บรรยากาศวาบหวามแปลกประหลาดทำเอาฉีซินอี๋ไม่กล้ามองหน้าเสี่ยวไป๋ไปชั่วขณะกระทั่งตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายเป็เพียงแค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น แม้จะมีอายุขัยของสัตว์ิญญายืนยาวแต่เทียบกันแล้วก็เด็กคนหนึ่งนั่นแหละ
เด็กมนุษย์ที่ไร้เดียงสาคนหนึ่งดูสิแม้แต่มดปลวกยังไม่กล้าฆ่า เอ๋...มดปลวกหรือ
นางจ้องมองท่าทีเดินกระย่องกระแย่งเพราะกำลังข้ามเส้นทางเดินของมดหว่างคิ้วยิ่งขมวดเป็ปม
“เสี่ยวไป๋อย่าบอกนะว่าเ้าไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต” ฝ่ายนั้นค่อย ๆ หันมามองนางสีหน้าใสซื่อเหลือแสนก่อนจะคิดใคร่ครวญอยู่นานครู่หนึ่งสีหน้าสดใสพลันหม่นหมองลงพานพาเอาบรรยากาศรอบข้างมืดมนลงไปด้วย
เสี่ยวไป๋ก้มลงมองปลายเท้าประหนึ่งเด็กน้อยสำนึกผิดนางก้าวทีเดียวก็ไปถึงตัว
“เป็อะไรไป”
เขาเม้มปากช้อนแววตาทุกข์ระทมมองนางบริเวณขนตาล่างมีหยาดน้ำตาเม็ดหนึ่งซึมออกมา “ข้าเหยียบพลาดโดนมดตายไปตัวหนึ่งไม่สิตายถึงสองตัว!”
ฉีซินอี๋“...”
ใแทบตายว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาแค่เหยียบมดตายสองตัวเนี่ยนะ นางกำลังอ้าปากจะเอ่ยแต่เสี่ยวไป๋กลับย่อตัวลง หาเศษไม้มาจากไหนไม่รู้ขุดหลุมด้านข้างกระทั่งยามนี้ยังรู้สึกว่าทุกอิริยาบถของเขาแฝงไปด้วยกิริยาอ่อนช้อยยิ่งกว่าอิสตรีอย่างนาง
ยังไม่ทันเปิดปากถามกลับไปว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ได้เวลาต้องไปต่อแล้วเสี่ยวไป๋กลับทำเื่ไม่คาดฝัน ขุดได้สองหลุมเล็ก ๆ แล้วค่อยใช้พลังของตัวเองเคลื่อนย้ายศพห่อด้วยใบไม้แห้งที่ตกอยู่ด้านข้างก่อนจะวางลงในหลุมขนาดเล็ก
ไม่ผิดเสี่ยวไป๋กำลังฝังศพให้มดสองตัวนั้นจริง ๆ ฉีซินอี๋นิ่งงันไปกับความแปลกประหลาดยิ่งตอนหลังกลบหลุมเรียบร้อยยังมีแก่ใจเอากิ่งไม้แห้งมาเสียบไว้เป็สัญลักษณ์นางเชื่อแทบจะทันทีว่าหากสามารถจารึกป้ายหลุมศพเกรงว่าเขาคงทำไปแล้ว
จัดการเรียบร้อยเสี่ยวไป๋ถึงลุกขึ้นช้าๆ “เรายังต้องไปที่ไหนต่อหรือ”
ได้ยินคำถามของเขาข้อสงสัยทุกอย่างนางล้วนกลืนลงท้องก่อนจะกวาดตาสำรวจรอบข้าง “เกรงว่าเราจะพลัดตกลงมายังถ้ำที่ซ่อนอยู่ใต้พิภพ”
ไม่นับทางเรียบลื่นตรงจุดที่พวกนางตกลงมาห่างออกมาเพียงนิดเดียวก็เจอกับทางก้อนหินและกรวดทรายมีวัชพืชขึ้นประปรายเช่นเดียวกับหยาดน้ำที่หยดลงมาจากหินซ้อนข้างบนความรู้สึกช่างประหลาดเหมือนอยู่ในถ้ำบนดินแต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว
ดวงจิตแห่งหยก“ข้างหน้าเ้าเป็ลำธาร เดินตามสายน้ำไปอาจจะทำให้เจอกับทางออก”
ฉีซินอี๋พยักหน้าได้ยินเสียงน้ำไหลแว่วมาั้แ่เมื่อกี้ หันไปเอ่ยกับเสี่ยวไป๋“เ้าพึ่งเลื่อนขั้นพลังปราณสถิตยังไม่คงที่ข้าคิดว่าสมควรหยุดพักปรับพลังปราณสถิตให้คงที่เสียก่อน หนทางเบื้องหน้าอาจจะมีอันตรายใดเราไม่อาจรู้”อีกอย่างนางยัง้าเช็กดูอาการพิษกำเริบของตัวเองด้วย
จำได้ว่าก่อนจะสลบไปความเจ็บปะทุขึ้นมาในอกแต่กลับจางหายไปยามตื่น ครั้นสอบถามดวงจิตแห่งหยกเขาก็ไม่รู้เช่นกันเพียงตอบกลับมาอย่างขอไปที
“่นั้นพลังปราณสถิตในร่างกายเ้าปั่นป่วนทำให้สมบัติใต้อาณัติเช่นข้ามีผลกระทบไปด้วย”
สรุปคือสอบถามจาก‘ผู้รอบรู้’ ก็เหมือนไม่ได้ถาม
เสี่ยวไป๋จ้องนาง“เอาตามที่ท่านว่าเถอะ” แล้วหามุมสงบมุมหนึ่งเสร็จเรียบร้อยก็ถอดเสื้อคลุมสีขาวปูลงไปบนพื้นกรวดทราย
ขณะฉีซินอี๋กำลังจะมองหาที่ทางให้ตัวเองบ้างเสี่ยวไป๋พลางมองมาทางนางเขม็ง อ้ำอึ้งอยู่นาน ใบหน้าสีขาวนั่นขอเพียงมีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยย่อมมองเห็นชัดเจนแก้มนวลแดงปลั่งเอื้อนเอ่ยคำพูดเบาหวิวในลำคอ “ท่านเองก็ไม่สบายตัวเช่นนั้นมานั่งพักตรงนี้ก่อนเถอะ”
นางจ้องสลับกับเสื้อตัวในเบาบางกับเสื้อคลุมบนพื้นความรู้สึกยากจะอธิบายผาดผ่านหว่างคิ้ว “แล้วเ้าเล่า?”
“ข้า?ข้าหรือ” เขามองมาด้วยสีหน้าเหลอหลา
ฉีซินอี๋ถอนหายใจมาอีหรอบนี้แสดงว่ามัวแต่ปูพื้นให้นางจนลืมเลือนคิดหาที่พักให้ตัวเองแน่ “ช่างเถอะเช่นนั้นเราก็นั่งด้วยกันตรงที่เ้าปูให้” ก้าวยาว ๆ ไปหาเขาย่อตัวนั่งลงทันที
นับจากวันที่ได้รับการดูแลาแเสี่ยวไป๋แทบไม่ได้ใกล้ชิดกับฉีซินอี๋ขนาดนี้อีก อะแฮ่มไม่นับตอนนางยังสลบไสลเพราะยามนั้นไม่มีดวงตาดำขลับราวกับท้องฟ้ายามราตรีคอยจ้องมอง
ใบหน้าด้านข้างพลันแดงก่ำพยายามจะกระเถิบตัวออกห่างเนื่องจากรู้สึกว่าใกล้ชิดกันจนรับรู้ถึงอุณหภูมิจากร่างผอมบางฉีซินอี๋เหลือบมองท่าทีกระแดะของเด็กน้อย อยากขำก็ขำไม่ได้ยิ่งจงใจกลั่นแกล้งขยับไปประชิดตัวเขา
เสี่ยวไป๋ร้อนใจจนทำตัวไม่ถูกไม่รู้ว่านางจงใจถอยร่นกระทั่งตกจากขอบชุดคลุมฉีซินอี๋ทนดูต่อไปไม่ได้เอื้อมมือมาคว้าเอวเขากระชากเข้าหาตัว“ขืนเ้ายังกระเถิบไปอีกนิดเดียว เกรงว่าเ้าคงต้องนอนบนพื้นกินกลางทรายแล้ว”
คำพูดธรรมดาทว่าอยู่ในระยะเผาขาวแทบไม่ต่างไปจากกำลังหยอกเอินเสี่ยวไป๋ตัวแข็งทื่อฉับพลัน ฉีซินอี๋มองดูแล้วได้แต่ยิ้มออกมาอย่างจนใจ
สตรีในห้องหอเช่นนางยังไม่เคร่งครัดเท่าเขาแต่นี่อะไร...เฮ้อ ไม่เคยพบไม่เคยเห็นบุรุษขี้อายเช่นนี้
อึก!พึ่งจะหลุดยิ้มออกมาหมาด ๆ พิษสะสมในร่างกายพลันปะทุขึ้นมาจนร่างนางกระตุกเสี่ยวไป๋ที่กำลังนั่งทำตัวไม่ถูกใหันขวับมาสีหน้าจากที่ขาวผ่องยิ่งซีดขาวจนน่ากลัวทำเอาคนถูกพิษอย่างนางชักไม่แน่ใจว่าคนที่กำลังมีพิษกำเริบคือใครกันแน่
“ท่าน!เกิดอะไรขึ้นกับท่าน” เสียงร้อนรนของเสี่ยวไป๋น่าฟังเป็พิเศษอย่างน้อยยามนี้เขาก็ไม่เอ่ยปากทีวกเข้าเื่นางแอบกินเต้าหู้ที
ฉีซินอี๋กุมอกข้างซ้ายถ่ายพลังปราณสถิตเข้าไปเพื่อบรรเทาอาการเจ็บทว่ามันกลับไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ตรงขมับผุดเม็ดเหงื่อเย็น ๆ ขึ้น รอยดำปื้นเป็ทางยาวเต้นดุกดิกจนน่ากลัวมันอาจไม่เป็เื่ใหญ่หากไม่นำพาความเ็ปมหาศาลมาให้
ดวงจิตแห่งหยก“ดูเหมือนพลังปราณสถิตจะช่วยอะไรท่านได้ไม่มากเนื่องจากพิษกำลังจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูก”
ยังมีอะไรจะแย่ไปกว่านี้อีกนางขบเม้มริมฝีปากจนห้อเื ข้อนิ้วขาวซีดกำสาบเสื้อตรงอกซ้ายตัวเองส่วนมืออีกข้างกำท่อนแขนของเสี่ยวไป๋แน่นทั้งต้องสะกดกลั้นพิษในอกยังต้องมาคอยปลอบบุรุษตัวน้อยที่แทบจะหลั่งน้ำตาไปกับความทรมานของนาง
“ขะข้า...ข้าไม่เป็ไร”
“ท่านจะไม่เป็อะไรได้อย่างไร”เห็นอยู่ตำตาว่าร่างกายแข็งเกร็งไปหมด แววล้อเล่นในดวงตาสองข้างนั้นก็จางหายมีม่านหมอกเข้ามาแทนที่
นางกัดฟันเอ่ย“ยะ ยามนี้ ยะ ยังมีสิ่งสำคัญที่เ้าจำเป็ต้องทำ”
ความยินดีวาบผ่านดวงตาเสี่ยวไป๋กำลังจะถามว่าไม่ว่าเื่อะไรขอแค่บอกมาเขายินดีทำให้ทุกอย่างแต่กลับกลายเป็ว่านางพูดอีกอย่างแทน
“ลืมไปละ แล้วหรือ เ้ายังต้อง...อึก...ปรับ พะ พลัง...”
เขารีบห้ามนางไว้พร้อมกับกอดรัดไว้แนบอก“ท่านไม่ต้องพูดแล้ว เื่ปรับพลังปราณสถิตใช่หรือไม่ไม่ต้องห่วงข้าจะทำประเดี๋ยวนี้แหละ” ได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนกับััเย็น ๆจากร่างเสี่ยวไป๋ ความร้อนรุ่มและการกระตุ้นของพิษพลันหยุดชะงักไปชั่วขณะ
ก่อนจะถาโถมเป็ระลอกคลื่นเข้ามาฉีซินอี๋เอี่ยวตัวพุ่งไปอาเจียนเืสีดำบนพื้นด้านข้างรีบร้อนถ่ายเทพลังสายสีแดงเข้าไปในร่าง อยู่อย่างนั้นมานานเท่าไรไม่รู้รู้เพียงแต่ว่าร่างกายเริ่มอ่อนแรง
นางถึงรู้ตัวว่าทั้งที่อุตส่าห์สั่งสอนเฟิ่งเสี่ยวแทบเป็แทบตายสุดท้ายกลับเป็ตัวนางเองที่ใช้พลังรักษาอาการพิษกำเริบจนหมดสติค่อย ๆ ดับวูบเช่นเดียวกับสีหน้าของเสี่ยวไป๋ร้อนรนจนถึงที่สุดนางพยายามยื่นมือไปคว้าแขนของเสี่ยวไป๋เพื่อบอกเขาว่านางไม่เป็ไรแต่กลับอ่อนแรงกลางทางล้มตึงลง
ใบหน้าซีดขาวแต่รอยบาดสีดำกลับยิ่งเข้มขึ้นทั้งยังกระดุกกระดิกไปมาน่าขนลุกเสี่ยวไป๋จ้องมองด้วยสีหน้าเป็ห่วงแกมทุกข์ระทม ครั้นเอื้อมมือไปอังหน้าผากกลับต้องพบเจอกับความร้อนระอุราวกับจะเผาไหม้คนทั้งเป็
“นี่คือ...พิษดับชีพจรอันเลื่องลือ”เขาพึมพำกับตัวเอง ทั่วทั้งใบหน้าไม่หลงเหลือความไร้เดียงสาดุจเด็กคนหนึ่ง
ยิ่งมองเห็นอาการหายใจติดขัดจนต้องอ้าปากช่วยหายใจเกรงว่าเส้นชีพจรและทางเดินลมจะถูกปิดกั้นเสี่ยวไป๋ไม่มีทางลังเลอีกแม้ไม่อาจฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไม่ได้หมายความว่าห้ามช่วยเหลือผู้อื่น
รีบถลาตัวเข้ามาอุ้มร่างนางไปวางบนเสื้อคลุมสีขาวจัดแจงท่านอนให้สบายตัวที่สุดก่อนจะหวนคืนมาช่วยเหลือฉีซินอี๋โดยด่วน ขณะปลายนิ้วกำลังจรดลงบนสาบเสื้อมอซอกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างหลัง
“เ้าจะทำอะไรนาง”
เสียงที่ให้ความรู้สึกกดดันแต่ยังแฝงไปด้วยความห่วงใยต่อเ้าของเสี่ยวไป๋ชะงักเล็กน้อยไม่คิดจะเหลือบแลอีกฝ่ายเลยสักนิดก้มหน้าลงปลดสายคาดเอวของฉีซินอี๋ต่อคล้ายรับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่าย
“เ้า!”ตาเฒ่าหนวดขาวข้างหลังเริ่มเต้นเร่า“เื่การเลื่อนขั้นครั้งก่อนของเ้าข้าไม่ได้บอกนางเพราะคิดว่าไม่จำเป็แต่ไม่ได้หมายความว่าเ้าสามารถทำอะไรกับนางก็ได้”
แพขนตาสีขาวกะพริบสั่นไหวไปมาแต่มองไม่เห็นความรู้สึกข้างในสองมือยังคงถอดชุดนอกของฉีซินอี๋ต่อไป “หากขืนท่านยังพูดมาก อาจชักช้าไม่ทันการณ์สาเหตุที่ท่านกับนางมาที่นี่ไม่ใช่ว่าเพื่อตามหาต้นเหอเซียงหรอกเหรอ”
เฒ่าดวงจิตอึ้งงัน“จะ เ้า เ้ารู้ได้อย่างไร” จำได้ว่าไม่เคยปริปากบอกใครเลยสักคำ
ใบหน้าที่ก้มลงจนเห็นเพียงแค่ปลายจมูกลงมามุมปากตรงนั้นยกขึ้น “เช่นเดียวกับที่แม่นางฉีมีความลับปกปิดข้าเองก็มีความลับที่ไม่อาจให้โลกได้ล่วงรู้ส่วนเื่ที่ข้ารู้ว่าพวกท่านตามหาอะไรนั้นเพียงมองจากอาการของนางย่อมคาดเดาได้”น้ำเสียงของเด็กน้อยกลายเป็เสียงของผู้ชายที่แตกหนุ่มเรียบร้อย
กระทั่งดวงจิตแห่งหยกยังตกตะลึงคราแรกนึกว่าเสี่ยวไป๋จะเป็เพียงสัตว์ิญญาที่มีเืของชนรุ่นหลังเข้มข้นเท่านั้นแต่ดูท่าคงจะไม่ได้เข้มธรรมดาเสียแล้วถึงขั้นสามารถปกปิดตัวตนอย่างแเีต่อหน้าดวงจิตผู้ยิ่งใหญ่คนนี้!
ความเคร่งเครียดวาบผ่านหว่างคิ้ว“เช่นนั้นที่เ้ายังติดตามอยู่ข้างกายนางเ้า้าอะไรกันแน่”หากจะพูดเื่อาการาเ็ หลังจากจำศีลและเลื่อนขั้นก็น่าจะหายเป็ปลิดทิ้งแล้วเหตุใดยามนี้ถึงยังไม่คิดจะจากไป นั่นไม่ใช่เป็การเพิ่มความเสี่ยงให้นางหรอกหรือ
เสี่ยวไป๋หันขวับมาจ้องดวงจิตแห่งหยกสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “...เพราะข้า้าตอบแทนผู้มีพระคุณ”
คำตอบดังกล่าวยิ่งสร้างความสะท้านะเือย่างใหญ่หลวงให้ดวงจิตคิ้วสีดอกเลาสองข้างชนกันยากจะแยกออกได้ง่าย ๆ “พูดถึงเื่นี้ข้าแปลกใจยิ่งนักเ้าไม่ใช่แค่สัตว์ิญญาธรรมดาเหตุใดถึงไม่ฆ่าพวกที่ตามระรานท่านไม่เลิก”
เสี่ยวไป๋ยังคงนิ่งเฉยเช่นเดิมเพียงแต่แววตาหลุบลงเล็กน้อยม่านหมอกสายบางแวบมาปกคลุมดวงตาสีขาว ริมฝีปากแดงฉานเผยอออก“ข้ามีเหตุจำเป็ของข้า”
“ย่อมได้ข้าจะไม่ยุ่งเื่ของเ้าเพียงแต่...นั่นท่านยังจะถอดชุดของนางไปถึงเมื่อไร!” ดวงจิตแห่งหยกหันหลังขวับสองมือยกขึ้นมาปิดบังใบหน้าราวกับเป็แม่นางน้อยก็ไม่ปานติ่งหูแดงก่ำไม่น้อย
ใบหน้าขาวผ่องของเสี่ยวไป๋แดงระเรื่อไม่แพ้กันทว่าเื่ตรงหน้าย่อมสำคัญกว่าท่าทางกระมิดกระเมี้ยนเขาพึมพำน้ำเสียงแหบพร่าในลำคอ
“จะอย่างไรซะอีกไม่นานข้าย่อมทดแทนบุญคุณแก่นางอยู่ดี จะตอนนี้หรืออนาคตย่อมไม่ต่างกัน”ชุดคลุมทั้งตัวนอกและตัวในของนางถูกถอดจนเหลือเพียงผ้า ‘ตู้โตว’หรือเสื้อชั้นในสตรีสีแดงซีดอำพรางกายเท่านั้น
เสี่ยวไป๋กลืนน้ำลายเหนียวข้นลงคอสะบัดมือหนเดียวร่างนางก็ถูกยกจากพื้นก่อนจะนั่งขัดสมาธิหันหลังให้
“เ้า...เ้าคนบ้ากามนางไม่น่าหลงเชื่อสีหน้าใสซื่อไร้เดียงสาของเ้าเลยสักนิด”เสียงของดวงจิตแห่งหยกแว่วมาแต่ไม่กล้าทำอะไรที่เป็การขัดขวางวิธีระบายพิษในร่างกายแค่ยืนเมียงมองคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ
เสี่ยวไป๋ขบปากตั้งสมาธิจดจ่อกับการถ่ายพลังปราณสถิตเข้าไปเพื่อหยุดยั้งการแพร่ของพิษดับชีพจรบริเวณขมับชื้นแฉะเริ่มมีหยาดเหงื่อซึมกลางแผ่นหลังทำให้ชุดคลุมตัวในสีขาวเปียกน้ำเป็วงกว้างความกระดากอายก่อนหน้าจางหายไปหมดเช่นเดียวกับดวงจิตแห่งหยกที่พร่ำบ่นไม่หยุดทั่วทั้งบริเวณเหลือเพียงความเงียบสงัดและสายลมผะแ่ลอยมาจากข้างในถ้ำใต้พิภพ
รอบข้างมีหินผาเต็มไปหมดแสงสว่างที่เห็นมาจากเส้นทางตามลำธารที่ไหลลึกเข้าไปข้างในดังนั้นจึงไม่อาจทราบได้ว่าเป็่เวลากลางวันหรือกลางคืนแสงจากการถ่ายพลังปราณสถิตสว่างจ้าอยู่เป็นานสองนานก่อนจะดับวูบลงดังเก่า
ดวงจิตแห่งหยกจ้องใบหน้าซีดขาวของเสี่ยวไป๋ทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอด้วยความไม่พอใจ หากตนเองมีกายหยาบบางทีอาจจะช่วยได้มากกว่านี้พึงตระหนักเป็ครั้งแรกว่าการเป็ดวงจิตที่คุ้มครองหยกแห่งจันทรานิรันดร์ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร
เพ้ย!นั่นเป็เพราะนางไร้ความสามารถไม่รู้จักใช้สมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ต่างหาก
ตาเฒ่าชุดขาวชี้นิ้วไปทางเสี่ยวไป๋“ส่วนเ้า แน่ใจหรือว่าไม่คิดจะบอกเื่ที่เ้าช่วยนางไว้ให้นางรู้”
เด็กน้อยเช็ดเหงื่อตรงหน้าผากพยักหน้าหงึกหงัก“แค่นี้ยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่นางทำให้ข้า”
“เพ้ย!อย่างน้อยเ้าก็ยังรู้ความ บิดานึกว่าเ้าจะถือโอกาสนี้ตักตวงผลประโยชน์จากนางเสียอีกจงรู้ไว้ว่านอกจากบิดาแล้วผู้อื่นไม่สามารถ่ชิงผลประโยชน์จากนางได้”
เสี่ยวไป๋หันมาคำนับดวงจิต“ข้าทราบแล้ว ขอบคุณผู้าุโที่เมตตา”
คำกล่าวขานว่า‘ผู้าุโ’ ทำให้ดวงจิตพึงพอใจน่าดู จากท่าทีกังขากลับมีรอยยิ้มประดับประดาเต็มดวงหน้า“เช่นนั้นเื่ในวันนี้ข้าจะช่วยปกปิดให้เ้าจำไว้ว่าข้าช่วยเ้าถึงสองครั้งสองครา น้ำใจนี้เรียกว่าเ้าติดนางเช่นกัน”
เสี่ยวไป๋รับคำอย่างว่าง่ายบนใบหน้านอกจากความเหนื่อยล้าเล็กน้อยก็ไม่มีทีท่าว่าจะเป็อะไรอีก กลับกันแม้จะช่วยถ่ายเทพิษบางส่วนออกมาแต่หากนั่นไม่ใช่ยาแก้พิษสุดท้ายก็ทำได้เพียงระงับการกระจายเท่านั้นเกรงว่ามีแต่ต้องรีบตามหาต้นเหอเซียงให้ไวที่สุด
เขานั่งขัดสมาธิตั้งจิตให้มั่นก่อนจะเพ่งสายตาผ่านทุกหย่อมหญ้าลึกเข้าไปในถ้ำมีเมฆหมอกคอยบดบังเอาไว้ทำให้มองไม่เห็นภายในแสดงว่าอาจจะเป็วิชาค่ายกลในตำนานหรือแย่กว่านั้นอาจจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันบางสิ่งบางอย่าง
ทว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเสี่ยวไป๋หว่างคิ้วเริ่มขมวดขึ้นมาก่อนจะคลายออก
“เจอแล้ว”
ลืมตาพรึ่บ!
ความกังวลหายไปจากดวงหน้าแต่เมื่อเหลือบไปเห็นสาวน้อยที่ยังหอบหายใจรวยรินอยู่ด้านข้างแววตากระจ่างใสแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด
ยามนี้นางช่างดูอ่อนแอราวกับเพียงขยี้ปลายนิ้วก็แตกสลายร่างเล็กกระสับกระส่าย
“อา...จารย์”ถึงขั้นละเมอและซุกเข้าหาแหล่งอบอุ่นโดยไม่รู้ตัวเช่นนี้อาการคงหนักน่าดูเสี่ยวไป๋ตัดสินใจทิ้งเื่ทุกอย่างไว้ข้างหลังก่อนจะกระเถิบไปให้นางกอดเอาไว้