เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    สุสานแรก

    แลเห็นความแน่วแน่ในแววตาของดรุณีน้อยผู้ซึ่งเป็นถึงธิดามาร เย่หยุนซีจึงตัดสินใจพานางออกเดินทางไปด้วยกันในท้ายที่สุด

     

    “นี่ แม่นางน้อย เจ้ารู้หรือเปล่าว่าเรากำลังอยู่ในสุสานเซียนระดับใด” ขณะก้าวเดิน เย่หยุนซีเอ่ยถามด้วยความสงสัย ปัญหานี้ติดตรึงอยู่ในใจของเขานับตั้งแต่เข้ามา ณ ที่แห่งนี้

     

    “เอ๊ะ! พี่ชายไม่รู้งั้นหรือ ที่นี่คือสุสานเซียนระดับสูง ซึ่งเป็นสุสานของเหล่าเซียนสวรรค์” จิ่วซวงตอบกลับตามความจริงที่นางรู้ทุกประการ

     

    เย่หยุนซีถึงกับหยุดชะงักฝีเท้า ดวงตาเบิกกว้าง “หา! มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ข้าเข้ามาทางประตูเซียนบรรพกาลระดับต่ำ ไฉนถึงมันถึงกลายเป็นสุสานเซียนระดับสูงไปได้!!”

     

    “อ่อ หากเป็นเรื่องนั้น พี่ชายไม่ต้องแปลกใจ ประตูเซียนบรรพกาลทั้งหมดถูกท่านจักรพรรดิปีศาจและจักรพรรดิเทพสวรรค์ปรับปรุงขึ้นใหม่ ทำให้มันมีความสามารถในการคัดกรองบุคคลตามพรสวรรค์”

     

    “ถ้ามีพรสวรรค์น้อยก็จะถูกส่งไปที่สุสานเซียนระดับต่ำ หากมีพรสวรรค์พอใช้ก็จะถูกส่งไปสุสานเซียนระดับกลาง ส่วนคนที่มีพรสวรรค์เหนือล้ำเฉกเช่นพวกเราก็จะถูกส่งมาที่สุสานเซียนระดับสูง” จิ่วซวงอธิบายละเอียดโดยไม่บิดพลิ้ว

     

    บุรุษหนุ่มถึงกับคิ้วขมวด “หืม! แล้วปีศาจที่จะสังหารเจ้าล่ะตนนั้นล่ะ เห็นได้ชัดว่าพรสวรรค์ของเขาค่อนข้างธรรมดา ทำไมถึงถูกเคลื่อนย้ายมาที่นี่?”

     

    “แหะๆ ก็อย่างที่พี่ชายรู้ ประตูเซียนบรรพกาลถูกปรับปรุงโดยประมุขของเผ่าปีศาจและประมุขเผ่าเทพสวรรค์ ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่ทั้งสองเผ่าพันธุ์จะได้อภิสิทธิ์มากกว่ามนุษย์”

     

    “หรือจะให้พูดง่ายๆก็คือ เผ่าปีศาจและเผ่าเทพสวรรค์สามารถเข้ามาในสุสานเซียนระดับสูงได้โดยไม่จำเป็นต้องคัดกรองพรสวรรค์ใดๆ” นางกล่าวอธิบายอีกครั้ง

     

    “โอ่ว ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เย่หยุนซีกระจ่าง ถึงแม้จะดูเป็นการเอาเปรียบเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปบ้าง แต่มันก็ฟังดูสมเหตุสมผลและเข้าใจได้ เพราะไม่แปลกเลยที่อีกฝ่ายจะให้ความสำคัญกับเผ่าพันธุ์ของตัวเองมากกว่า

     

    หลังจากสิ้นสุดวาจา! บุรุษหนุ่มกับดรุณีน้อยคนงามก็สาวเท้าก้าวเดินหน้ากันต่อไปท่ามกลางป่าเขียวขจี ในเวลาต่อมา! พวกเขาเลือกที่จะหยุดพักบริเวณโพลงไม้ขนาดใหญ่เนื่องจากท้องฟ้าใกล้จะมืดค่ำ

     

    เมื่อยามราตรีผันผ่าน ทั้งสองก็ออกเดินทางกันอีกครั้ง โดยคราวนี้เร่งความเร็วเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า จนกระทั่งพวกเขาได้พบเจอกับโบราณสถานขนาดมหึมา

     

    “พี่ชาย ท่านช่างเป็นดาวนำโชคเสียจริง นี่คือสุสานเซียนสวรรค์ที่ยังไม่ถูกค้นพบ!” จิ่วซวงกระโดดโลดเต้น ดวงตาทอประกายแสงสดใส

     

    “หืม เจ้ารู้ได้อย่างไร?” บุรุษหนุ่มตั้งคำถาม

     

    จิ่วซวงเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยกมือน้อยๆชี้ไปทางประตูที่มีม่านพลังบางๆกั้น “ถ้าหากมีคนค้นพบมาก่อนแล้ว ม่านพลังตรงหน้าประตูจะหายไป พี่ชาย สุสานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ด้านในจะต้องมีสมบัติเยอะแน่ๆ พวกเราเข้าไปสำรวจกันเลยดีหรือไม่”

     

    “อืม ไปก็ไป แต่ก่อนหน้านั้น เจ้าควรฟื้นฟูพลังให้เต็มที่เสียก่อนเพื่อป้องกันสถานการณ์เลวร้าย” จบคำ เย่หยุนซีพลันหยิบโอสถฟื้นฟูลมปราณจำนวนมากยื่นให้ธิดามารตัวน้อยอย่างฉับไว ส่วนตัวเขาเองก็กลืนโอสถเข้าไปหลายสิบเม็ดและเริ่มฟื้นฟูพลังปราณเช่นเดียวกัน

     

    เมื่อเวลาผันผ่านไป 3 ชั่วยาม ทั้งสองก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พลังปราณในร่างเต็มเปี่ยมอย่างถึงที่สุด

     

    “ไปเถอะ” เย่หยุนซีลุกขึ้นเดินนำเข้าสุสาน โดยมีดรุณีน้อยเดินตามไม่ห่างกาย

     

    หลังจากพวกเขาผ่านประตูหินโบราณบานใหญ่ ม่านพลังบางๆอันตรธานหายไปราวกับไม่เคยมี ภาพทัศนียภาพแปรเปลี่ยนกลายเป็นโถงกว้างๆ ด้านบนเพดานเต็มไปด้วยเปลวเพลิงหลากหลายสีสันต์

     

    “ถึงกับใช้เปลวเพลิงแท้จริงหลายสิบชนิดในการให้แสงสว่าง เซียนสวรรค์ท่านนี้ช่างเป็นคนที่ฟุ่มเฟือยเสียจริงๆ” กวาดสายตามองทุกสรรพสิ่ง เย่หยุนซีบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย

     

    จิ่วซวงที่ยืนอยู่ข้างๆมองเปลวเพลิงแท้จริงด้วยดวงตาเป็นประกาย “พี่ชาย ข้าขอเปลวเพลิงสักชนิดได้หรือเปล่า?”

     

    เย่หยุนซีหันไปมองเด็กสาว “แน่นอน หากเจ้าต้องการพวกเราสามารถแบ่งกันคนละครึ่งก็ย่อมได้”

     

    ดรุณีน้อยส่ายศีรษะอย่างไม่ลังเลใจ “ข้าขอเพียงชนิดเดียวก็พอ เพราะข้าไม่มีความสามารถในการเก็บเกี่ยวเปลวเพลิงมากขนาดนั้น”

     

    “จริงด้วย!!” เย่หยุนซีพยักหน้าโดยเร็วพลัน

     

    อาจเป็นเพราะเขามีตัวช่วยอย่างมิติเก็บของไร้ขีดจำกัดและหอคอยหยินหยาง ดังนั้นจึงหลงลืมไปว่าเปลวเพลิงแท้จริงไม่สามารถกักเก็บในแหวนมิติธรรมดาได้ เนื่องจากมันจะแผดเผาสิ่งของที่อยู่ข้างในจนหมดสิ้น

     

    หากมนุษย์ เทพ หรือปีศาจ คิดจะเก็บเปลวเพลิงแท้จริงโดยไม่ได้หลอมรวม จำเป็นต้องมีภาชนะกันความร้อนระดับเซียนสวรรค์เป็นอย่างต่ำ และจะต้องถือมันเอาไว้ด้านนอกแหวนมิติ ซึ่งอาจจะทำให้ตกเป็นเป้าหมายของเหล่าผู้ฝึกตนที่ต้องการเปลวเพลิงแท้จริงเช่นกัน

     

    “แม่นางน้อย ถ้างั้นเจ้าจะเลือกเปลวเพลิงชนิดไหน?”

     

    “ฮิฮิ ข้าอยากได้เปลวเพลิงคล้ายกับลาวา” นางชี้ไปยังเปลวเพลิงสีแดงฉานที่มีลักษณะคล้ายกับหินหลอมเหลว

     

    “อืมๆ เลือกได้ไม่เลว เปลวเพลิงชนิดนั้นมีคุณสมบัติ 4 อย่างที่คล้ายคลึงกับเส้นลมปราณศักดิ์สิทธิ์ 5 ธาตุของเจ้า” เย่หยุนซียิ้มกล่าว สัญชาตญาณของปีศาจน้อยตนนี้ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ

     

    “ฮิฮิ ถ้างั้นข้าขอไปหลอมรวมก่อนนะพี่ชาย” ผู้เป็นธิดามารเผยรอยยิ้ม จากนั้นเคลื่อนกายไปยังเปลวเพลิงแท้จริงที่นางต้องการ แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด

     

    เนื่องจากเปลวเพลิงรูปแบบลาวาที่เคยนิ่งสงบ จู่ ๆ ก็พลันเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ก่อนจะก่อร่างจนกลายเป็นยักษ์ลาวาระดับมหาจักรพรรดิขั้นที่ 5

     

    แลเห็นภาพเบื้องหน้า จิ่วซวงดวงตาเบิกกว้าง ถอยร่นกลับมาอยู่ด้านข้างเย่หยุนซีอีกครา

     

    “พี่ชาย ดูเหมือนข้าจะสร้างปัญหาให้ท่านเข้าซะแล้ว” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

     

    เย่หยุนซีมิได้โกรธเลยสักนิด “การพยศของเปลวเพลิงเป็นเรื่องปกติ เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดมาก พวกเราสามารถร่วมมือกันเพื่อสยบมันได้”

     

    “อืม ตกลงพี่ชาย”

     

    ทั้งสองพยักหน้าให้กัน ต่อมาหลังจากนั้น เย่หยุนซีพลันส่งธงค่ายกลหยินหยางโอบล้อมทั่วทั้งห้องโถงเอาไว้ พร้อมทั้งใช้ออกด้วยทักษะค่ายกลเสริมพลังระดับ 5 ส่งผลให้พลังทั้งหมดของพวกเขาเพิ่มขึ้นมา 5 เท่า

     

    “พระเจ้า! ท่านถึงกับเป็นผู้ใช้ค่ายกล!!” ดรุณีน้อยคนงามรู้สึกตกใจในความสามารถบุรุษที่นางเรียกว่าพี่ชายอีกครั้ง เขาโตกว่านางเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น แต่กลับประสบความสำเร็จทั้งทางด้านการต่อสู้และด้านค่ายกล นี่ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า!

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต ที่คุณอ่าน