ธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง

    4 เรียนรู้...

            บอสหยิบคำภีร์ใบลาน 1 ผูกนั้นแก้ออก แล้วเปิดดูจึงรู้ว่าเป็นภาษาลาวโบราณ


            บอสจึงเริ่มอ่านตั้งแต่บรรทัดแรก… บรรทัดถัดไป เรื่อยๆ จนจบบท และหมดไป 1 แผ่น…


            ‘เอ๋ ทำไมเราถึงอ่านได้หมดหล่ะ แล้วยังเข้าใจความหมายทั้งหมดด้วย เป็นไปได้ยังไงเนี่ยะ…’


            ขณะที่บอสยังคงแปลกใจในความสามารถของตัวเองอยู่ พระอาจารย์ก็ยิ้มอย่างพอใจ แล้วพูดว่า


            “อุบ๊ะ ! ไอ้เด็กนี่ ดี ดีมาก เจ้านี่มันทำให้ข้าประหลาดใจยิ่งนัก… เอ้า อ่านต่อไปให้จบเถิด…”


            บอสก็สามารถอ่านต่อได้จนจบทั้ง 1 ผูกนั้น โดยไม่ติดขัดอะไรเลย


            “จบหมดสิ้นแล้วขอรับ พระอาจารย์…”


            “ดีมาก ไหนเจ้าลองว่ามาซิ คำภีร์ผูกนี้ว่าไว้เยี่ยงไร เจ้าเข้าใจมากน้อย…?”


            พระอาจารย์ถามถึงความเข้าใจ เพราะต้องการรู้ว่าบอสจะตีความได้หรือไม่


            “ข้า คล้ายจักเข้าใจสิ่งที่คำภีร์นี้ต้องการจักบอกขอรับ…”

            

            บอสจึงเริ่มบรรยายความเข้าใจของตนในคำภีร์ผูกนี้ให้พระอาจารย์ฟังอย่างละเอียด พระอาจารย์ก็ฟังอย่างตั้งใจ และพยักหน้าให้เป็นระยะ จนบอสได้อธิบายทั้งหมดจบ


            “ไซ เจ้าเข้าใจได้แจ้งชัดยิ่ง… ยอดเยี่ยมมาก…”


            พระอาจารย์ยิ้มให้และหัวเราะเบาๆ จากนั้นท่านก็ลุกขึ้น แล้วเดินเข้าไปหยิบใบลานที่ว่างเปล่ามา 1 แผ่น พร้อมกับเหล็กจาร (อุปกรณ์ที่ใช้เขียนใบลาน) ออกมา


            “เอ้า… เอานี่ไป ไหนเจ้าลองจารคัดลอกคำภีร์ลงใบลานเปล่านี้ซักแผ่นดูซิ เจ้าทำได้รึไม่…”


            “ขอรับ พระอาจารย์…”


            บอสตอบรับ และเริ่มจารใบลานไปทีละตัวอักษรอย่างสวยงาม แม้แต่เจ้าตัวเองยังแปลกใจว่าตนเองจารออกมาได้อย่างไร ทั้งๆ ที่นี่คือการเขียนภาษาลาวโบราณครั้งแรก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจารใบลานเลย ซึ่งยากมากๆ แต่เขากลับทำทุกอย่างนี้ได้อย่างง่ายดาย เหมือนช่ำชองมาเนิ่นนาน พระอาจารย์ก็ชมชอบเป็นการใหญ่ 


            หลังจากเก็บใบลานทั้งหมดเข้ากุฏิพระอาจารย์แล้ว ท่านก็ได้สั่งให้บอสออกไปเดินดูรอบๆ ให้ลองไปดูชาวบ้านว่าเขาทำอะไรยังไงอยู่ จะได้เรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตของผู้คนที่นี้ไปด้วย


            บอสจึงกราบพระอาจารย์ แล้วก็เดินออกจากกุฏิ มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านที่เคยเดินตามบิณฑบาตไปกับพระอาจารย์เมื่อช่วงเช้า พอเดินไปถึง กลับไม่ค่อยเห็นผู้คนอยู่ที่บ้านกันเหมือนเช่นช่วงเช้าเลย เจอเพียงผู้เฒ่าผู้แก่เท่านั้น บอสจึงเดินเข้าไปไหว้ทักทายและสอบถามว่าผู้คนไปไหนกันหมด จึงได้คำตอบว่าช่วงเวลานี้ทุกคนออกไปทำมาหากินกัน ยายท่านหนึ่งจึงชี้ทางบอก


            “เอ็ง ลองเดินไปทางนี้ ซักชั่วเคี้ยวหมากจืด ก็จักเห็นทุ่งนาอยู่ พวกเขาอยู่กันที่นั้นแล…”


            บอสจึงไหว้ลายายท่านนั้น แล้วก็ตั้งใจเดินไปตามทางที่ว่า ผ่านไป 15 นาทีแล้วก็ยังไม่ถึง เลยเกิดความสงสัย


            ‘เอ๋.. ชั่วเคี้ยวหมากแหลก ประมาณ 15 นาที แล้ว หมากจืด นี่มันจะนานแค่ไหนกันนะ…’


            จนเดินมาเกือบครึ่งชั่วโมง จึงพบทุ่งนาที่ข้าวถูกเกี่ยวไปจนหมดแล้ว ซึ่งเป็นที่ราบกว้างใหญ่ และมองเห็นผู้คนกำลังจัดการกับฟ้อนฟางข้าวที่ตีเสร็จแล้วกันอย่างขะมักเขม้นอยู่ไกลๆ บอสจึงรีบเดินไปหา แล้วไหว้ทักทาย ทุกคนก็ยิ้มแย้มเป็นกันเอง จากนั้นบอสจึงขออาสาช่วยชาวบ้านด้วย โดยขอให้ชาวบ้านช่วยสอนก่อนว่าต้องทำอย่างไร


            จนเวลาล่วงเข้าสู่บ่ายแก่ๆ ขณะที่บอสกำลังช่วยงานอย่างเมามันส์ คุณน้าสาวท่านหนึ่งก็บอกว่าวันนี้ต้องพอก่อน เพราะจะต้องกลับหมู่บ้านเพื่อไปเตรียมหุงหาอาหารสำหรับมื้อค่ำกันแล้ว บอสจึงได้เดินตามพวกเขากลับหมู่บ้านมา และก่อนจะแยกจากทุกคน คุณน้าท่านนั้นได้เดินมาหาแล้วบอกว่า


            “ไซ ประเดี๋ยวเอ็งอย่าเพิ่งกลับหนา เดินตามข้ามาที่บ้านก่อน ข้ามีของจักให้…”


            บอสก็เดินตามคุณน้าท่านนั้นไปโดยดี พอไปถึงบ้าน น้าท่านนั้นก็รีบเข้าไปเอาข้าวเหนียวที่เก็บอยู่ในกระติบบนบ้าน ล้วงข้าวออกมาพอสมควรแล้วปั้นห่อใส่ใบตอง จากนั้นก็หยิบเนื้อย่างอีก 2-3 ชิ้น วางทับด้านบน ก่อนจะห่อแล้วมัดด้วยปอกล้วย แล้วยื่นมาให้บอส


            “เอ้า เอาข้าวนี่ไป เอ็งอยู่กับหลวงพ่อ ท่านมิฉันข้าวเย็นอยู่แล้ว ประเดี๋ยวเอ็งจักหิวเอา…”


            บอสรับมาด้วยความรู้สึกที่ตื้นตัน 


            ‘ผู้คนที่นี่จิตใจดีกันจังเลยแฮะ… ดีจัง…’


            “ขอบน้ำใจท่านน้ามากขอรับ เช่นนั้น ข้าไปแล้วนะขอรับ…”


            บอสกล่าวขอบคุณแล้วก็เดินกลับวัดอย่างสุขใจ หลังกินข้าวที่ได้รับมาเสร็จ วันนี้เขารีบไปอาบน้ำที่แอ่งน้ำข้างเพิงของตนเองอย่างรวดเร็ว ซึ่งระหว่างนั้นก็คิดแปลกใจ


            ‘ก็อยู่ตรงนี้เองนี่นา เมื่อวานทำไมเราถึงมองไม่เห็นนะ…’ 


            หลังอาบน้ำเสร็จก็เดินไปกุฏิพระอาจารย์ต่อทันที


            “วันนี้ เจ้าก็จักมานอนที่กุฏิข้าอีกรึ…?”


            พระอาจารย์ถามแล้วยิ้มที่มุมปาก บอสเลยตอบไปตามจริงว่า


            “ขอรับ ขอข้านอนที่นี่ไปอีกสักระยะหนึ่งนะขอรับ ข้ารู้สึกมิค่อยดีเท่าไหร่ คล้ายจักยังมิค่อยชิน…”


            “เอ้า ก็ตามใจเจ้า ที่นี่ก็มิได้คับแคบอันใด เจ้าก็นอนที่เดิมเถิด…”


            เมื่อพระอาจารย์อนุญาตแล้ว บอสก็รีบกราบแล้วเดินไปยังมุมที่ตนเคยนอนเมื่อวานทันที วันนี้เขาหลับเร็วเป็นพิเศษ คาดเกิดจากความอ่อนเพลียที่ได้ไปช่วยชาวบ้านทำงานมา พระอาจารย์ก็มองดูเขาหลับอย่างเอ็นดู


            เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้บอสตื่นพร้อมพระอาจารย์ ท่านจึงชวนนั่งสมาธิและทำวัตรเช้าด้วยกัน ในช่วงยามสี่ (ประมาณตี 4 ถึง ตี 5) และเตรียมออกบิณฑบาตในช่วงย่ำรุ่ง (หกโมงเช้า)


            ขณะนั่งสมาธิอยู่กับพระอาจารย์ บอสรู้สึกว่าตนเองเห็นแสงสว่างเรืองรองอยู่ตรงหน้า แต่ยิ่งเพ่งเข้าไปใกล้ แสงนั้นก็กลับไกลออกไป ยิ่งพยามตามไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งวิตกและฟุ้งซ่านยิ่งขึ้นเท่านั้น จนเผลอหลุดอุทานออกมาว่า


            “เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไปสิ…!”


            “อย่าหาได้ใส่ใจแสงนั่นนักเลย ปล่อยวางลง ค่อยๆ มองอยู่ห่างๆ ก็พอ…”


            พระอาจารย์พูดลอยๆ ออกมาเหมือนกับรู้ว่าบอสกำลังเจอสถานการณ์อะไรอยู่ บอสจึงรีบทำตาม ค่อยๆ สงบสติอารมณ์และจิตที่ฟุ้งซ่านให้กลับมา และในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้นมาได้


            “สิ่งนี้มันคืออันใดหรือขอรับ พระอาจารย์…”


            พอบอสได้สติจึงรีบถามไปทันที


            “ไม่ต้องเป็นกังวลดอก มันเป็นสิ่งปกติที่จักต้องประสบยามเข้าสมาธิ เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย เช่นนั้น วันนี้ก็พอเท่านี้เถิด มะ มาสวดมนต์ทำวัตรเช้ากับข้า…”


            พระอาจารย์ตอบมาแต่บอสก็หาได้เข้าใจไม่ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ และเริ่มสวดมนต์ทำวัตรเช้าไปพร้อมกับพระอาจารย์ ซึ่งบอสก็ท่องบทสวดได้แค่ไม่กี่บทตามที่เคยท่องมาตอนสมัยสวดมนต์เช้าที่หน้าโรงเรียน ที่เหลือก็พนมมือนั่งฟังพระอาจารย์สวดไปจนจบ


            จากนั้นก็ออกไปตามบิณฑบาตพระอาจารย์ตามปกติ วันนี้มีชาวบ้านหลายคนเริ่มทักทายบอสก่อนอย่างสนิทสนม พระอาจารย์เห็นดังนั้นก็อมยิ้มที่มุมปากอย่างพอใจ 


            หลังกลับมา พอกินมื้อเช้าเสร็จ พระอาจารย์ก็เข้าไปหยิบคำภีร์มาให้บอสอ่านและนั่งคัดลอกลงใบลานใหม่เช่นเดียวกับเมื่อวาน เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้ว จึงจะปล่อยให้บอสออกไปเดินดูวิถีชีวิตของชาวบ้านต่อไป วนอยู่เช่นนี้จนถือเป็นกิจวัตรในแทบทุกวัน


            จนมาถึงค่ำวันหนึ่ง ขณะที่พระอาจารย์กำลังนั่งสมาธิเข้ากรรมฐานอยู่นั้น พลันเอ่ยวาจาขึ้นมาว่า


            “ไซ เจ้ามาอยู่กับข้านานเพียงใดแล้วนะ คุ้นชินกับที่นี่บ้างแล้วหรือยัง…”


            บอสก็แปลกใจ ที่อยู่ๆ วันนี้พระอาจารย์ถามขึ้นมาขณะที่ท่านกำลังเข้ากรรมฐาน เพราะปกติท่านจะไม่พูดสิ่งใดเลยจนกว่าจะออกกรรมฐาน ถึงจะสงสัยเพียงใดแต่เขาก็ตอบกลับไปว่า


            “ล่วงมาจัก 3 เดือนแล้วขอรับ ข้าเริ่มคุ้นเคยกับที่นี่มากแล้ว ผู้คนที่นี่ต่างก็รักและเอ็นดูข้ายิ่งนัก ข้าชอบที่นี่มากขอรับ...”


            “3 เดือนแล้วรึ… เช่นนั้น คงถึงเวลาที่ข้าจักสอนบางสิ่งแก่เจ้าเพิ่มแล้ว… รีบนอนเถิด ช่วงยามสี่ ข้ามีบางอย่างจักสอนเจ้า…”


            พระอาจารย์พูดจบก็กลับเข้าสู่กรรมฐานเช่นเดิม ปล่อยให้บอสงุนงงกับสิ่งที่พระอาจารย์ได้เอ่ยออกมา ซักพักเขาก็เลิกคิด โน้มตัวลงนอนแล้วหลับไปได้โดยเร็ว ช่วงหลังมานี้บอสสามารถฝึกจิตและกดสมาธิได้คล่องขึ้น จึงสามารถควบคุมร่างกายของตนได้เป็นอย่างดี


            พอตื่นนอนขึ้นในยามสี่ ก็พบว่าพระอาจารย์ได้นั่งสมาธิรออยู่แล้ว 


            “เจ้าตื่นแล้วรึ เอ้า เช่นนั้นก็ลุกขึ้นมา นั่งสมาธิตามข้า…”


            บอสก็ลุกนั่งตามพระอาจารย์อย่างงงๆ เพราะปกติท่านจะให้ไปล้างหน้าเพื่อให้สดชื่นก่อนเสมอ


            “ควบคุมจิตใจของเจ้าให้สงบและมีสมาธิ…แล้วรอข้า…”


            พระอาจารย์เอ่ยคำพูดออกมา บอสก็ทำตามทันทีโดยไม่ถามไถ่


            “ไซ เจ้าได้ยินเสียงข้าหรือไม่…”


            “ได้ยินขอรับ พระอาจารย์…”


            บอสรีบตอบสิ่งที่ได้ยินคำถามจากพระอาจารย์


            “มิใช่ ข้าหาได้ให้เจ้าตอบด้วยวาจาไม่ เจ้าจงลืมตาขึ้นมา…”


            บอสลืมตาขึ้น และสงสัยในสิ่งที่พระอาจารย์กำลังพูดอยู่


            “เจ้าเห็นรึไม่ ว่าข้าพูดอะไรกับเจ้า…”


            บอสถึงขั้นตะลึง แสงไต้สว่างพอที่เห็นใบหน้าพระอาจารย์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งปากท่านไม่ได้ขยับแม้แต่น้อยเลย


            “ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่การพูดด้วยวาจา นี่คือการใช้จิต… ข้าจักฝึกสิ่งนี้ให้เจ้า…” 


            ‘อะไรกัน… พระอาจารย์ทำได้ยังไง นี่คือเวทมนตร์เหรอ แล้วเราก็จะทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ นี่มันสุดยอดไปเลย…’


    ---------------------------------------