นับั้แ่มาอยู่ในร่างของซิ่วอิงก็ราว ๆ หนึ่งเดือนเศษ เขาคอยสังเกตทุกคนในวังว่าเป็อย่างไร การดำเนินชีวิตเป็ไปตามบทบาทในนิยายหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าเป็แบบนั้นจริง เหตุการณ์ที่ถูกระบุเอาไว้ต่างทยอยเกิดขึ้นตามลำดับ
ซิ่วอิงเริ่มใจคอไม่ดีเพราะถ้าหากยังใช้ชีวิตตามต้นฉบับนิยายแบบนี้มีหวังเขาต้องตายจริงแน่ จึงระดมสมองคิดหาวิธีเอาตัวรอดอย่างลับ ๆ มีบ่อยครั้งที่เข้าไปเก็บกวาดในห้องบรรทมของสิงเทียนและมักจะเห็นกองตำราวางอยู่ที่โต๊ะไม้เสมอ
เมื่อไม่มีใครผ่านมาเขาจึงแอบย่องไปเปิดดู ปรากฏว่ามันคือตำราฝึกวิทยายุทธ์ดี ๆ นี่เอง แต่น่าแปลกที่เขากลับอ่านพวกมันออก ตัวหนังสือพิลึกเพ่งมองครู่เดียวก็สามารถเข้าใจความหมายได้ เห็นทีคงจะเป็เพราะพร์จากร่างนี้มากกว่า ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่าน่าค้นหา ตำรามากมายมีเคล็ดวิชาและคาถาอยู่เพียบ แค่อ่านและจดจำไว้ใช้ในยามคับขัน์คงไม่ลงโทษเขาหรอก
วันนี้ก็เป็อีกครั้งแล้วที่ซิ่วอิงย่องมาเปิดตำราอ่าน หลังจากผ่านไปได้ไม่ทันไรสิงเทียนก็เดินกลับเข้ามาในห้อง เ้าตัวรีบปิดหน้าตำราลงและถอยห่างจากโต๊ะไม้ ด้วยความที่กลัวจะถูกจับได้ว่าแอบเปิดอ่าน เขาจึงนำผ้าขาวออกมาสะบัดแสร้งทำเป็ปัดฝุ่นทันที แต่คนไหวพริบดีอย่างสิงเทียนมีหรือจะดูไม่ออก เขากล่าวด้วยสีหน้าขุ่นเคืองทันทีเมื่อเห็นคนรับใช้แสดงพฤติกรรมแปลก ๆ ออกมา
“เ้าทำอะไร ไปยุ่มย่ามกับตำราพวกนั้นทำไม”
ซิ่วอิงเหงื่อแตกเต็มใบหน้ารีบร้อนกล่าว “เอ่อ ข้าน้อยเห็นฝุ่นมันปลิวมาเกาะน่ะขอรับ แต่น่าจะสะอาดแล้วนะ เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวไปทำความสะอาดตรงจุดอื่นต่อก่อนนะขอรับ”
ว่าแล้วก็รีบเดินก้มหน้าผ่านอีกฝ่ายไป คนในห้องหันมองตามอย่างสงสัยแต่มิได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ฝั่งของคนที่เพิ่งกระทำเื่ร้ายแรงได้แต่ใจนชีพจรแทบหยุดเต้น ในตอนที่อีกฝ่ายโผล่มานั้น โชคยังดีที่เขาไหวตัวทันและแสดงละครตบตาได้อย่างแเี หรือต่อให้ไม่เนียนเท่าไหร่แต่มันก็ช่วยชีวิตเขาได้อย่างฉิวเฉียด หากถูกจับได้ว่าแอบใช้มือโสโครกไปเปิดอ่านตำราล้ำค่าล่ะก็ มือคุณูปการคงถูกตัดทิ้งเป็แน่
ซิ่วอิงนั่งว่างในห้อง เขาใช้ชีวิตอย่างเปล่าประโยชน์และไร้ค่าจริง ๆ ขึ้นชื่อว่าตัวประกอบไร้บท นอกจากจะแวะไปทำความสะอาดในตำหนักและดูแลความเป็ระเบียบเรียบร้อยในวังแล้ว ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดให้ทำอีกเลย เขาไม่มีญาติ ไม่มีคนรู้จัก ไม่มีอะไรสักอย่าง เป็ตัวละครที่น่าหดหู่กว่าสิงเทียนเสียอีก กระทั่งชาติกำเนิดหรือแม้แต่จุดเริ่มต้นที่มาอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เขาถูกเก็บมาหรือเปล่านะ หรือเป็คนรู้จักของใครสักคนในวังแห่งนี้
ซิ่วอิงี้เีคิดมากแล้ว จะเป็ใครมาจากไหนก็ช่างมันเถอะ แค่ต้องหาวิธีเอาตัวรอดก็พอแล้ว ขณะนี้เนื้อเื่ในนิยายยังไม่ถึงจุดไคลแม็กซ์ของเื่ ตัวเอกยังไม่กลายเป็ตัวร้าย เพราะเท่าที่เฝ้าสังเกตมาตลอดหลายวันยังเห็นทางนั้นเที่ยวเตร่อยู่เลย อีกอย่างในขณะนี้สิงเทียนเพิ่งมีอายุครบยี่สิบปี ซึ่งแน่นอนว่าเหล่านางเอกก็ยังไม่มา กว่าเื่ราวสำคัญจะดำเนินมาถึงก็อีกตั้งหลายปี แล้วเขาจะทำอย่างไรดีควรจะขัดขวางการพบเจอของพระ-นางในอีกหลายปีข้างหน้านั่นดีไหม หรือจะหาทางเป็คนสนิทของพระเอกดี
สิงเทียนขึ้นชื่อว่าเป็คนฉลาดแต่กลับหูเบาเชื่อคนง่าย หากตัวเขาที่เป็ภารโรงประจำวังกลายเป็คนที่มีความสามารถขึ้นมาและช่วยเหลือเ้านายได้แทบทุกอย่างเหมือนลูกสมุนพวกนั้นล่ะ ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจะถูกใจและรับเขาเป็ลูกน้องอีกคนก็ได้ ดังนั้นโอกาสรอดจากการถูกกระทืบก็จะสูงตาม ซ้ำในภายภาคหน้าอาจมีสิทธิ์ได้ฝึกวิชา เข้าสำนักที่มีชื่อเสียงและศึกษาวรยุทธ์จนเก่งกล้าด้วยก็ได้
เขาตบขาดังป้าบทีหนึ่ง เป้าหมายแรกคือการถวายตัวเป็คนรับใช้ของพระเอกนี่แหละ! งานนี้นอกจากจะรอดตายแล้วยังมีโอกาสที่เขาจะพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าด้วย!
เมื่อคิดแผนการได้แล้วซิ่วอิงก็ไม่รอให้ความตายมาถึง เขามุ่งมั่นที่จะฝึกวิทยายุทธ์อย่างจริงจัง และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเองมากขึ้นไปอีก หากวันนั้นมาถึงแล้วไม่มีทางหนีจริง ๆ เขาก็จะใช้เคล็ดวิชาพวกนี้แหละในการเอาตัวรอด!
ทุกวันที่สิงเทียนออกไปข้างนอก ตัวเขาก็มักจะเที่ยวมาแอบฝึกวิชาอยู่ในห้องบรรทมของอีกฝ่ายตลอด ตำราที่ถูกทิ้งไว้เกลื่อนกลาดนับสิบเล่ม บัดนี้ถูกเขาไล่อ่านจนเกือบหมดแล้ว ไม่รู้เป็เพราะขยันหรือกลัวตายกันแน่ ร่างกายที่หมั่นฝึกฝนเป็ประจำถึงได้ดูเก่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน ถึงขนาดที่ว่าร่ายคาถาให้ผ้าขี้ริ้วเช็ดทำความสะอาดเองได้โดยไม่ต้องเปลืองแรง
ซิ่วอิงดีใจสุดขีดที่ความตั้งใจของเขาสัมฤทธิ์ผล นอกจากจะร่ายคาถาได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ยังรู้จักวิธีกักเก็บพลังิญญาอีกด้วย ยิ่งหมั่นฝึกฝนเท่าไหร่ พลังบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนในกายก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้น ถึงขนาดที่ว่าแทบจะบรรลุขั้นเซียนกันเลยทีเดียว
แต่ในทางกลับกันก็เกิดความคิดหวาดหวั่นขึ้นมา หากทางนั้นรู้เื่เข้าว่าเขาแอบฝึกวิชามันจะเกิดเื่ขึ้นไหมนะ ความเก่งที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแต่มาจากการฉกฉวยเอาความรู้จากตำราของผู้อื่นมาเป็ของตน หากรู้แบบนี้แล้วสิงเทียนจะโมโหขนาดไหน ถ้าจู่ ๆ คนรับใช้กระจอกเกิดมีพลังขึ้นมา คนในวังเองก็ต้องเกิดความสงสัยขึ้นแน่
ดังนั้นเขาจะต้องคิดหาวิธีที่มันดูสมเหตุสมผล เช่นแกล้งไปนั่งทำสมาธิที่หลังเรือน ขอออกไปฝึกวิชาสักสองสามปี หรือไม่ก็ทำเป็ฝึกต่อยตีกับต้นไม้ในวัง ทำแบบนี้แล้วคนที่ผ่านไปมาก็จะไม่เกิดความสงสัยในตัวเขาอย่างแน่นอน แต่การจะขอไปฝึกวิชามันก็กระไรอยู่ ตัวเขาคงหมดสิทธิ์ั้แ่ย่างเท้าเข้ามาเป็คนทำความสะอาดแล้ว ดังนั้นทางเลือกสุดท้ายจึงดูเป็ไปได้มากที่สุด
ซิ่วอิงเดินอารมณ์ดีไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งในวัง ยืนคิดอยู่นานจึงจัดการบุกกระหน่ำต่อยทันที ทำเอาใบไม้แห้งร่วงกองเต็มพื้น
“ย๊าก! นี่แหน่ะ ๆ ตายซะไอ้พวกสารเลว”
ผ่านไปครู่ใหญ่ก็มีเสียงฝีเท้าดังสวบสาบใกล้เข้ามา สิงเทียนยืนเอามือไพล่หลังมองเศษใบไม้ที่ร่วงเต็มลานกว้าง ก่อนจะขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าที่ทั้งเตะทั้งต่อยต้นไม้ ไหนจะบ่นพึมพำคนเดียวอีก
“ทำอะไรของเ้า”
ซิ่วอิงหันขวับ เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนเป็ใครจึงรีบโค้งตัว90องศาทันที “เอ่อ คุณชาย ข้าน้อยอภัยจริง ๆ พอดีว่ากวาดพื้นจนเบื่อแล้ว ก็เลยอยากลองฝึกใช้กำลังบ้างน่ะขอรับ เดี๋ยวใบไม้ที่ร่วงพวกนี้ข้าน้อยจะจัดการทีหลังเองคุณชายไม่ต้องห่วง”
สิงเทียนว่า “กวาดพื้นจนเบื่อ? ฝึกใช้กำลัง? เ้าจะฝึกไปทำไม หน้าที่ของเ้าคือทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยภายในวังของข้า แต่เ้ากลับมาทำอะไรที่ต้นไม้ ทุบตีราวกับคนบ้า เอาแต่พูดจาไร้สาระอยู่คนเดียว”
เขาลอบเงยหน้าขึ้นมามอง ๆ ก่อนจะพบว่าถูกสายตาคู่หนึ่งกำลังทิ่มแทงมาที่ตน ขนอ่อนทั่วตัวลุกเกรียวอย่างพร้อมเพรียงจนต้องก้มหัวลงต่ำกว่าเดิม “เอ่อ ข้าน้อยขออภัยจริง ๆ ขอรับ ไม่คิดว่าการกระทำในครั้งนี้จะทำให้คุณชายไม่พอใจ”
“หึ เ้านี่แปลกคนนัก คราวก่อนก็ะโจากยอดต้นไม้ คราวนี้มาต่อยตีกับต้นไม้ เป็คนทำความสะอาดนี่มันมีเวลาว่างมากรึ”
“เอ๋?”
ซิ่วอิงทำหน้างงพลางขบคิด ะโจากต้นไม้อะไรวะ หรือว่าจะเป็ครั้งนั้น! เขานึกได้ในทันทีคราวก่อนที่ตื่นมาในห้องบรรทม คงเพราะเ้าซิ่วอิงคนก่อนคิดสั้นแล้วะโลงจากต้นไม้แน่ ๆ เพราะแบบนั้นเองสิงเทียนก็เลยถามว่าเขาเจ็บเอวหรือเปล่า ว่าแต่ไอ้หมอนั่นมันจะะโจากต้นไม้ทำไมกัน คิดสั้นฆ่าตัวตายหรืออย่างไร
สิงเทียนเอ่ย “ท่าทางเ้าดูผิดแปลกไปมากนัก สมองได้รับการกระทบกระเทือนหรือไม่ หรือข้าควรให้หมอหลวงมาดูอาการเ้า”
เขารีบปฏิเสธ “ไม่เป็ไรขอรับ ข้าน้อยแข็งแรงดี คงเพราะตกมากระแทกพื้นแรงไปหน่อยนิสัยก็เลยแปลกไปน่ะ แหะ ๆ”
สิงเทียนเห็นท่าทางของเขาแล้วเกิดหงุดหงิดขึ้นมา สะบัดชายเสื้อทีหนึ่งแล้วหันหลังกลับ “ช่างเ้าเถอะ”
เขาเดินจากไปปล่อยให้คนตรงนั้นยืนมองตามแผ่นหลังจนลับสายตา ซิ่วอิงกลับมานั่งคิดนอนคิดทั้งคืน จะทำอย่างไรถึงจะถูกใจพระเอกอย่างสิงเทียนได้ แค่ต่อยกับต้นไม้ยังไม่ถูกใจเลย แล้วนับประสาอะไรกับเสนอตัวเป็ลูกสมุนกัน
ได้แต่นึกแล้วก็สงสัย ทำไมซิ่วอิงคนก่อนมันถึงต้องะโลงจากต้นไม้ด้วย เนื้อหาในนิยายไม่เห็นมีบทไหนพูดถึงเลยนี่นา ตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ก่อนหน้าที่เขาจะตื่นมาในโลกนี้มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือเปล่า คิดแล้วก็ปวดหัวหนึบ เขานึกอะไรไม่ออกหากอยากรู้ความจริงก็แค่ไปถามกับคนที่รู้เื่ซะสิ นั่นคือสิงเทียนอย่างไรล่ะ
เช้าวันต่อมาซิ่วอิงเตรียมถังไม้หนึ่งใบ ผ้าสะอาดหนึ่งผืน หิ้วตรงดิ่งไปยังห้องบรรทมที่ซึ่งเป็แหล่งอันตรายและเสี่ยงภัยอันดับหนึ่งในวังแห่งนี้ วันนี้เขาจะต้องถามให้รู้เื่ว่าก่อนหน้านั้นมันเกิดอะไรขึ้นกับเ้าซิ่วอิงคนเก่ากันแน่!
“ขออภัยขอรับคุณชาย”
สิงเทียนยังคงนั่งอ่านตำราที่ตำแหน่งเดิมและโต๊ะไม้ตัวเดิมไม่เคยเปลี่ยน ซิ่วอิงวางถังน้ำลงที่มุมห้องก่อนจะเอ่ย “คุณชายขอรับ ข้าน้อยมีเื่จะถาม”
สิงเทียนมีสีหน้าทะมึนขึ้นมากล่าวว่า “อะไร”
ซิ่วอิงใจตกไปอยู่ตาตุ่ม เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็พวกไม่ชอบให้ใครมารบกวนเวลาส่วนตัว ยิ่งเป็่ฝึกวิชาหรือท่องตำรายิ่งโมโหง่าย แต่นอกจากเขาจะถามในเวลานี้แล้ว ก็ไม่มี่เวลาไหนที่สิงเทียนจะว่างเลย จึงได้แต่กัดฟันพูดต่อ
“เอ่อ คุณชายก็รู้ว่าข้าน้อยเพิ่งตกต้นไม้มา สติอาจฟั่นเฟือนไปบ้าง ดังนั้นข้าน้อยจึงอยากจ
ะถามคำถามสักสองสามข้อได้หรือไม่ขอรับ”
สิงเทียนปรายตามองเขาทีหนึ่ง ปิดหน้าตำราลงอย่างเบามือก่อนว่า “ได้ ข้าเองก็มีบางอย่างจะถามเ้าเช่นกัน”