เริ่มต้นฝึกฝนเวทย์
เช้าตรู่ของวันถัดมา แสงจางๆของดวงอาทิตย์เพิ่งเริ่มแตะขอบฟ้าทางตะวันออก ความหนาวที่เริ่มจางหายปลุกให้สรรพสิ่งเริ่มลืมตาตื่น และมาร์โก้ เด็กชายเองก็นอนลืมตาโพลงอยู่บนที่นอนของตัวเองเช่นกัน
เสียงกุกกักจากด้านล่างแสดงว่าแม่ของเขาเองก็คงตื่นขึ้นมาแล้วเช่นกัน มาร์โก้เลื่อนตัวออกจากผ้าห่มอย่างเงียบกริบ อากาศที่อบอุ่นนั้นทำให้พอจะประมาณได้ว่านี่คงเป็่ต้นของฤดูใบไม้ผลิ เพราะฉะนั้นข้างนอกนั่นก็คงไม่หนาวจนเกินไปนัก
เด็กชายสวมกางเกงและคว้าเสื้อแขนยาวสวมทับเสื้อฝ้ายลงไปอีกชั้นก่อนจะเดินลงไปข้างล่าง และเมื่อเขาเดินผ่านโถงกลางห้องแม่ของเขาก็หันมาสบตาด้วยอย่างแปลกใจ
“ตื่นไวจัง มาร์โก้” มารีทัก “แล้วนั่นจะไปข้างนอกเหรอ?”
“ครับ” มาร์โก้ตอบยิ้มๆ “เห็นอากาศดีๆเลยอยากออกไปวิ่งเล่นสักหน่อยน่ะครับ”
“อย่าไปนานนักล่ะลูก”
มาร์โก้พยักหน้ารับคำก่อนจะเปิดประตูออกไปข้างนอก เด็กชายยืดอกสูดลมหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ปอดจนเต็มลึกก่อนจะค่อยๆระบายมันออกมา อากาศเย็นที่ชำแรกเข้าไปในร่างค่อยๆเปลี่ยนเป็ความอบอุ่นที่กระจายไปทั่วตัวและปลุกประสาทััของร่างกายให้ค่อยๆตื่นขึ้นมา
โชคดีที่หมู่บ้านของเขานั้นไม่ค่อยมีอันตรายอะไรทั้งจากเผ่าปิศาจหรือพวกมอนสเตอร์ดุร้าย ดังนั้นแม้จะเป็ในยามเช้าตรู่ที่ยังไม่ค่อยมีใครตื่นขึ้นมานั้นเด็กมนุษย์อายุเพียงสิบขวบปีก็ยังได้รับการอนุญาตให้ออกมาเดินตามลำพังได้อย่าง่ายดาย
มาร์โก้ใช้เวลาราวๆ10นาทีก็เดินทางมาจนถึงบริเวณทุ่งหญ้าที่อยู่ถัดออกมาจากหมู่บ้าน เด็กน้อยสะบัดเนื้อตัวเบาๆก่อนจะะโงอเข่ารัวๆ
‘เอาล่ะ อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ประมาณ80bpm วอร์มร่างกายแค่นี้ก็น่าจะพอล่ะมั้ง’
มาร์โก้ทรุดนั่งลงที่ริมรั้วไม้ก่อนจะเริ่มยกน้ำหนักด้วยดัมเบลที่เป็กระบอกน้ำของบ้านเขาเองบรรจุเต็มด้วยหินกรวดเล็กๆ เด็กชายค่อยๆจับตาดูการทำงานของกล้ามเนื้อไปอย่างระมัดระวังและจบเซตแรกไปที่15ครั้ง
‘น้ำหนักประมาณ5กิโลกรัม ถ้า20ครั้งไม่น่าจะจบที่เซต3ไหวล่ะมั้ง เท่าที่จำได้ไอ้เด็กนี่ก่อนหน้านี้ก็ไม่คิดจะออกกำลังกายเลยด้วย’
เด็กชายค่อยๆเล่นเวทกล้ามเนื้อแขนทีละข้างจนจบฝั่งละ3เซตก่อนจะเริ่มต่อด้วยการลุกนั่งและซิตอัพ เมื่อก่อนเขาเองก็ศึกษาเกี่ยวกับการออกกำลังกายมาอยู่บ้างจึงพอจะรู้ว่าการออกกำลังกายแต่ละท่านั้นต้องคุมจังหวะหายใจอย่างไร เกร็งและผ่อนตอนไหน รวดเร็วและเชื่องช้าตอนไหน ดังนั้นเมื่อการออกกำลังขั้นแรกเสร็จสิ้นเขาก็ต้องพบว่าเหงื่อนั้นซึมไปทั่วทั้งตัวเลยทีเดียว
‘อัตราหัวใจราวๆ120bpm เริ่มออกวิ่งได้แล้วล่ะมั้ง’
ถัดจากจากออกกำลังกล้ามเนื้อก็ต่อด้วยการคาร์ดิโอด้วยการวิ่ง มาร์โก้ไม่รู้ว่านี่เป็วิธีที่ดีที่สุดในการออกกำลังกายหรือไม่ แต่ทั้งหมดที่เขาทำก็แค่ปฏิบัติตามหลักที่ตนเองเชื่อถือ การออกกำลังกายเฉพาะส่วนที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณอย่างการยกเวทนั้นกินพลังงานมาก ร่างกายจึงใช้แหล่งพลังงานที่เรียกใช้ได้รวดเร็วอย่างไกลโคเจนหรือไพรูเวตจากอาหารที่กินเข้าไปล่าสุดมาใช้ก่อน จนกระทั่งการเวทจบลงแล้วเริ่มออกวิ่ง พลังงานที่ร่างกายเหลือให้ดึงมาใช้ก็มีแค่ไขมันที่สะสมไว้ใต้ิัเท่านั้น
และขอบอกเลยว่าร่างของเด็กคนนี้น่ะมีแต่ไขมันล้วนๆ
ถ้าออกวิ่งอย่างเดียวกว่าจะดึงพลังงานจากอาหารมาใช้ได้หมดก็คงอยู่ที่30นาที และหลังจากนั้นถ้าเขา้าที่จะสลายไขมันก็คงเหลือแรงวิ่งต่ออีกไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่ถ้าเขาเริ่มจากการเล่นเวทแล้วล่ะก็ เมื่อเริ่มวิ่งกระบวนการเมตาบอลิซึ่มก็จะยิ่งเสริมให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้มากขึ้นเป็ทวีคูณ
‘เหลือแค่ปรับอาหารแล้วล่ะมั้ง’
มาร์โก้คิดไปเรื่อยเปื่อยขณะที่วิ่งปะทะกับสายลมที่เริ่มอบอุ่นขึ้นตามลำดับ อาจเพราะด้วยความเป็เด็กนั้นทำให้ร่างกายของเขายังคงเต็มไปด้วยพลังงานและพร้อมที่จะปรับตัวอยู่เสมอ ดังนั้นแม้จะตั้งเป้าไว้ที่วิ่งครึ่งชั่วโมงมาร์โก้ก็พบว่าตัวเขาตอนนี้สามารถทำมันได้อย่างสบายๆทีเดียว
หลังจากท้องร้องเป็รอบที่10มาร์โก้ก็ตัดสินใจหยุดวิ่ง เขาค่อยๆผ่อนความเร็วลงและเริ่มหันหลังเดินกลับบ้านเพื่อเป็การคูลดาวน์กล้ามเนื้อไปในตัว ในตอนนี้ที่เขายังไม่รู้ถึงศักยภาพของเวทมนตร์ที่ตัวเองจะทำได้นั้นเขาก็มีเพียงแค่เริ่มฝึกร่างกายนี้ั้แ่ต้นเพื่อให้มันเปลี่ยนมาเป็แต้มต่อให้กับตัวเองได้บ้าง
หลังจากอาบน้ำมาร์โก้ก็นั่งกินข้าวกับครอบครัวอย่างเจริญอาหารจนทั้งโจเซฟและมารีได้แต่แอบสบตากันอย่างแปลกใจ เมื่อครู่ตอนมาร์โก้กลับเข้ามานั้นพวกเขาก็สังเกตได้ว่าเสื้อผ้าของเด็กชายนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อและตัวเขาเองก็มีอาการหอบหายใจเบาๆ
“....ขอถามตรงๆนะลูก” โจเซฟพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้ “เมื่อเช้าลูกไปทำอะไรมากันแน่”
“ก็ออกกำลังกายไปเรื่อยๆน่ะครับ”
“ออกกำลังกาย? เพื่ออะไร?”
“ก็...ให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอะไรงี้ไงครับ”
“พิลึก” โจเซฟเบะปาก “ไปเรียนเวทย์เสริมพลังกายมาไวกว่าตั้งเยอะ”
“ผมยังใช้เวทย์นั่นไม่เป็นี่นา”
“แล้วทำไมต้องไปแต่เช้า”
“ก็แดดตอนเช้าไม่ทำร้ายผิวมาก อากาศก็ไม่ร้อนเกินไปด้วย”
“สรุปคือกลัวผิวดำสินะ”
“...........ครับ………....”
มาร์โก้ตัดจบประโยคไปแค่นั้นก่อนจะยกแก้วนมขึ้นดื่มพร้อมกับประมวลผลข้อมูลใหม่ๆไป ดูเหมือนว่าสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนี้จะไม่มีความคิดว่าเื่ออกกำลังกายนั้นจำเป็เพราะสามารถเสริมศักยภาพด้วยเวทมนตร์แทนได้ แต่เวทมนตร์มันจะเสริมได้ขนาดไหนกันเชียว?
ถ้าเขาอ้วนหนักซัก120กิโลกรัม ต่อให้อัดเวทย์เข้าไปเขาก็คงวิ่งไม่ทันคนทั่วไปอยู่ดีล่ะมั้ง
“พูดถึงเื่เวทย์แล้ว มาร์โก้ เดี๋ยวกินอาหารเสร็จแล้วไปหาท่านฮาลล์ด้วยล่ะ”
“หาท่านฮาลล์” มาร์โก้เลิกคิ้ว “ทำไมเหรอครับ”
“เค้าบอกว่าจะช่วปรับความสามารถพื้นฐานให้กับลูกน่ะ” มารีตอบ “ถึงจะไม่รู้ว่าได้ไปเข้าโรงเรียนเนรุรึเปล่า แต่ภาคเรียนใหม่ก็ใกล้จะเปิดแล้ว ศึกษาพื้นฐานไว้บ้างก็ไม่เสียหาย”
เมื่อเป็เช่นนั้นมาร์โก้ก็เร่งจัดการกับมื้ออาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็วก่อนจะพุ่งออกไปยังโบสถ์ริมหมู่บ้าน และเมื่อเขาก้าวเข้าไปก็พบว่าฮาลล์กำลังรอเขาอยู่แล้ว เอล์ฟชราวางหนังสือในมือลงก่อนจะเรียกมาร์โก้เข้าไปยังห้องส่วนตัว
“โอ้โห”
มาร์โก้อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาเมื่อได้เข้ามายังห้องส่วนตัวของฮาลล์ ด้านในสุดเป็โต๊ะไม้เก่าที่มีกระถางต้นไม้เล็กๆตั้งรับแดดอยู่คู่กับแท่งไม้รูปทรงแปลกๆ ลูกแก้วประหลาดๆสี่ห้าลูกวางเรียงรายอยู่ที่ชั้นวางด้านโต๊ะ และผนังด้านหนึ่งของห้องเป็ชั้นหนังสือที่ตั้งเรียงรายสูงขึ้นไปเกือบ3เมตร บรรยากาศที่โคตรจะแฟนตาซีเบื้องหน้าทำเอาสมองเด็กๆของเขาสั่นระรัวด้วยความตื่นเต้น
“อ่านหนังสือออกรึเปล่า มาร์โก้”
มาร์โก้ไล่สายตาไปตามสันหนังสือที่เป็ตัวอักษรภาษาอังกฤษก่อนจะพยักหน้า “ออกครับ”
“โอเค นั่นจะประหยัดเวลาได้เยอะเลย” ฮาลล์หัวเราะเบาๆ
มาร์โก้ยิ้มร่าก่อนจะจัดชายเสื้อตัวเองเล็กน้อย ในที่สุดการเรียนรู้เวทมนตร์ของเขาก็จะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งเขาแทบไม่สามารถบรรยายได้เลยว่าความตื่นเต้นของเขาในตอนนี้เป็แบบไหน
“ราวๆพันปีก่อน เกิดเหตุการณ์สำคัญคือการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ทูแรน พระองค์เป็บุคคลสำคัญที่จะช่วยก่อตั้งทวีปคารารันขึ้นมาเป็เมืองหลวงของทุกสรรพชีวิต….”
ห๊ะ??
“เอ่อ ขออนุญาตนะครับ” มาร์โก้ขัดขึ้นมาในที่สุด “อันนี้คือเื่อะไรเหรอครับ”
“ประวัติศาสตร์เวทมนตร์ไงล่ะ” ฮาลล์ตอบ
“แต่...ผมนึกว่าเราจะเรียน “เวทมนตร์” กันซะอีก” มาร์โก้เน้นคำ
“ไม่รู้ว่าจะได้ผลรึเปล่า แต่ถ้าเนรุรับเ้าเข้าเรียนล่ะก็เ้ามีเวลาเตรียมตัวเพียง7วันเท่านั้นก่อนที่จะต้องออกเดินทางไปยังเมืองนั้น เวลามีน้อยเกินไป มาร์โก้”
“แล้วทำไมต้องเป็วิชาประวัติศาสตร์ล่ะครับ”
“มนุษย์น่ะสมองดี แม้จะยังด้อยกว่าเอล์ฟหรือเผ่าอื่นๆอีกหลายเผ่า ดังนั้นถ้ามนุษย์คนไหนได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนระดับสูงแล้วล่ะก็ สิ่งที่จะทำให้นายมีคะแนนสู้กับคนอื่นได้ก็มีแต่วิชาท่องจำอย่างประวัติศาสตร์เท่านั้น เพราะไม่มีใครคาดหวังให้เ้าไปหวังเบียดคะแนนเชิงทักษะเวทย์หรือร่างกายกับเด็กๆเผ่าอื่นหรอกนะ”
“ไม่ๆๆๆ” มาร์โก้ส่ายหน้ารัวเร็ว “ช่วยสอนการใช้เวทมนตร์ให้ผมเถอะครับ เื่ประวัติศาสตร์น่ะผมอ่านเอาเองก็ได้”
“........”
ฮาลล์ไม่ตอบทันทีแต่กลับหันมาสบตากับมาร์โก้อย่างจงใจ เห็นดังนั้นมาร์โก้ก็รีบเบะปากและพยายามทำแววตาให้ดูน่ารักน่าสงสารที่สุด รู้ๆกันดีว่าเผ่าเอล์ฟนั้นค่อนข้างใจอ่อนกับเด็กๆอยู่แล้ว ขอแค่อ้อนหน่อยเดียวเท่านั้นแหละ
“....โอเค ก็ได้” ฮาลล์ตกปากรับคำในที่สุด “แต่ข้ามีเงื่อนไขหนึ่งข้อ ถ้าทันทีที่ข้าเห็นว่าเ้าไม่มีพัฒนาการหรือไม่ตั้งใจล่ะก็ ข้าจะให้เ้าเรียนประวัติศาสตร์ต่อโดยไม่มีข้อแม้ทันที”
“ครับ!”
เมื่อเห็นมาร์โก้รับปากอย่างจริงจังฮาลล์ก็ยิ้มบางๆ เขาดันหนังสือในมือกลับเข้าชั้นและดึงเก้าอี้ตัวใหม่มานั่งตรงหน้ามาร์โก้
“เอาล่ะ มาร์โก้ เ้าเข้าใจคำว่าพลังเวทย์ เวทมนตร์ และมานารึไม่”
“ไม่ครับ” มาร์โก้ตอบทันควัน
“มานาคือแหล่งพลังงานบริสุทธิ์ที่อยู่บนโลกใบนี้ เราอาจจะเรียกมันได้อีกอย่างว่ามานาคือภูตแห่งเวทมนตร์ มานากระจายอยู่ทั่วโลกใบนี้ทั่วทุกหย่อมหญ้า เมื่อเ้าทำความเข้าใจกับมานา ทำความเข้าใจกับสรรพสิ่งเ้าก็จะสั่งการให้มานาไปควบคุมสิ่งเ่าั้ได้ตาม้า ส่วนพลังเวทย์คือความสามารถที่ชีวิตหนึ่งๆจะสามารถเข้าถึงมานา ถ้าพลังเวทย์เ้ามาก เ้าก็สามารถควบคุมมานาได้มากขึ้น เวทมนตร์ หรือรูปแบบของมานาที่เรียกใช้งานก็จะทรงพลังมากขึ้นเช่นกัน”
พลังเวทย์คือค่าความต่างศักย์เฉพาะบุคคล มานาคือกระแสไฟแล้วก็เวทมนตร์คือแสงสินะ
มาร์โก้สรุปทุกอย่างในหัวตัวเองแบบให้เข้าใจง่ายๆ
“ขั้นแรก จงรับรู้ถึงมานาในโลกนี้ให้ได้ก่อน ค่อยๆตั้งสติรับรู้มันไป ถ้ารับรู้ได้ลองใช้เวทมนตร์ระดับแรกสุดดู”
“เวทมนตร์ระดับแรกสุดคืออะไรเหรอครับ”
“เวทมนตร์ที่ใช้ออกง่ายๆที่สุด นั่นคือเวทย์รักษา เวทย์เสริมร่างกาย และเวทย์ลม นอกนั้นพวกเวทย์น้ำจะเป็ระดับ2 พวกเวทย์ไฟก็เป็เวทย์ระดับ3 จากเวทย์ทั้งหมด10ระดับ”
ฮาลล์หยุดพูดไปตรงนั้นและหยิบเอาเทียนสีแปลกๆขึ้นมาหนึ่งแท่งและยื่นมือแห้งเหี่ยวไปที่ไส้เทียน เขาพึมพำอะไรอยู่ชั่วครู่เวทย์ไฟก็ถูกใช้ออก ประกายไฟเล็กๆสะบัดขึ้นมาจากกลางอากาศและทำให้เทียนลุกพรึ่บตามขึ้นมา
“ลองใช้การไหลของมานาที่เ้าควบคุมเป็เวทย์ลมเพื่อดับเปลวไฟนี้ดู ห้ามใช้วิธีอื่นอย่างเป่า เอาน้ำราดเพื่อดับมันเด็ดขาดล่ะ ระหว่างนี้ข้าจะไปภาวนาสักหน่อย”
เมื่อเห็นเด็กชายตรงหน้าพยักหน้ารับฮาลล์ก็เปิดประตูออกไปข้างนอก เมื่อปิดประตูลงเขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา บททดสอบในวันนี้นั้นเขาเสียเวลาทั้งคืนเพื่อทำมันออกมา และทั้งหมดก็เพื่อมาร์โก้เท่านั้น
จากมุมมองของฮาลล์นั้น มาร์โก้ที่ได้ยินว่าตัวเองมีค่าพลังเวทย์สูงมากเมื่อวานคงเกิดความกระหยิ่มยิ้มย่องและอาจจะก่อไปสู่นิสัยที่เลวร้ายได้ในอนาคต ฉะนั้นวันนี้คือวันที่เขาจะปราบพยศของเด็กชายลงเสียั้แ่เนิ่นๆ
เทียนที่เขาจุดให้มาร์โก้นั้นตัวเทียนเป็ “ไขมานา” ที่หายากยิ่ง ปริมาณแค่นั้นแต่ก็สามารถจุดไฟได้ต่อเนื่องเป็ปีๆ ยิ่งเป็ไฟจากเวทย์แล้ว การจะดับมันก็ยิ่งยากจนต้องเป็ผู้เชี่ยวชาญระดับหนึ่งถึงจะจัดการมันได้เท่านั้น
‘ถ้ามาร์โก้ไม่มีพร์เขาก็คงไม่สามารถใช้เวทย์ลมได้ และต่อให้ใช้ได้ก็ไม่มีทางที่จะดับเทียนได้ ไม่ว่าทางไหนก็จะเป็การสอนให้เขาละทิฐิอันไม่สมควรได้ทั้งสิ้นอยู่ดี’
ในขณะเดียวกับที่ฮาลล์กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่นอกห้องนั้น มาร์โก้ก็เริ่มที่จะนั่งกุมคางวิเคราะห์ข้อมูลใหม่อย่างเงียบๆ แทบทุกอย่างที่เขารับรู้มานั้นไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการของวิทยาศาสตร์เลยแม้แต่เื่เดียว
มานาคืออะไรฟะ?
ถ้ามันมีตัวตน อย่างน้อยมันก็น่าจะอยู่ในขอบเขตที่เขารู้จัก องค์ประกอบพื้นฐานของโลกนี้ ทั้งดิน หิน น้ำ ลม แสง ล้วนเหมือนกับโลกเก่าทุกอย่าง เวทมนตร์เองก็ควรจะเกิดจากพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน หรือไม่ก็ต้องมีเหตุผลรองรับอันเหมาะสม
อะตอม?
หรือเผลอๆจะลงลึกไปถึงอนุภาคมูลฐานเลยล่ะมั้ง
แล้วจะควบคุมไอ้ของเล็กๆแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะฟะ??
แต่เท่าที่ฟังดูแล้วฮาลล์บอกว่าขั้นแรกนั้นเริ่มจากการตั้งสติใช้พลังเวทย์รับรู้ถึงมานา ถ้านั่นเป็ขั้นแรกที่ใครๆก็ต้องทำล่ะก็ บางทีเขาอาจจะต้องเลิกคิดเล็กคิดน้อยและลงมือััประสบการณ์นี้ด้วยตัวเองซะก่อนเลย
ขนาดเบนจามิน แฟร๊งคลินยังกล้าไปชักว่าวกลางสายฝนทั้งๆที่ยังไม่รู้จักไฟฟ้าดีเลย
เมื่อคิดได้ดังนี้มาร์โก้ก็ลงนั่งสมาธิและเริ่มทำจิตใจให้นิ่ง และอย่างเชื่องช้าเขาก็ต้องอัศจรรย์ใจอย่างสุดขีดเมื่อเขาเริ่มรับรู้ถึงบางอย่างรอบตัว มันแ่เบาราวกับสายลม ราวกับเขาสามารถรับรู้ถึงผ้าไหมแพรที่บางเฉียบกำลังหมุนวนอยู่รอบกายเขาในขณะนี้
มาร์โก้ค่อยๆลืมตาขึ้นมาช้าๆ แม้เบื้องหน้าจะไม่มีอะไรอยู่แต่เขาก็ยังคงััได้ถึงกลุ่มก้อนมานาในห้องนี้ เขาทดลองโบกมือไปมาเบาๆและก็พบว่าพวกมันไม่สามารถััทางผิวกายได้ เมื่อแขนเขากวาดไปถึงพวกมันก็แตกออกก่อนจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พฤติกรรมนั้นเหมือนกับแก๊ส หากแต่ดูราวกับจะมีมวลหรือการกระจายอนุภาคที่แน่นกว่าอากาศอีกขั้นหนึ่ง แต่ก็เล็กและละเอียดกว่าจนกายััไม่รู้สึกเลยแม้แต่น้อย
เมื่อไร้ซึ่งหลักการมาร์โก้ก็ได้แต่ทดลองไปทีละขั้นเท่าที่ตัวเองจะพอนึกออก เขาเสียเวลาอยู่ในนานนักเขาก็เริ่มควบคุมการไหลของมานาขึ้นมาได้บ้าง เพียงแต่มันสะเปะสะปะและยากที่จะควบคุม แต่มาร์โก้ก็เคยพบเหตุการณ์คล้ายๆอย่างนี้มาก่อนแล้วเมื่อครั้งที่ทดสอบพลังเวทย์ เพราะฉะนั้นแล้วรอบนี้มันจึงไม่เป็ปัญหาสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย
สำหรับพวกนี้แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดในการควบคุมทิศทางและความเร็วนั้นย่อมต้องเป็โมเมนตัม แต่การสร้างโมเมนตัมเชิงเส้นขึ้นมาจากศูนย์นั้นค่อนข้างยาก เพราะเขาต้องรับมือกับโมเมนตัมเก่าของมานาทั้งหมดพร้อมๆกัน เขาจึงเริ่มจากการค่อยๆสร้างการหมุนวน มานาเล็กน้อยเพื่อง่ายต่อการควบคุมค่อยๆวนรอบจุดศูนย์กลางตามที่เขาสั่ง และมันก็พาให้เพื่อนๆมันเริ่มหมุนวนราวกับเป็ตาพายุ
มาร์โก้หยุดการควบคุมไว้ที่ตรงนั้นก่อนจะเลียปลายนิ้วและยื่นมันเข้าไปยังใจมานาที่กำลังไหลวน และค้นพบว่ามันมีลมพัดอ่อนๆตามทางการเคลื่อนที่ของมานาที่เขาสร้างขึ้น ถ้าไม่ใช่ว่านี่เป็การที่เหล่าอนุภาคมานามากระทบกับปลายนิ้วของเขาเข้า ก็คงเพราะว่ามันพัดพาเอาโมเลกุลอากาศอื่นๆไปพร้อมๆกับการเคลื่อนที่ของมันด้วยเช่นกัน
ข้อมูลเล็กน้อยไม่อาจทำให้เขาสรุปถึงขนาดหรือปริมาณของพวกมันได้แม้แต่น้อย มาร์โก้จึงเริ่มการทดลองต่อไป ถ้าจำไม่ผิดฮาลล์บอกเอาไว้ว่ามานาพวกนี้นอกจากจะขยับได้ตามที่สั่งแล้ว มันยังสามารถควบคุมสรรพสิ่งให้เป็ไปตาม้าได้อีกด้วย
“จงสร้างลม!”
ผลจากการะโออกมาอย่างไม่คิดทำเอามาร์โก้ถึงกับหน้าแดงแปร๊ด โชคดีแค่ไหนแล้วที่ฮาลล์ไม่ได้อยู่ตรงนี้กับเขาด้วย ดูท่าทางนิสัยเด็กๆตามอายุของเขานี่จะสร้างปัญหาให้เขาไม่น้อยเช่นกัน
มาร์โก้สงบสติลงและลองออกคำสั่งกับมานาอีกครั้งก่อนที่เด็กชายจะขมวดคิ้ว กลุ่มมานาที่เขาควบคุมอยู่นั้นขยับอย่างฉับพลันอย่างไร้ระเบียบก่อนจะหยุดลง เหลือเพียงความเงียบสงัดอีกครั้งหนึ่ง
“เห….”
ไม่ใช่ว่าไร้ผล แต่ไร้ประสิทธิภาพ นั่นคงเป็คำอธิบายที่มาร์โก้เลือกใช้ในตอนนี้ คำสั่งเขาไปถึงมานาแน่ เพราะฉะนั้นพวกมันจึงเคลื่อนไหว แต่ความไร้ระเบียบที่เกิดขึ้นมาร์โก้ก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่เขาก็มีสมมุติฐานเดียวที่คิดออกในตอนนี้
นั่นคือคำสั่งของเขาไร้ระเบียบ
เหมือนกับการที่จู่ๆก็ไปะโสั่งเด็กน้อยสั้นๆแค่ว่าวิ่ง เด็กทั้งกลุ่มก็คงช๊อคบ้าง คนที่ขยับก็จะวิ่งไปคนละทิศคนละทางและหยุดลงเมื่อเห็นความสะเปะสะปะนั้นบ้าง พฤติกรรมนั้นเหมือนกับสิ่งที่มานาทำเมื่อครู่อย่างมีนัยทีเดียว
“งั้น ถ้าลองสั่งให้มันเข้าใจกว่านี้ล่ะ” มาร์โก้เอียงคอก่อนจะเริ่มออกคำสั่งอีกครั้ง “สร้างกระแสอากาศไหลจากซ้ายไปขวา”
รอบนี้มานาเคลื่อนไหวกันอย่างมีระบบทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกลับทำให้มาร์โก้แปลกใจอีกครั้ง ตอนแรกเขาก็นึกว่ามานาจะพุ่งจากฝั่งซ้ายไปขวาอย่างที่เขาสั่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมานาทางขวาแหวกตัวออกเป็ทรงกลม ก่อนที่พวกมันจะรวมตัวกันอย่างหนาแน่นในฝั่งซ้ายสุดและขยับ สายลมวูบหนึ่งก่อกำเนิดขึ้นและสลายหายไป
ว้าว
นี่สินะเวทย์ลม
ว่าแต่ไหงมันพัดแรงแบบนั้นล่ะ สั่งแค่ให้สร้างอากาศไหลเท่านั้นเอง
หลังจากนั้นมาร์โก้จึงทดลองต่ออีกหลายสิบรอบจึงจะได้ข้อสรุป สุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับภาพที่เขาจินตนาการขึ้นในหัว ต่อให้พูดว่าอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าภาพในหัวคิดอีกอย่างมานาก็จะยึดภาพในหัวเป็หลักและรวมตัวกันเพื่อสร้างสิ่งที่ใกล้เคียงกันจินตนาการของเขาให้มากที่สุด
“ก็เห็นปู่ฮาลล์แกพึมพำตอนร่ายเวทย์ไฟนี่หว่า หรือต้องท่องเป็ภาษาอื่น...ไม่สิ อาจจะรูปแบบอื่นไปเลย”
ในขณะที่คิดอยู่เช่นนั้นมาร์โก้ไม่ได้รู้เลยว่าหากฮาลล์มาเห็นสิ่งที่เขาทำเอล์ฟชราคงหยิกตัวเองเป็จ้ำๆเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ฝันไป ในโลกใบนี้นั้นทุกคนก็ท่องบทร่ายเวทย์ซ้ำๆเพื่อสร้างภาพในหัวให้ชัดเจนที่สุด เวทมนตร์จึงจะออกมาประสบผลสำเร็จที่สุด เพราะพวกเขานั้นแทบจะไม่ได้เข้าใจไปถึงองค์ประกอบอันลึกซึ้งของสรรพสิ่งบนโลกใบนี้เลย และไม่เคยพิจารณาพฤติกรรมของพวกมันอย่างจริงจังอีกด้วย
ต่างจากมาร์โก้ ที่โลกเดิมนั้นเขาหัดเรียนเขียนเกี่ยวกับfree body diagramั้แ่ชั้นประถมศึกษา เรียนรู้เื่แรง สสาร พลังงานจนต้องวาดภาพพวกนั้นในหัวซ้ำอย่างชัดเจนมาไม่ต่ำกว่าแสนรอบ ดังนั้นเขาจึงแค่คิดก็สามารถบงการมานาได้ หรือก็คือการใช้ “เวทย์ไร้ร่าย” ที่นับเป็พร์ระดับ100ปีมีหนึ่งคนได้โดยไม่รู้ตัวเช่นนี้
“เอาล่ะ ไหนลองซิ”
มาร์โก้หันขวับไปหาเทียนที่ยังคงลุกไหม้อย่างสงบก่อนจะจินตนาการถึงสายลมทันที มานารอบกายเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียง มันห่อหุ้มและโบกสะบัดมวลอากาศส่วนหนึ่งเข้าใส่เปลวเทียนตามที่มาร์โก้้าอย่างแม่นยำ
แต่เป็มาร์โก้ที่ต้องขมวดคิ้วเพราะเปลวไฟนั้นแค่โบกสะบัดก่อนจะกลับมาตั้งตรงอย่างสงบ มาร์โก้รู้ทันทีว่าสายลมของเขานั้นเบาเกินไปที่จะดับไฟนี้ ดูจากมานาที่ไหลวนรอบไฟนั้นแบบแปลกๆก็อาจจะเพราะปู่นั่นเล่นลูกไม้อะไรกับไฟนี้ไว้ก็ได้
“รวมศูนย์ดูซิ”
มานาเคลื่อนไหวตามที่มาร์โก้้าอีกครั้ง พวกมันก่อตัวกันขึ้นเป็รูปกรวยที่ที่ท่อต่อออกมาชี้ไปยังเปลวเทียน ก่อนที่มาร์โก้จะสั่งให้มานาที่เหลือดันอากาศผ่านทางปากกรวยออกไปตามท่อก้นกรวยทันที
รอบนี้เปลวไฟสะบัดอย่างรุนแรงทว่าก็ยังไม่ดับลง แต่มาร์โก้ก็รู้แล้วว่าเขามาถูกทาง กรวยลมนั้นสร้างขึ้นเพื่อ้าเพิ่มคุณภาพกับกับลมที่ยิงออกมา ต่อไปก็คงลองเน้นไปที่ปริมาณด้วยล่ะนะ
มาร์โก้สร้างกรวยดังเดิมขึ้นมากลางอากาศ แต่รอบนี้ท่อที่ก้นกรวยเขาได้ให้มานาอุดตันเอาไว้ ก่อนที่เขาจะเริ่มลงมืออัดอากาศเข้าไปในกรวยแบบเดิม
‘มานาจะกันอากาศอยู่รึเปล่าฟะ มันเป็สสารกึ่งๆแก๊สซะด้วยสิ’
แผ่นมานาที่ใช้เพื่อดันอากาศนั้นดันเข้าไปได้นิดเดียวก็เริ่มชะลอลงอย่างว่องไว มาร์โก้จึงเริ่มสะสมมานารอบตัวเพื่อเสริมกำลังเข้าไปอีกขั้น ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเหนื่อยเอาการเลยทีเดียว
แต่มาร์โก้ก็ลืมเลือนความเหนื่อยไปจนหมดสิ้นเมื่อพริบตานั้นเขาได้เห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ มานาแผ่นน้อยที่เขาใช้อุดปลายกรวยค่อยๆเปล่งแสงออกมาจนเขาเห็นได้อย่างรางๆ เพียงชั่วพริบตาก่อนที่มันจะทนไม่ไหวและแตกตัวไปในที่สุด
อากาศในกรวยที่อัดอั้นมานานพรั่งพรูออกมาเมื่อเจอทางออก ซึ่งปลายทางของมวลอากาศความหนาแน่นสูงนั้นก็คือเปลวเทียนของฮาลล์นั่นเอง เปลวไฟสะบัดวูบและดับลงในชั่วอึดใจ ส่วนมวลอากาศนั้นยังคงพุ่งต่อและเลยออกไปนอกหน้าต่าง มาร์โก้มองตามยอดหญ้าที่สะบัดเป็ทางไปไกลเกือบๆ10เมตรก่อนจะกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ นี่ถ้าเขาไม่ได้เผื่อไว้โดยการเล็งมุมให้ตรงกับหน่าต่างแต่เป็ผนังห้องล่ะก็ เมื่อครู่นี้นั้นคงสร้างเสียงที่อึกทึกได้พอดูทีเดียว
“ถือว่าโชคดีไปแฮะที่เผื่อไว้” มาร์โก้หัวเราะเบาๆ “แต่ว่า...ยังฝึกไม่หนำใจเลยแฮะ”
มาร์โก้เอียงคอดูไส้เทียนสีดำก่อนจะตัดสินใจจุดไฟขึ้นมาใหม่อีกรอบ แต่แน่นอนว่าในห้องนี้ไม่มีอุปกรณ์อย่างไฟแช๊กหรือไม้ขีดทั้งนั้น แม้แต่หินเหล็กไฟแบบที่มีประจำบ้านก็ยังไม่มี
“เฮอะ ปู่ แค่ร่ายเวทย์ได้ก็ทิ้งเครื่องมืออำนวยความสะดวกเลยเรอะ”
งั้นก็จุดมันขึ้นมาซะก็สิ้นเื่
‘อืมมม...เวทย์ไฟต้องทำยังไงฟะ?’
การเผาไหม้นั้นใช้องค์ประกอบหลักๆอยู่สามอย่างคือ เชื้อเพลิง ความร้อน และออกซิเจน ออกซิเจนนั้นอยู่ในอากาศอยู่แล้ว เชื้อเพลิงก็คงเป็ไฮโดรเจนในอากาศเช่นกัน แต่ที่เขาขาดไปตอนนี้คือความร้อน
ความร้อน
เมื่อความคิดบงการมานาก็เริ่มเคลื่อนไหว เพียงแต่คำสั่งคราวนี้ของมาร์โก้นั้นหยาบเกินไปจนเขาเองก็รู้ตัว มานานั้นขยับเพียงเล็กน้อยแล้วก็หยุดลงจนมาร์โก้ถอนใจเฮือก แบบนี้ก็มีแต่ต้องด้นสดไปทีละอย่างซะแล้ว
“เอาล่ะๆ ความร้อนเป็พลังงานอย่างหนึ่ง ถ้าสร้างความร้อนตรงๆไม่ได้ก็ต้องสร้างพลังงานอื่นก่อนแล้วเปลี่ยนมันเป็พลังงานความร้อนสินะ”
จงสั่น!
เมื่อไม่รู้จะเริ่มจากอะไรดีมาร์โก้จึงตั้งต้นจากสิ่งที่เรียนรู้มาแรกสุดเกี่ยวกับความร้อนในคาบวิชาอุณหพลศาสตร์ นั่นคือความร้อนก่อให้เกิดการสั่นของอนุภาค ดังนั้นถ้าเขาสั่นอนุภาค ความร้อนก็อาจจะเกิดขึ้นมาได้เช่นกัน
“อั่ก!!”
พริบตาหลังจากมานาที่ควบคุมเริ่มสั่นมาร์โก้ก็ต้องรีบหยุดเนื่องจากภายในหัวของเขานั้นปวดแปล๊บ เด็กชายทรุดตัวลงนั่งก่อนจะหอบหายใจออกมาอย่างรุนแรง เหงื่อเม็ดเล็กผุดออกมาทั่วร่าง นิ้วมือทั้งสิบสั่นระริก และภาพเบื้องหน้าเองก็โคลงเคลงและพร่าเลือนจนมาร์โก้แทบล้มลงกระแทกพื้นอยู่รอมร่อ
มาร์โก้หลับตาและสงบสติสูดลมหายใจลึกๆ ผ่านไปราวชั่วน้ำเดือดสภาพทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น มาร์โก้ระบายลมหายใจออกมายาวๆอีกครั้งก่อนจะเริ่มเช็ดเหงื่อตามใบหน้า แม้หัวใจจะเต้นช้าลงทว่ามันยังเต้นแรงกว่าปกติ ทั้งแขนและขาของเขาก็ยังสั่นอยู่เป็ระยะๆ
เกิดอะไรขึ้น?
มาร์โก้กุมคางอยู่สักพักใหญ่ๆก่อนจะหันไปหาชั้นหนังสือด้านข้างและไล่ดูสันปกไปทีละเล่ม เขาเสียเวลาอยู่เล็กน้อยก่อนจะดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกมา หน้ากระดาษเก่าพลิกรัวเร็วสลับหยุดเป็ระยะก่อนที่่เด็กชายจะได้คำตอบ
“พลังเวทย์หมดลงหลังจากการใช้เวทมนตร์เกินกำลัง” เด็กชายไล่นิ้วตามข้อความตรงหน้า “พลังเวทย์นั้นมีขีดจำกัดทั้งในด้านของพลังและระยะเวลา การเรียกใช้มานาที่มากเกินไป รุนแรงเกิน หรือนานเกินไปส่งผลให้พลังเวทย์หมดลงได้ไวกว่าปกติ ผลที่ตามมาหลังจากนั้นคืออาการอ่อนเพลียจนถึงสลบ ในกรณีร้ายแรงคือทำให้พลังเวทย์ลดลงชั่วคราวถึงถาวร...ในสถานเบาการพักผ่อนที่เพียงพอหรือยาบางประเภทก็สามารถทำให้หายได้….”
มาร์โก้กวาดสายตาอ่านอีกรอบก่อนจะเก็บหนังสือเข้าชั้นและนั่งใช้ความคิดอยู่เงียบๆ ความรู้เื่มานาหรือพลังเวทย์นั้นเขามีน้อยจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยประสบการณ์ที่เขาได้รับเมื่อครู่นั้นก็ไม่ได้แปลกใหม่มากนัก เพราะตัวเขาเมื่อครั้งอยู่โลกเก่าก็เจอกับอาการนี้บ้างเป็บางคราวทุกครั้งที่โต้รุ่งนานติดๆกันหลายวัน
‘ถ้าอาการคล้ายจะเป็ลมเมื่อกี๊ ลักษณะของอาการส่วนใหญ่เกิดที่ระบบประสาทสั่งการส่วนกลาง กล้ามเนื้อเหมือนจะหมดแรงแต่ไม่ใช่ เพราะตอนนี้ก็กลับมาเกือบๆปกติแล้วแสดงว่าอาการน่าจะมีต้นตอมาจากสมอง….’
มาร์โก้นั่งไปอีกสักพักก่อนจะส่ายหน้า ข้อมูลเขาน้อยเกินไปจนไม่สามารถสรุปอะไรที่ชี้ชัดออกมาได้แม้แต่น้อย บางทฤษฎีที่ดูใกล้เคียงก็้าการทดลองมาสนับสนุน แต่ในกรณีที่มันเกี่ยวกับสมองแล้วมาร์โก้ก็ไม่อยากลงมืออะไรมั่วๆเหมือนกัน
“งั้นก็ แค่อยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ก็พอสินะ”
ทางเลี่ยงที่ดีที่สุดคือการไม่ใช้พลังเยอะเกินไปอย่างการสั่งให้มานาทั้งหมดสั่นแบบเมื่อครู่ ดังนั้นเขาหันไปใช้วิธีการอื่นก็คงจะพอไหวในยามที่พลังเวทย์เขาร่อยหรอเช่นนี้
การออกแรงเพียงน้อยแต่ให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่มากกว่า ถ้าเขาสร้างมานาขึ้นมาในรูปแบบของเครื่องทุ่นแรงล่ะจะเป็อย่างไร
จานมานาขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นกลางอากาศ มาร์โก้ลองสั่งให้มันหมุนก่อนจะสังเกตพฤติกรรมของมันอย่างระมัดระวัง น่าประหลาดที่แม้จะไม่ได้สร้างแกนหมุนแต่จานมานาที่เขาสร้างก็สามารถหมุนวนได้อย่างง่ายดายโดยไม่เกิดการแกว่งแม้แต่น้อย
เมื่อขั้นแรกผ่านขึ้นต่อไปมาร์โก้ก็เริ่มสร้างเครื่องทุ่นแรง แกนมานาสี่แกนประกอบเข้ากับจานหมุน เด็กชายมองผลงานของตัวเองก่อนจะลองสั่งให้ทั้งระบบหมุนเหมือนเดิมเล็กน้อย และหลังจากนั้นก็เป็การสั่งให้ปลายแกนทั้งสี่นั้นหมุนแทน
ผลลัพธ์ที่ได้ยังคงสร้างความประหลาดใจให้กับมาร์โก้อย่างต่อเนื่อง การสั่งการให้ปลายแกนหมุนนั้นกินพลังน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เป็ที่แน่นอนว่าแิของเขาถูก กฎเื่การทดแรงตั้งฉากกับแขนของแรงนั้นได้ผลดีเป็อย่างยิ่ง
นี่ถ้ามีพลังเวทย์เหลือมากกว่านี้ก็คงสร้างเฟืองทดเสริมไปด้วยแล้ว
พฤติกรรมของมานานั้นช่างน่าสนใจ พวกมันมีสถานะหลักที่เหมือนอยู่ระหว่างแก๊สกับของแข็ง ซึ่งถ้าบอกว่าพลาสม่าที่เป็สถานะที่4คืออยู่ระหว่างแก๊สและของเหลว มานาก็อาจจะนับเป็สสารที่อยู่ในสถานะที่5ได้เหมือนกัน
เอาเป็ว่าตอนนี้อุปกรณ์สร้างความร้อนของเขาพร้อมแล้ว ออกซิเจนก็หาได้จากอากาศ ส่วนเื่ของเชื้อเพลิงนั้นที่ตอนแรกเลือกจะใช้เป็ไฮโดรเจนก็ทำให้เขาลังเลเล็กน้อย เนื่องจากการทดลองเวทย์ลมเมื่อครู่นั้นเขาเหมือนจะได้เห็นแหล่งเชื้อเพลิงอื่นเข้าไปให้แล้ว
นั่นก็คือมานา
การที่เขาเพิ่มความดันให้แก่มานาจนมันเปล่งสเปกตรัมออกมาได้ก็มีค่าพอให้ลอง ขอเพียงก่อปฏิกิริยาออกซิเดชั่นให้มันได้เขาก็น่าจะสร้างเปลวของมันออกมาได้แบบไม่ยากนัก มาร์โก้ชั่งใจอยู่ไม่นานความกระหายใคร่รู้ของเขาก็เป็ฝ่ายชนะ
มาร์โก้สร้างแผ่นมานาขึ้นมาอีกแผ่นเป็เชื้อเพลิง และตั้งแกนหมุนบนจานนั้น รูปแบบนี้ทำเอามาร์โก้ยังขำออกมาอย่างเสียไม่ได้ แม้จะมีเวทมนตร์เจ๋งๆอยู่ในมือ แต่เขากลับต้องมาใช้การจุดไฟแบบยุคหินเสียนี่
เมื่อทุกอย่างพร้อมมาร์โก้ก็เริ่มหมุนแกนจานมานาอย่างระมัดระวัง เขาไม่รู้ว่าอุณหภูมิที่จะต้องสร้างไฟขึ้นมานั้นมากเท่าไหร่ก็จริง แต่หลักสำคัญในการสร้างไฟจากการเสียดสีนั่นคือปริมาณความคงที่อยู่แล้ว แม้พลังเวทย์ที่เหลือน้อยจะไม่เอื้อให้เขาหมุนจานนั่นด้วยความเร็วสูงก็จริง แต่ขอเพียงเขาประคองโมเมนตัมมันเอาไว้เรื่อยๆเขาก็น่าจะสร้างความร้อนให้มานาได้ไม่ยาก
ไม่นานนักมานาก็เริ่มเปล่งแสงออกมาอย่างอ่อนๆ มาร์โก้เห็นดังนั้นก็รีบเพิ่มความเร็วของจานหมุนเข้าไปอีกขั้น ไม่แน่ใจว่าแสงที่เขาเห็นนั้นเป็แค่การเปล่งสเปกตรัมธรรมดาหรือเป็แฟลชพอยต์ของมานากันแน่ แต่ถ้าเป็อย่างหลังนั่นหมายถึงไฟร์พอยต์ของมันก็อยู่ไม่ไกลแล้ว
และในที่สุดมาร์โก้ก็ทำสำเร็จ เปลวไฟสีเขียวเข้มวาบขึ้นมากลางอากาศ เด็กชายรีบใช้แผ่นมานาห่อพวกมันเอาไว้อย่างระมัดระวังและสั่งให้มันวิ่งวนไปรอบห้องเพื่ออัดออกซิเจนเข้าไปก่อนจะนำมานาที่ลุกไหม้ได้ที่จ่อลงไปยังเทียนที่ตั้งรออยู่ และเพียงชั่วอึดใจเปลวไฟก็สะบัดลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง
“น้ำ!”
เมื่อได้คำสั่งมานาก็เริ่มออกโรง ไอน้ำในอากาศมารวมตัวกันก่อนจะกลายเป็ลูกบอลน้ำเล็กๆ แม้จะสร้างเวทมนตร์ที่ฮาลล์บอกว่าเป็ระดับสองได้ในอึดใจแต่มาร์โก้ก็ไม่มีเวลาไปดีใจ เพราะถ้าเขาทำมานาอื่นๆในบรรยากาศติดไฟไปด้วยละก็เขาหยุดมันไม่ได้แน่ๆ
หลังจากขลุกขลักเล็กน้อยมาร์โก้ก็ดับไฟมานานั่นลงได้สำเร็จ เด็กชายทรุดตัวลงนั่งก่อนจะหอบหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ถึงจะพยายามใช้อย่างระมัดระวังแต่พลังเวทย์เขาก็ถูกใช้ไปจนแทบจะหมดสิ้น และนั่นก็ทำให้โลกของเขาหมุนติ้วๆอีกครั้ง
การใช้พลังเวทย์จนหมดติดๆกันดูจะไม่ใช่เื่ตลก รอบแรกนั้นมาร์โก้นั่งพักแค่ไม่นานเขาก็ฟื้นพลังกลับมาได้บ้าง แต่รอบนี้มันดูจะหนักหนากว่านั้น ขนาดนั่งนิ่งๆมาเกือบสิบนาทีแล้วอาการสั่นของกล้ามเนื้อก็ยังคงเหลือให้เห็นอยู่เป็ระยะๆอยู่ดี
วันหลังต้องคุมมานาให้ดีกว่านี้ซะแล้วสิ
มาร์โก้นั่งพักสงบๆอยู่ได้ไม่นานเสียงฝีเท้าจากด้านนอกก็ดังขึ้น และไม่นานประตูไม้ก็เปิดออกพร้อมๆกับฮาลล์ที่เดินเข้ามา เอล์ฟชราเหลือบตามองเด็กชายที่กำลังนั่งหมดแรงอยู่บนพื้นก่อนจะหันไปมองเปลวเทียนที่ลุกไหม้อย่างสงบอยู่บนโต๊ะ รอยยิ้มบางๆก็ก่อตัวขึ้นบนใบหน้าของเขาแทบจะในทันที
“เป็อย่างไรบ้าง มาร์โก้”
“ใช้พลังเวทย์จนหมดเลยครับ” มาร์โก้ตอบตามตรง
“เวทมนตร์น่ะใช้ออกยากกว่าที่เ้าคิด บางคนต้องฝึกเป็เดือนๆเพื่อให้เข้าถึงเวทมนตร์พื้นฐานได้ซักบท บางคนอาจจะใช้เวลามากกว่านั้นหรือน้อยกว่านั้น บทเรียนวันนี้ก็คงบอกเ้าได้เป็อย่างดีแล้วว่าไม่มีอะไรที่เ้าจะได้มาแบบง่ายๆ เวทมนตร์น่ะเป็การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุดหรอก ข้าเองใช้เวลามาแทบทั้งชีวิตยังสามารถใช้ได้เพียงเวทย์ที่เชี่ยวชาญไม่กี่บทเท่านั้นเอง แต่เ้าก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเ้ามีความตั้งใจจริง เพราะฉะนั้นบทเรียนหลังจากนี้จะมีส่วนของการเรียนเวทมนตร์รวมเข้าไปด้วย”
มาร์โก้พยักหน้ารับแบบเงียบๆเพราะเขาแทบจะไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่ฮาลล์พูดเลย ทฤษฎีทั้งหลายตีกันอยู่ในหัวเขาจนยุ่งเหยิงไปหมด เห็นทีกลับไปบ้านหลังจากนี้เขาต้องใช้เวลาเขียนพวกมันลงกระดาษไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมงแน่ๆ
“งั้น วันนี้ผมขอกลับบ้านก่อนนะครับ”
“ได้สิ กลับไปพักก่อนเถอะ”
ฮาลล์มองมาร์โก้ที่โค้งคำนับก่อนจะออกไปด้วยรอยยิ้ม เด็กคนนี้มีมารยาทที่ดีสมกับเป็ลูกมนุษย์จนเขาไม่ต้องเสียเวลาสอน แต่การที่ออกไปทันทีแบบนี้ก็น่าเป็ห่วงเื่จิตใจอยู่บ้าง บางทีความจริงที่เขาเผชิญในวันนี้ก็อาจจะหนักสำหรับเขาไปหน่อย แต่ฮาลล์ก็เชื่อว่านี่เป็บทเรียนที่จำเป็อย่างยิ่งสำหรับเด็กชายคนนี้
เมื่อเห็นเด็กชายเดินออกไปถึงหน้าโบสต์ฮาลล์ก็หันกลับมาหาเทียนบนโต๊ะก่อนจะเริ่มร่ายเวทย์ เขารู้ดีว่าเปลวไฟที่สร้างด้วยเวทย์บนเทียนเล่มนี้จะถูกดับได้ยากกว่าปกติอยู่แล้ว เขาจึงรวบรวบรวมมานาอยู่หลายวินาทีก่อนจะสร้างเวทย์ลมพัดเข้าใส่เปลวเทียน ก่อนจะชะงัก
ไม่ดับ?
คิ้วของเอล์ฟชราขมวดเบาๆ หรือเพราะตอนสร้างเวทย์ไฟเขาจะเผลออัดพลังเวทย์มากกว่าปกติไป
หลังจากนั้นหลายนาทีฮาลล์ก็ดับเปลวไฟบนเทียนลงได้สำเร็จพร้อมกับหอบออกมาเบาๆ กว่าที่เขาจะดับมันได้ก็ต้องลงแรงใช้เวทย์ลมขั้นสูงที่เรียกสายลมต่อเนื่องถึงจะดับไฟลงได้ ซึ่งเื่แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
‘หรือว่า...เวทย์ไฟเราจะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น?’
ฮาลล์ควบคุมตัวเองได้ไม่กี่วินาทีก่อนที่จะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้นเมื่อพบว่าเวทมนตร์ของตนเองนั้นพัฒนาขึ้น (?) ทำเอามาร์โก้ที่เดินห่างออกไปยังได้ยินจนต้องขมวดคิ้วเบาๆ
"อะไรของลุงเค้าฟะ จู่ๆก็หัวเราะซะงั้น"
ในขณะเดียวกันนั้นเอง มิติว่างเปล่าสีขาวโพลนเองก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ พระเ้าจากดาวลิซาเลี่ยนตบเข่าตัวเองพร้อมกับหัวเราะออกมาดังลั่น
"มิน่าล่ะท่านถึงไม่ได้ให้พรแก่มนุษย์ผู้นี้ และท่านถึงพยายามจับตาดูเค้า ที่แท้ท่านไม่ได้กลัวเค้าทำพลาด แต่กลัวว่าเค้าจะทำเกินไปสินะ ฮ่าฮ่าฮ่า!"
พระเ้ายิ้มบางๆโดยไม่ละสายตาจากภาพตรงหน้า เด็กชายตัวน้อยที่กำลังเดินทอดน่องอยู่กลางหมู่บ้านนั้นเหมือนจะไร้พิษสง แต่สำหรับเขาที่เฝ้าดูเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่นั้นรู้ดีว่าจะประมาทเด็กคนนี้ไม่ได้แม้แต่น้อย
"ทำได้ถึงขนาดนี้ยังจะมาโมโหที่ข้าไม่ให้พรอีกนะ"พระเ้าหัวเราะเบาๆ"วันแรกก็ทำได้ขนาดนี้แล้ว ข้าไม่อยากคิดเลยว่าหลังจากนี้เ้าจะไปได้ถึงไหน คิระ มาโกโตะ"
จบลงไปแล้วนะครับกับบทที่4 การก้าวเข้ามาสู่โลกของเวทมนตร์อย่างเต็มตัวเป็ครั้งแรกของมาร์โก้ เป็ยังไงกันบ้างครับ ถูกใจกันรึเปล่า
บางคนอาจจะจินตนาการไว้ว่าเวทมนตร์มันต้องทรงพลังสุดๆ ตวัดมือ ตู้ม ได้พายุ เรียกสายฟ้า ะโข้ามมิติ บลาบลาบลา เมื่อก่อนผมก็คิดแบบนั้นแหละครับ แต่พอมาลงรายละเอียดจริงๆแล้วผมก็อดคิดไม่ได้ว่า เวทย์แบบนั้นมันเป็ไปได้จริงเหรอ (ต่อให้เป็ในโลกแฟนตาซีก็เถอะ) แล้วเรียกพายุทีนึงนี่ยังไงก็ต้องส่งผลกระทบต่อความกดอากาศวงกว้างแบบกว้างสุดๆเชียวนะ แล้วเื่สายฟ้างี้ เราจะตอบเื่ความต่างศักย์ยังไงดี
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะบอกก็คือ เวทย์ที่จะปรากฏในเื่นี้อาจจะไม่ได้อลังการแบบเื่ราวแฟนตาซีอื่นๆนะครับ บางเวทย์ก็อาจจะอลังการกว่าหน่อย บางเวทย์ก็อาจจะง่อยๆไปเลยก็ได้ แต่ขอให้เข้าใจไว้ว่ายังไงซะ เื่นี้มันก็แฟนตาซีจริงๆนะครับ (หัวเราะ)
เอาล่ะ สุดท้ายนี้จะเป็การอธิบายเพิ่มเติมจากเนื้อเื่ในตอนนะครับ ่การใช้เวทย์ของมาร์โก้ที่หลายๆคนอาจจะนึกภาพไม่ออก (ขออภัยในการบรรยายที่หยาบแสนหยาบของกระผมมา ณ ที่นี้ครับ) ฉะนั้นก็ เชิญชมได้เลยครับ
เริ่มจากการใช้เวทย์ลมแบบง่ายสุด นั่นคือสร้างการหมุนวนของมานารอบตัวเพื่อสร้างกระแสลมแบบหมุน ก็จะได้สายลมอ่อนๆในระดับที่พอจะคลายร้อนครับ ระดับสูงขึ้นมาก็คุมมานาเป็สายเพื่อใช้เคลื่อนที่สิ่งของขนาดไม่ใหญ่มากได้ด้วย เด็กฝึกหัดที่เริ่มสร้างแผ่นมานาได้แล้วก็จะเริ่มใช้เวทย์ลมแบบรูปทางขวาก็คือพัดมันซะดื้อๆ ลมที่ได้ก็จะแรงขึ้นมาหน่อย แต่ก็เป็ลมที่กระจายกว้างเกินจนใช้โจมตีไม่ได้เื่เลยล่ะครับ แต่ใช้ต้านการโจมตีของอาวุธบินได้นิดหน่อย
ดังนั้นการสร้างเวทย์ลมที่จะพัดแรงขึ้นก็จะแบบรูปขวาบนที่มาร์โก้ใช้ สร้างเปลือกมานาทรงกลมห่ออากาศไว้แล้วพาเคลื่อนที่ไปด้วยกัน ในนักเวทย์อื่นๆก็จะสร้างเปลือกมานามาห่ออากาศเอาไว้แล้ว"บีบ"เปลือกนั้นเพื่อไล่อากาศออกมา (บนซ้าย) แต่วิธีนี้จะไม่ได้ผลที่ดีเท่าไหร่นักเพราะความดันอากาศจะต้านกันอย่างสับสนเกินไปจนลมที่ได้ไม่มีคุณภาพนัก และเปลือกพลังเวทย์ในการบีบจากทุกทิศทุกทางพร้อมกันมากเกินไปด้วย (ล่างซ้าย) มาร์โก้จึงเลือกใช้วิธีทางรูปล่างขวา คือสร้างเป็กรวย มีท่อต่อเพื่อเล็งและใช้แผ่นมานาอีกแผ่นบีบไล่ลมเข้าไปแทน
ส่วนรูปสุดท้ายนี้เป็การจุดไฟของมาร์โก้ครับ เอาจริงๆวิธีจุดไฟที่ง่ายกว่านี้ก็มีครับ แต่มันเปลืองพลังเวทย์เกินไป (ก็เวทย์ระดับ3นี่นะ) มาร์โก้ในตอนนั้นเองก็แทบไม่เหลือพลังเวทย์อยู่แล้วด้วยก็เลยต้องใช้วิธีที่มันยุ่งยากแบบนี้
โอเคครับ ท้ายตอนคุยเยอะไปซะแล้ว ใครมีคำถามอะไรก็คอมเม้นต์มาได้เลยนะครับ อยากถกเถียง (ฮ่าา)
เจอกันตอนหน้าครับ