ตอนที่33 แผนสำรอง
มิแลนด้าและคนตัวเล็กจากเผ่าเคราดกกำลังเดินลงไปในท่อด้านล่างซึ่งห่างจากตัวปราสาทน้ำแข็งถึงห้าร้อยเมตร โดยมีกลุ่มผู้คุมคอยนำทางผิดจากเหล่าทหารที่กำลังตามล่าพวกเขาจนเริ่มเหนื่อยล้า
แล้วกลุ่มมิแลนด้าก็เดินไปตามทางของแสงไฟจากตะเกียงที่ผู้คุมถือไว้ ก่อนพวกมันจะหมุนตัวมาทางซ้ายและเดินต่ออีกร้อยเมตรเพื่อมาไขกุญแจตรงหน้ากรงขังสีดำขนาดใหญ่
"พวกเจ้าเดินตรงไปอีกสองร้อยเมตรจะพบกับผู้คุมในคุกใต้ดินพิเศษ เดี๋ยวทางนั้นจะพาเจ้าไปเอง "
กลุ่มผู้คุมได้ชี้ตรงไปข้างหน้าก่อนจะวางตะเกียงไฟไว้ทางเท้า แล้วจึงแยกตัวออกมาโดยปล่อยให้เหล่าคนตัวเล็กและมิแลนด้าต้องเดินต่อในเส้นทางอันเปล่าเปลี่ยว
และยิ่งเดินออกมาไกลความหนาวเย็นก็ยิ่งเพิ่มพูนจนพวกเขาเริ่มหวั่นใจก่อนจะหันไปมองรอบๆ เพื่อตรวจสอบว่าตนนั้นกำลังถูกหลอกอยู่หรือไม่
แต่พวกเขาก็ได้พบกับกลุ่มคนผู้ยืนหนาวสั่นอย่างนิ่งเงียบตามคำกล่าวของผู้คุมที่แยกตัวไปก่อนหน้า
"คาฟิช "
และทันทีที่สองฝ่ายได้สบตากันกลุ่มผู้ยืนหนาวสั่นก็เอ่ยถามด้วยรหัสลับ
"ออพุช "
แล้วคนตัวเล็กผู้มีอายุมากกว่าใครก็ตอบกลับไปด้วยความสงบนิ่ง
ก่อนประตูที่ปิดอย่างสนิทนั้นจะค่อยๆ เปิดอย่างเชื่องช้าและไอเย็นก็เริ่มพัดออกมาปะทะใบหน้าของทุกคนจนหนาวสั่น
"ห้านาที "
"ว่ายังไงนะ เราตกลงกันไว้ที่หนึ่งชั่วโมง "
"ไม่พอใจก็กลับไปสิ" กลุ่มคนผู้เฝ้าประตูกล่าวพร้อมกับใช้หอกชี้ตรงมายังมิแลนด้าและเผ่าเคราดกด้วยความมาดร้าย
ทำให้พวกเขาต้องเดินเข้าไปอย่างไม่มีทางเลือก ก่อนจะรีบวิ่งตรงมายังกรงขังอันแปลกตาเพราะมันถูกแช่เย็นด้วยก้อนน้ำแข็งที่ถูกสร้างจากพลังวิญญาณ
"ท่านลีเดีย "
มิแลนด้ากล่าวขึ้นทันทีที่เห็นลีเดียยืนหันหลังอยู่ในกรงขัง จึงทำให้นางทั้งสองนั้นได้กลับมาพบกันอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม
…………………………………………………
"จะไว้ใจได้หรือเจ้าคะ "
แล้วคำกล่าวของมิแลนด้าก็เริ่มให้ทุกคนหันมามองหน้ากันเพื่อตริตรองถึงแผนนี้อีกครั้ง แต่มันก็เป็นหนทางเดียวที่ควรทำในตอนนี้
"ข้าพอมีแผนสำรองขอรับ "
คนตัวเล็กผู้มีนามว่าไลท์เก็ทได้เอ่ยขึ้นพร้อมกับถกแขนเสื้อข้างซ้ายก่อนจะนำมีดที่สลักอาคมคุมขังมาวางบนแขนของตน
"ถ้าพวกนั้นทำอะไรตุกติกหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันข้าจะใช้สิ่งนี้ทำให้เราพ้นภัย แต่คงต้องรบกวนท่านยานาสและท่านเอสคาช่วยย้ายเพลิงนี้มาไว้ที่แขนข้าด้วยขอรับ "
"เจ้าจะบ้าไปแล้วรึ!!! "
"หากทำเช่นนั้นเจ้าจะต้องเสียแขนไปอย่างแน่นอน "
เมื่อรับฟังคำกล่าวของไลท์เก็ทยานาสและเอสคาก็รีบค้านในสิ่งที่เขาคิดจนเกิดการโต้เถียงอย่างไม่รู้จบ
มิแลนด้าจึงต้องรีบห้ามปรามก่อนการโต้เถียงนี้จะเป็นที่สนใจแก่เหล่าทหารซึ่งกำลังตรวจตราอยู่ตามถนน
"ถ้าเจรจาสำเร็จแล้วยังไงต่อขอรับ เราต้องเข้าไปในฐานของศัตรูพวกมันไม่ยอมให้เราพกอาวุธอย่างแน่นอนขอรับ " แต่ไลท์เก็ทยังคงดึงดันจะทำตามในสิ่งที่ตนคิดโดยไม่กลัวว่าตัวเองต้องเสียแขนข้างนี้ไป
จึงทำให้ผู้รับฟังอย่างยานาสและเอสคาต้องหยุดนิ่งลงเพราะทึ่งในการเตรียมใจของเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมาได้อย่างองอาจ
"ได้โปรดเถอะขอรับอย่างน้อยสิ่งนี้ก็ยังเป็นแผนสำรอง ดีกว่าเดินไปตัวเปล่านะขอรับ "
และคำกล่าวที่ทำให้คนตัวเล็กทั้งสองต้องยอมฟังเพราะมันก็คือการตัดสินใจของลูกผู้ชายแห่งหุบเขาดอรานิว
ก่อนนิ้วมือของทั้งสองจะเริ่มขีดเขียนลงบนกองหิมะ แล้วจึงเริ่มวาดอักขระลงบนแขนของไลท์เก็ทเพื่อย้ายเปลวเพลิงให้ตามคำขอ
แล้วผู้ที่นั่งรออย่างมิแลนด้าก็เตรียมความพร้อมจะเดินหน้าต่อ โดยต้องช่วยลีเดียและคนอื่นออกจากห้องขังให้จงได้