็เศษแสงสีฟ้าพลิ้วล่องในอากาศ
บุปผาน้ำแข็งหกแฉกสั่นไหวอย่างรุนแรง เสียงร้องเบาๆ ดังจากส่วนแกนกลางที่ถูกเปิดเปลือยเป็ครั้งแรก—
และนั่นเอง คือช่องว่างสุดท้ายที่จิ้งจอกเงาจันทร์เฝ้ารอ…
กลีบบุปผาแตกร่วงลงทีละกลีบ…
เสียงแตกะเืดังก้อง ร่างของบุปผาน้ำแข็งเซถอยอย่างยากลำบาก
และแล้ว—
เงาหนึ่งโผล่มาเื้ัอีกครั้ง
“ขออภัยนะ…แต่เกมจบแล้ว”
เสียงหลี่หยางดังขึ้น พร้อมเงากรงเล็บสุดท้ายของจิ้งจอกเงาจันทร์ฟาดลงกลางหลังของบุปผาน้ำแข็ง
ตูม—!!
สิ้นเสียงปะทะ
บุปผาน้ำแข็งหกแฉก…ล้มลงอย่างสงบ
ร่างสลายเป็แสงกลับเข้าสู่มิติจิติญญา
ชัยชนะเป็ของหลี่หยาง!
ผู้ชมทั่วทั้งเวทีลุกขึ้นเต็มความสูง เสียงปรบมือดังกระหึ่ม บ้างะโชื่อหลี่หยาง บ้างอึ้งงันกับความเหนือชั้นของจิ้งจอกเงาจันทร์
“จากขยะตระกูลหลี่—สู่ผู้ท้าชิงตัวจริง…”
เสียงกระซิบแพร่สะพัดไปทั่วลานประลอง
คนในสนามหลายร้อยชีวิตต่างอ้าปากค้าง บ้างลุกขึ้นยืน บ้างะโด้วยความใ—
“หลี่หยาง… นี่มันการประสานขั้นไหนกันแน่!?”
“เป็ไปได้ยังไง จิ้งจอกเงาจันทร์ถึงโจมตีเจาะเกราะน้ำแข็งได้!?”
สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเด็กหนุ่มผู้อยู่กลางสนามพร้อมกับจิ้งจอกสีเงินสะท้อนแสงจันทร์ ขนพลิ้วสะบัดด้วยพลังิญญาที่ยังคงลอยอวล
“มันไม่ใช่แค่พลังของสัตว์อสูรเท่านั้น…” ผู้าุโท่านหนึ่งพึมพำเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงแน่น
“เด็กคนนั้นควบคุมสนามรบด้วยแผนการ… และประสานจังหวะกับสัตว์อสูรได้ถึงขั้นลมหายใจเดียวกัน”
เสียงระฆังประกาศชัยดังกังวานไปทั่วสนาม
“จบการประลอง! ผู้ชนะ—หลี่หยาง!”
เสียงะโของผู้าุโผู้ควบคุมการประลองดังขึ้นพร้อมกับคลื่นเสียงเฮสนั่นจากเหล่าผู้ชม
บางคนลุกขึ้นปรบมือ บางคนโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น
“ไม่อยากเชื่อเลย! เขาชนะหลี่เซียนได้จริง ๆ!”
“การประลองรอบนี้สุดยอดที่สุดั้แ่เริ่มมา!”
แม้แต่หลี่เซียนที่ยืนอยู่ในสนาม ก็เผยรอยยิ้มบางพลางพยักหน้าให้อย่างยอมรับ
“หลี่หยาง… เ้าเก่งกว่าที่ข้าคิดไว้จริง ๆ”
ในขณะที่จิ้งจอกเงาจันทร์ยืนแผ่พลังเงาสีเงินที่เหลืออยู่กลางสนาม หลี่หยางยิ้มและค้อมศีรษะเล็กน้อยให้คู่ต่อสู้
เขาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาและท่าทางบอกชัด—
นี่ไม่ใช่โชค แต่คือพลังที่เขาฝึกฝนมาจริง ๆ
หลังจากเสียงประกาศชัยชนะของหลี่หยางจางก้องทั่วสนาม กลุ่มผู้ชมยังไม่ทันสงบลงดีนัก พลันเสียงหนึ่งก็เปล่งขึ้นอย่างชัดเจนจากแท่นที่นั่งของผู้มาเยือน
เสียงนั้นเป็ของ หลานซือหลง ผู้าุโแห่ง นิกายเมฆาล่องผู้สูงศักดิ์และเปี่ยมด้วยอำนาจ นางมีท่าทีสงบนิ่ง ทว่าดวงตาคมกริบดุจมีดดาบ กวาดมองลงมายังผู้นำตระกูลหลี่
“เด็กคนนี้… ใช้เพียงสัตว์อสูรตัวเดียวในการประลอง ทั้งที่คู่ต่อสู้มีถึงสองตัว”
“ตระกูลหลี่ ปกปิดบางอย่างไว้หรือไม่?”
คำถามที่เปล่งออกมานั้นไม่ได้ดังนัก แต่กลับทำให้ทั้งสนามเงียบงันราวถูกสาป ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่ผู้นำตระกูลหลี่ทันที
ผู้นำตระกูลหลี่ ถึงแม้จะใในคำถามที่เฉียบคม แต่ก็ยกมือประสานคารวะอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ:
“เรียนผู้าุโหลานซือหลง เด็กคนนี้… หลี่หยาง เขามีสัตว์อสูรอีกตัวก็จริง แต่เป็เพียง ‘ไมยราพหนามแดง’ สัตว์อสูรสามัญซึ่งได้รับมาั้แ่การปลุกจิตครั้งแรก”
“บางทีอาจเป็เพราะว่า ระดับพลังของมันยังไม่พัฒนาเพียงพอ หากนำออกมาต่อสู้อาจจะถูกกำจัดทันที เขาจึงมิกล้าใช้งานในการประลองครั้งนี้”
หลานซือหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย ดวงตาเหมือนพิจารณาความลับบางอย่างอยู่ในใจ นางพยักหน้ารับคำ ไม่แสดงอารมณ์ใดเพิ่มเติม แต่หลายคนในสนามกลับััได้ถึงความสนใจที่ซ่อนอยู่ในท่าทีของนาง
“ไมยราพหนามแดง อย่างนั้นหรือ… หึ”
หลานซือหลงแม้สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่ในใจกลับกระเพื่อมเบา ๆ ขณะมองดูหลี่หยางที่ยืนอยู่อย่างสงบกลางสนามประลอง เธอเหลือบมองไปยังจิ้งจอกเงาจันทร์ที่ยืนเคียงข้างเขา สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเกินกว่าระดับพลังของผู้อัญเชิญทั่วไปจะควบคุมได้
“ไมยราพหนามแดง ระดับไม่พัฒนา?… เด็กคนนี้ถึงขั้นไม่คิดใช้มันเลยงั้นหรือ? แล้วเขาไปทำพันธะสัญญากับ ‘จิ้งจอกเงาจันทร์’ ได้อย่างไร?”
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด ก่อนจะหลุบตาลง
“จิ้งจอกเงาจันทร์ตัวนี้… พลังระดับนักรบขั้นหก มีกลิ่นอายพลังแฝงบางอย่าง และยังสามารถข้ามระดับสู้กับอสูรที่สูงกว่า…”
“หากไมยราพหนามแดงของเด็กคนนี้ ไม่อาจทำให้พัฒนาได้ แล้วตอนที่ต่อสู้กับจิ้งจอกเงาจันทร์ สัตว์อสูรชั้นยอด จนชนะใจมันจนยอมทำพันธะสัญญาด้วยได้นั้นเขาต่อสู้มาได้ยังไง”
“หรือว่าไมยราพหนามแดง… ตัวนั้นต่างหาก ที่ไม่ธรรมดา?”
ั์ตาแหลมคมของหลานซือหลงฉายแววลึกซึ้งขึ้นมาในชั่วขณะ
“ซ่อนพลังอสูรไว้ไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ ใช้จิ้งจอกลวงตา ดึงความสนใจจากสิ่งที่แท้จริง… น่าสนใจ… เด็กคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ…”
เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อย ยังคงเงียบอยู่ในที่นั่งอย่างสงบ แต่ในใจของผู้าุโหญิงจากนิกายเมฆาล่อง — ชื่อของ “หลี่หยาง” ได้ถูกจารึกลงไปอย่างแ่าแล้ว
“ข้าจะรอดู… ว่าไมยราพที่เ้าว่าธรรมดานั้น—จะธรรมดาได้แค่ไหน…”
“สัตว์อสูรสายพืชที่ต่ำต้อยในสายตาใครหลายคน แต่บางครั้ง… ผู้ที่ถูกมองข้าม อาจกลายเป็ผู้ที่ยิ่งใหญ่ในภายหลัง”
คำพูดทิ้งท้ายของหลานซือหลงนั้น ทำเอาผู้นำตระกูลหลี่และเหล่าาุโสะดุ้งในใจ ต่างคนต่างหันมามองหน้ากันเล็กน้อย…
เพราะแม้หลี่หยางจะยังไม่เปิดเผยพลังทั้งหมด แต่ดูเหมือนว่า — สายตาของนิกายเมฆาล่อง จับจ้องเขาไว้แล้ว…