“แม่หนูถง เจ้าว่ามาซิ ว่าจะจัดการเรื่องวันนี้อย่างไร” ด้วยท่าทางอ่อนน้อมของโม่เสวี่ยหมิ่น ทำให้เหล่าไท่ไท่รู้สึกพึงพอใจ จึงหันกลับมาถามคาดคั้นกับโม่เสวี่ยถงอีกครั้ง
ทางจวนเจิ้นกั๋วโหวยื่นคำขาดมาเป็นครั้งสุดท้าย หากไม่สามารถหาคำอธิบายให้กับพวกเขาได้ภายในเย็นนี้ ก็ช่วยไม่ได้ เรื่องนี้จะต้องเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ อย่างมากพวกเขาก็ส่งเกี้ยวเล็กหลังหนึ่งมารับโม่เสวี่ยฉงเข้าจวนไปเป็นอนุภรรยาเท่านั้น การกระทำเช่นนี้ยังเป็นการส่งเสริมชื่อเสียงอันดีงามให้กับจวนเจิ้นกั๋วโหวได้อีกด้วย
แต่เรื่องนี้กลับสร้างความด่างพร้อยให้กับสกุลโม่ ว่าคุณหนูสกุลโม่ไร้คุณธรรมสำนึก จึงเป็นได้เพียงอนุภรรยา ผู้ที่ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วยก็คือคุณหนูทั้งหมดในสกุลโม่ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่ทำให้เหล่าไท่ไท่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเยี่ยงนี้
ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือจะต้องบีบบังคับให้โม่เสวี่ยถงยอมรับเรื่องนี้ให้ได้ ขอเพียงนางยอมแต่งงาน เจิ้นกั๋วโหวก็ยินดีส่งแม่สื่อเข้ามาเจรจาสู่ขอธิดาภรรยาเอกของสกุลโม่ ก็จะช่วยกลบข่าวที่ไม่ดีต่อชื่อเสียงลงได้
การตัดสินใจของเหล่าไท่ไท่กับเป้าหมายของโม่เสวี่ยหมิ่นเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นเหล่าไท่ไท่จึงพุ่งหัวหอกมาที่โม่เสวี่ยถงโดยเจตนา
โม่เสวี่ยถงยิ้มเยาะในใจ มองดูโม่เสวี่ยหมิ่นที่แสร้งปาดน้ำตาทำตัวดั่งเป็นผู้ถูกใส่ร้าย และหันมามองสีหน้าบึ้งตึงฉายแววดุดันของเหล่าไท่ไท่ ริมฝีปากพลันกระดกยิ้มบางเบา
“ท่านย่ายังจะจัดการอันใดได้อีกหรือเจ้าคะ ชื่อเสียงของน้องสี่ถูกเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อทำลาย ก็ย่อมต้องให้ซื่อจื่อเป็นผู้รับผิดชอบ วันนี้ผู้ที่ชักชวนถงเอ๋อร์กับฉงเอ๋อร์ไปชมดอกเหมยก็คือพี่หญิงใหญ่ และนางก็เป็นคนเปิดม่านรถขึ้น หากกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับจวนโม่ของเราเลย เกรงว่าคงไม่มีใครเชื่อ แต่หากยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยกันจริงๆ ทั้งพี่หญิงใหญ่ ข้าและน้องสี่ล้วนมีส่วนต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งสิ้น ท่านย่าจะทนดูชื่อเสียงของพวกเราทั้งสามคนถูกทำลายพร้อมกันหมดได้หรือเจ้าคะ”
หากเกิดเรื่องกับธิดาทั้งสามของสกุลโม่ ที่ต้องสูญเสียมิใช่เพียงชื่อเสียงของคนแค่สามคน โม่เสวี่ยถงไม่เชื่อว่าเหล่าไท่ไท่จะยอมเอาชื่อเสียงของหลานสาวแท้ๆ ของตนมาเป็นเดิมพัน โม่เสวี่ยเยี่ยนซึ่งอยู่ด้านข้างเริ่มรู้สึกได้ว่าไฟจะลามเผามาถึงตนเองแล้ว จึงเริ่มประคองสีหน้ายิ้มย่องเอาไว้ไม่อยู่ ยื่นมือไปกระตุกแขนเสื้อของเหล่าไท่ไท่เบาๆ
โม่เสวี่ยหมิ่นบันดาลโทสะจนแทบอดใจไม่อยู่ อยากเข้าไปฉีกปากโม่เสวี่ยถงให้ขาดเป็นชิ้นๆ เมื่อเห็นเรื่องราวกลับตาลปัตรย้อนเข้าหาตัว แล้วจะไม่ให้นางแค้นใจจนปากคอสั่นได้อย่างไรเล่า แววตาร้ายกาจสาดพุ่งไปที่โม่เสวี่ยถง แต่กลับเสแสร้งตีสีหน้าคล้ายไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างถึงที่สุดกับเหล่าไท่ไท่
“ท่านย่า หมิ่นเอ๋อร์ย่อมอยากจะรับผิดชอบเรื่องนี้ แต่ความต้องการของจวนเจิ้นกั๋วโหว... หากหมิ่นเอ๋อร์สามารถออกรับโทษแทนได้จริงๆ หมิ่นเอ๋อร์ย่อมยินดีอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
เจิ้นกั๋วโหวแสดงเจตนาต้องการแต่งธิดาภรรยาเอก นางกับโม่เสวี่ยฉงเป็นเพียงบุตรอนุ แม้อยากจะแต่งออกไปเพื่อชดใช้ความผิด แต่จวนเจิ้นกั๋วโหวย่อมไม่ต้องการ
บัดนี้ผู้ที่สามารถออกหน้ารับผิดแทนผู้อื่นได้มีเพียงโม่เสวี่ยถงผู้เดียวเท่านั้น ขอเพียงนางยอมรับปาก ชื่อเสียงของธิดาสกุลโม่ทั้งหมดก็จะไม่ถูกทำลาย ซือหม่าหลิงอวิ๋นจะยอมรับความผิดทั้งหมดเอาไว้เอง ก็แค่บุรุษที่คิดเล่นลูกไม้เล็กๆ กับสตรีที่ตนเองพึงใจ จะมีอะไรเสียหายเล่า ในแคว้นฉินเคร่งครัดยิ่งกับสตรี แต่กลับหละหลวมกับบุรุษ เรื่องพรรค์นี้หากเกิดจากการกระทำของบุรุษก็เรียกว่าเป็นเพียงความเจ้าชู้ แต่หากสตรีเป็นผู้ก่อเรื่องก็จะกลายเป็นความชั่วช้าสามานย์ทันที
คำกล่าวนี้ โม่เสวี่ยหมิ่นบอกมาเป็นนัยว่าให้นางทำเพื่อชื่อเสียงของจวนโม่ วันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องบีบโม่เสวี่ยถงให้ยอมจำนนให้ได้ ถึงไม่ยอมก็ต้องยอม!
เหล่าไท่ไท่เดิมทีก็ไม่ได้รู้สึกดีกับโม่เสวี่ยถงอยู่แล้ว เมื่อเข้าใจความหมายของโม่เสวี่ยหมิ่น ย่อมไม่ลังเลใจ กล่าวกับโม่เสวี่ยถงด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “พี่สาวเจ้ามีความรับผิดชอบ หรือว่าเจ้าไม่มี แม้ว่านางจะกล้ารับว่าเป็นความผิดของตนเอง ยอมใช้ตัวเองไถ่โทษ แล้วเจ้าล่ะ เป็นถึงคุณหนูที่เกิดจากภรรยาเอก ถึงตอนนี้ข้ายังไม่เห็นว่าเจ้าจะแสดงความรับผิดอันใด เจ้าคงคิดว่าผู้อื่นตาบอดกันหมด ไม่เห็นเจตนาชั่วร้ายของเจ้าล่ะสิ”
มือของเหล่าไท่ไท่ตบโต๊ะอย่างแรง มองหน้าโม่เสวี่ยถงอย่างเกรี้ยวกราด “มันเป็นหน้าที่ของเจ้า เจ้าต้องยอมรับ”
เหล่าไท่ไท่ออกปากมาแล้วว่าให้โม่เสวี่ยถงเป็นผู้รับผิดชอบ
ยามนี้นับว่าโม่เสวี่ยถงมองเห็นทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว เหล่าไท่ไท่มิได้มีใจทำเพื่อคนในจวนนี้อย่างแท้จริง วันนี้จึงยอมใจดำบีบบังคับให้ตนเองยอมแต่งให้จวนเจิ้นกั๋วโหว เพื่อปกป้องชื่อเสียงของหลานสาวแท้ๆ ของตนเอง แต่โม่เสวี่ยเยี่ยนสำคัญตนเองสูงเกินไปหรือไม่ เป็นแค่บุตรสาวของพ่อค้าคนหนึ่ง หมายจะแต่งเข้าตระกูลสูงศักดิ์ นิสัยก็น่ารังเกียจ มิหนำซ้ำยังปากเสียและความคิดตื้นเขินเช่นนั้น...
“น้องหญิงถง เรื่องนี้เจ้าสมควรต้องรับผิดชอบมากที่สุด พี่หญิงใหญ่ก็ใจกว้างถึงเพียงนี้แล้ว เจ้าเป็นถึงธิดาภรรยาเอกของจวนโม่ จะยอมตกเป็นขี้ปากของผู้อื่นได้อย่างไร” โม่เสวี่ยเยี่ยนสอดปากเข้ามาแทรก สีหน้าเผยแววเยาะหยัน “เจ้าคงไม่อาจไม่แยแสต่อชื่อเสียงของสตรีคนอื่นๆ ในสกุลโม่กระมัง”
ประโยคหลังสุดต่างหากคือใจความสำคัญที่นางต้องการพูด แต่การเอ่ยถ้อยคำทำนองนี้ในเวลาเช่นนี้ ต้องเป็นคนใจดำพอจึงจะกล่าวออกมาได้
“น้องสามรีบยอมรับผิดกับท่านย่าเถอะ แล้วก็รับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง อย่าทำให้ท่านย่าโมโห ตอนนี้ท่านพ่อไม่อยู่บ้าน พวกเราต้องแสดงความกตัญญูต่อท่านย่า เจ้าจะทำให้ท่านย่าขุ่นเคืองใจแบบนี้ไม่ได้นะ” โม่เสวี่ยหมิ่นยิ่งเติมเชื้อไฟด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ราวกับว่าหากโม่เสวี่ยถงไม่ยอมเอ่ยปากรับผิดชอบเรื่องราวทั้งหมดในวันนี้ นางจะกลายเป็นคนอกตัญญู
“ท่านย่า ไม่ทราบว่าเรื่องนี้ท่านจะให้ข้ารับผิดชอบอย่างไรเจ้าคะ” นางถามเสียงเรียบ สีหน้านิ่งสงบ คล้ายกับเอ่ยถึงเรื่องของผู้อื่น ดวงตายิ่งนิ่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ ใครเห็นย่อมหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
แม้ว่าเหล่าไท่ไท่จะมีบทสรุปภายในใจของตนเองแล้ว แต่เมื่อถูกนางถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ก็รู้สึกปากหนักขึ้นมา ยิ่งถูกโม่เสวี่ยถงจ้องด้วยสายตาใสซื่อบริสุทธิ์เยี่ยงนี้ ชั่วพริบตานั้นก็รู้สึกยากจะเอ่ยปากออกไป เดิมทีคิดจะให้โม่เสวี่ยถงออกปากรับด้วยตนเองว่าจะยอมแต่งให้จวนเจิ้นกั๋วโหว แต่คิดไม่ถึงว่าการเอ่ยถามอย่างเยือกเย็นสงบนิ่งของนาง กลับเป็นการต้อนให้ตนเองไปถึงจุดสำคัญที่น่าลำบากใจ
เมื่อถูกดรุณีน้อยคนหนึ่งถามอย่างตรงไปตรงมา เหล่าไท่ไท่ก็นิ่งอึ้ง นัยน์ตาฉายแววคล้ายจนมุม
เรื่องนี้ผู้คนต่างรู้ว่าผู้ที่ทำชื่อเสียงด่างพร้อยก็คือโม่เสวี่ยฉง แม้ว่าในใจของเหล่าไท่ไท่จะต้องการให้โม่เสวี่ยถงออกรับแทนก็ไม่กล้าเอ่ยออกมาตรงๆ แต่ไหนแต่ไรมีแต่บุตรอนุออกรับโทษแทนบุตรภรรยาเอก มีที่ไหนให้บุตรภรรยาเอกออกรับโทษแทนบุตรอนุ จุดประสงค์เดิมของนางต้องการให้โม่เสวี่ยถงเอ่ยปากออกมาเอง หากนางเป็นคนออกตัว ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าโม่ฮว่าเหวินกลับมาจะโทษว่าเป็นความผิดของนางหรือไม่ แค่จวนฝู่กั๋วกงที่เป็นฐานสนับสนุนของโม่เสวี่ยถงนางก็ไม่กล้าเข้าชนแล้ว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เหล่าไท่ไท่ก็มีท่าทางลังเลใจขึ้นมา ทำท่าจะตีกลองเลิกศาล ใคร่ครวญเงียบๆ ไม่เอ่ยวาจา สายตามองไปที่โม่เสวี่ยหมิ่น
เห็นเหล่าไท่ไท่หยุดไตร่ตรอง โม่เสวี่ยหมิ่นก็นิ่งอยู่ไม่ไหว ลอบมองไปที่ผู้อาวุโสตรงหน้า เห็นนางสีหน้านิ่งไม่ยอมพูดจาก็แอบด่าอยู่ในใจว่าเป็นยายเฒ่าไร้ประโยชน์ นางกับเหล่าไท่ไท่สถานะไม่เหมือนกัน เรื่องวันนี้ ผู้อาวุโสสูงสุดก็คือเหล่าไท่ไท่ ผลที่จะเกิดตามมาหลังจากนี้เหล่าไท่ไท่ย่อมเป็นผู้รับผิดชอบ นางเป็นเพียงแค่คุณหนูที่ยังไม่ออกเรือน จะรู้เรื่องอะไรมากมาย แม้ว่าจะพูดสิ่งใดผิดไป ผู้อื่นก็จะเห็นว่านางยังเป็นผู้น้อยด้อยประสบการณ์ จึงไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมาย
เป้าหมายของนางกับซือหม่าหลิงอวิ๋นในวันนี้คือโม่เสวี่ยถง ต่อมาแผนการเกิดผิดพลาดทำให้กลายเป็นโม่เสวี่ยฉงแทน ใจนางนึกแค้นเคืองที่แผนการล่มไม่เป็นท่า ข่าวลือที่ฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวปล่อยออกไป เอื้อต่อแผนการของนาง ผู้ที่เห็นเรื่องราวตั้งแต่ต้นมีไม่มาก ขอเพียงตนเองกัดโม่เสวี่ยถงไม่ปล่อย แม้ผู้อื่นจะแคลงใจบ้าง… แล้วอย่างไร
นอกจากนี้เพื่อให้โม่เสวี่ยถงแสดงความรับผิดชอบ ตนเองจึงเอ่ยปากยอมรับผิดด้วย แค่นี้ก็ไม่มีใครสงสัยในตัวนางอีกแล้ว เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงดื้อเพ่งไม่ยอมรับจึงกล่าวแนะเสียงเบาอย่างย่ามใจ “หากน้องสามคิดจะรับผิดชอบจริงๆ ก็มีวิธีการอยู่ ขอเพียงแค่ยอมรับว่าคนที่อยู่บนรถคือเจ้า ไม่ใช่น้องสี่แค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว น้องสามเป็นบุตรภรรยาเอก ชื่อเสียงที่ผ่านมาก็ไม่เลว ถึงข่าวลือนี้จะแพร่ออกไป ผู้คนก็จะคิดว่าเป็นเพราะซื่อจื่อความคิดตื้นเขิน แต่น้องสี่ไม่เหมือนกัน นางเป็นบุตรอนุภรรยา คนอื่นจะคิดว่านางอยากขยับฐานะ จึงมีเจตนาวางแผนจับซื่อจื่อ ทำให้ชื่อเสียงของสตรีทั้งสกุลโม่ด่างพร้อยไปด้วย น้องสามคิดว่าอย่างไร?”
โม่เสวี่ยหมิ่นทำท่าใจกว้างชี้แนะให้โม่เสวี่ยถงด้วยความจริงใจ เมื่อชาติก่อนโม่เสวี่ยถงถูกหน้ากากเสแสร้งแกล้งเป็นคนดีแบบนี้หลอกลวง สุดท้ายจึงต้องตายไร้ที่กลบฝัง เจ็บแค้นฝังใจไม่ลืมเลือน
เมื่อหัวใจเจ็บปวด เล็บมือยิ่งจิกแน่นเข้าไปกลางอุ้งมือ ก้มหน้าหลุบตาลงข่มความเคียดแค้นไว้ใต้ก้นบึ้งดวงตา โม่เสวี่ยหมิ่นคิดว่าตนเองเป็นโม่เสวี่ยถงที่โง่งมไม่รู้เรื่องราวเหมือนชาติปางก่อนหรืออย่างไร ให้นางออกรับแทนโม่เสวี่ยฉง ยังบอกอีกว่าชื่อเสียงของนางดีงาม หากตนเองยอมรับ พรุ่งนี้เจิ้นกั๋วโหวก็จะส่งเทียบมาสู่ขอ ทั้งท่านพ่อและจวนลั่วจะพูดอะไรได้อีก
หากชื่อเสียงของนางถูกทำลาย ยังจะแต่งให้ใครได้อีก เจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อยินดีรับผิดชอบ ผู้คนต่างชื่นชมว่าเขาเป็นลูกผู้ชาย เพื่อรักษาชื่อเสียงให้สตรีในห้องหอผู้หนึ่ง จึงยอมแต่งนางเป็นภรรยา แต่ตนเองไม่เพียงแต่ต้องตกเป็นที่ครหาของผู้คน ยังต้องตกเป็นเครื่องมือให้ซือหม่าหลิงอวิ๋นหลอกใช้ หลังจากใช้ประโยชน์จนพอใจแล้วก็ผลักตนเองไปสู่ความตาย นับจากนี้ต่อไปก็ไม่อาจเงยหน้าอ้าปาก ออกมาปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนได้อีกเลย
สตรีที่เสียชื่อเสียงไปแล้ว แม้ว่าจะได้แต่งงานอย่างออกหน้าออกตา ก็ไม่พ้นต้องถูกผู้คนเหยียดหยาม
โม่เสวี่ยหมิ่นช่างวางแผนได้เหนือชั้นยิ่งนัก!
แม้เล็บมือจะจิกเข้ากลางอุ้งมือจนรู้สึกเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดรุนแรงนั้นทำให้ดวงตาที่แดงก่ำกลับมาสดใสเช่นปรกติ
โม่เสวี่ยหมิ่นวางหมากมาเช่นนี้ นางย่อมไม่อาจให้นางสมหวัง คิดแล้วก็เงยหน้าขึ้นทอยิ้มเย็นเยือก จ้องใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของโม่เสวี่ยหมิ่น น้ำเสียงปราศจากความนุ่มนวลอ่อนโยนแม้แต่น้อย
“พี่หญิงจะให้ข้ายอมเสื่อมเสียชื่อเสียง แล้วแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วโหวแต่โดยดีกระนั้นหรือ? จวนเจิ้นกั๋วโหวตกต่ำมานานแล้ว พี่หญิงก็ยังอุตส่าห์เหนื่อยยากคิดแผนการช่วยเหลือ ไม่รู้จริงๆ ว่าซื่อจื่อให้ผลประโยชน์อะไรหนักหนา ถึงทำให้ท่านต้องวางอุบายมากมายถึงเพียงนี้ด้วย แม้แต่ชื่อเสียงของสตรีสกุลโม่ก็ยังใช้เป็นหมากได้ ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าพี่หญิงจะใจใหญ่ถึงเพียงนี้”
เมื่อกระชากโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาได้แล้ว ก็ไม่ต้องแยแสสิ่งใดอีก
“ไม่ทราบว่าพี่หญิงใหญ่เคยคิดหรือไม่ ว่าเมื่อสาดน้ำโสโครกใส่ร่างพี่น้อง ความสกปรกนั้นก็จะติดร่างของตนเองไปด้วย แม้ว่าข้าจะเป็นคุณหนูสามของจวนโม่ แต่ก็เป็นบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกเพียงคนเดียวของท่านพ่อ หากข้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ คุณหนูคนอื่นๆ ของสกุลโม่จะยังมีศักดิ์ศรีหลงเหลืออยู่อีกหรือ ซือหม่าหลิงอวิ๋นทำลายชื่อเสียงของน้องสี่ พี่หญิงไม่คิดติดตามเอาเรื่อง กลับเพียรแต่ให้ข้ายอมรับผิดในสิ่งที่ไม่ได้ทำ ไม่รู้ว่าผู้คนจะคิดว่าพี่หญิงเป็นคนไม่มีคุณธรรม ไร้ยางอายหรือไม่...”
“น้องสาม เจ้ามาว่าข้าแบบนี้ได้อย่างไร...” โม่เสวี่ยถงพลิกสีหน้ากะทันหัน ทำให้โม่เสวี่ยหมิ่นตะลึงพรึงเพริด หลังจากตั้งสติได้แล้ว ก็หมุนกายถลาเข้าไปคุกเข่าที่เท้าของเหล่าไท่ไท่ซึ่งนั่งอยู่บนเตียงเตา หยิบผ้าแพรขึ้นมาปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ท่านย่าช่วยจัดการให้หมิ่นเอ๋อร์ด้วย น้องสามพูดจาเช่นนี้กับหมิ่นเอ๋อร์ได้อย่างไร หมิ่นเอ๋อร์ทำทุกอย่างก็เพื่อนางทั้งสิ้น แล้วไฉนจึงกลายเป็นคนแบบนั้นไปได้ ท่านย่า... หมิ่นเอ๋อร์ถูกกล่าวหาถึงเพียงนี้ ไม่สู้ตายไปเสียดีกว่า”
พูดถึงเท่านี้ก็ดึงชายเสื้อของเหล่าไท่ไท่ ร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง แล้วจู่ๆ ลุกพรวด หมุนตัววิ่งเข้าชนต้นเสาที่อยู่ด้านข้าง
โม่ซิ่วที่อยู่ด้านหลังดึงตัวนางไว้ กอดรัดนางแน่นอย่างเอาเป็นเอาตาย ตะโกนร้องอย่างร้อนใจ “เหล่าไท่ไท่ช่วยด้วยเจ้าค่ะ ช่วยคุณหนูใหญ่ของพวกเราด้วย คุณหนูสาม ท่านพูดแบบนี้กับคุณหนูใหญ่ได้อย่างไร หากนายท่านกลับมาแล้วรู้ว่าคุณหนูสามก่อเรื่องเช่นนี้คงจะโกรธมาก แม้จะแค้นเคืองที่ถูกนายท่านทิ้งไว้ที่เมืองอวิ๋นเฉิงโดยไม่เหลียวแล แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคุณหนูใหญ่ของพวกเราเลย จึงไม่ควรมาระบายอารมณ์กับคุณหนูใหญ่เช่นนี้ สงสารก็แต่คุณหนูใหญ่ที่เห็นแก่ความเป็นพี่น้อง เรื่องวันนี้ก็เพียงแค่อยากเห็นทุกคนปรองดองกัน แต่ไฉนเมื่อคำพูดออกจากปากของคุณหนูสาม คุณหนูใหญ่ของเราจึงกลายเป็นคนแบบนั้นไปได้”