หลังหมดเวลาพักผ่อน สองชีวิตจึงออกเดินทางแน่นอนว่าระหว่างทางยังต้องผ่านหน้าผาชันอีกหลายจุดส่งผลให้หญิงสาวยังคงระแวดระวังภัยอยู่เช่นเดิมยิ่งใกล้หมู่บ้านด่านท่าเท่าไหร่หนทางยิ่งเสียหายหนัก ทั้งก้อนหินน้อยใหญ่และไม้ยืนต้นหักล้มระเนระนาด
นาตาลีเห็นแล้วอดจิตนาการไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้พังพินาศขนาดนี้
หรือว่าที่นี่มีสัตว์ประหลาด
พลันลอบถอนใจเบาๆก่อนยิ้มแหยให้กับความไร้สาระของตน
ไม่ได้หลงมาเมืองอัศจรรย์สักหน่อย
พลางเหลือบมองแผ่นหลังกว้างของคนตรงหน้าอย่างชั่งใจเธอแอบถามบรรดาสาวแก่แม่ม่ายที่หมู่บ้านเกี่ยวกับตัวเขาตอนแรกเห็นทำท่าตกตื่นกันใหญ่ แต่สุดท้ายกลับแย่งกันตอบซะฟังแทบไม่ทัน สรุปแล้วนิยมชมชอบอย่างกับเป็เ้าชายมาโปรด
ฮึ! พ่อนักสังคมสงเคราะห์รูปหล่อ
“เรายังไปต่อได้อีกไหม เนล” เป็ครั้งแรกที่เธอเอ่ยชื่อของเขาอย่างเป็มิตรเรียกสายตาคาดไม่ถึงจากอีกฝ่ายได้ทันที
นาตาลีเลิกคิ้วอย่างงงๆ “ทำไมล่ะฉันถามคำถามโง่ๆ หรือไง”
“ไม่หรอกแค่จะบอกว่าข้างหน้าเส้นทางน่าจะเสียหายกว่านี้ คงต้องทิ้งรถไว้ที่นี่แล้วใช้ม้าแทน” คนฟังฉีกยิ้มกระจ่าง เพราะเขาเคยพูดว่าถ้าต้องทิ้งอะไรไว้ที่นี่สิ่งแรกก็คือ ‘เธอ’
แต่ตอนนี้เขา ‘คงไม่คิดทิ้งกัน’
ชายหนุ่มย่นคิ้วเข้ม “ทำไมข้าตอบแบบโง่ๆ หรือไง” ถูกย้อนเข้าบ้างถึงกับได้แจกค้อนอันใหญ่
หน้าตาก็ดี แต่กวนเหลือรับประทาน
“เปล่า แค่จะบอกว่า..เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”คนฟังส่ายหน้า
พิลึกคน!
ทั้งสองช่วยกันนำของออกจากรถขึ้นไว้บนหลังม้าม้าคนละตัวกับสัมภาระเต็มเอียด มันค่อนข้างทุลักทุเลไม่น้อย แต่สำหรับนาตาลีเหมือนได้ผจญภัยน่าตื่นเต้นครั้งยิ่งใหญ่ช่างท้าทายและไม่รู้สึกน่ากลัว
นั่นสิ ทำไม
“ระวัง!” เสียงชายหนุ่มะโต้นไม้รับน้ำหนักก้อนหินใหญ่ไม่ไหวหักครืนลงมาตามทางลาด ส่วนก้อนย่อยๆ ก็ไม่น้อยหน้ากันต่างทิ้งตัวตามไม่ยั้ง
ม้าของหญิงสาวผวาตื่นจนบังคับไม่อยู่อย่าว่าแต่ม้าเลย..ขนาดตัวเธอเองยังควบคุมสติได้ยากเย็น ก็รถราที่บ้านไม่เคยพยศอย่างนี้นี่นาแถมประสบการณ์ตรงเื่ขี่ม้าก็น้อยนิด มีปัญหาอะไรครูฝึกจัดการได้หมด
แล้วนี่..จะยังไงล่ะ!
ชายหนุ่มรีบควบตามอย่างสุดกำลัง พยายามควบม้าไล่คู่เข้าไปให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้
“โดดมา! ข้ารับเอง”
“ไม่!”
“ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่นี่ มาเร็ว!”
เธออยากจะเข้าใจตามนั้น แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด! เพราะแค่นี้ก็สั่นเกรงจนทำอะไรไม่ถูกแล้วจะให้ดีดตัวออกไปหาเนี่ยนะ แต่ในเมื่อไม่เห็นทางไหนดี นอกจาก..
เอาล่ะ! เป็ไงเป็กัน!
หญิงสาวรับรู้ถึงนาทีแห่งความตายว่ามันอยู่ใกล้แค่เอื้อมนี่เอง
ไม่รู้ทำไมถึงเชื่อเขาเพียงแค่เห็นฝ่ามือใหญ่ยื่นมา เธอก็วางใจจนกล้าทำอย่างนั้นได้
ไม่รู้เลยว่าถูกดึงตัวไปตอนไหน
ไม่รู้ว่าหน้าเล็กๆ ของเธอไปซุกกับอะไรั้แ่เมื่อไหร่
รู้แต่ว่า..กอดเอาไว้แน่นทีเดียว
“ปลอดภัยแล้ว” เสียงกระซิบข้างหูทำคนหลับตาปี๋เบิกโพลงผลคือได้ััลมหายใจอุ่นๆ ของคนตรงหน้า แล้วไอ้ที่เต้นโครมครามในอกยิ่งกว่าเดิมตอนนี้คืออะไร
เนิ่นนานกว่าจะถอนสายตาจากกัน ไม่รู้แล้วว่าตอนนี้ ‘รู้สึกอย่างไร’กันแน่
“เอ่อ..ฉันยังไม่ตาย”
“ไม่”
“แล้ว...” เธอหันมองซ้ายขวาให้เขาคาดเดาว่า
“เท้าไม่ติดพื้น เลยคิดว่าตาย”
“ก็..ใช่..ฉันแค่อยากดูว่า..ทุกอย่างโอเคหรือเปล่า”
“โอเค” เขาทวนคำนั้นด้วยเสียงเรียบปนสงสัย แต่เธอไม่ทันได้สนใจ
“ถ้าโอเคก็ดี ฉันจะได้ลง” กระทั่งได้เห็นคิ้วยุ่งๆของเขานั่นแหละ
เฮ้อ!จะรู้จักไหมนะ..โอเค..น่ะ
“คือออออ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี ฉันก็จะลงแล้วค่ะ” เขาไม่ได้เปิดปากพูดคำใดอีกคิ้วเข้มพลันขมวดมุ่นกว่าเดิม กระทั่งมือหนาตวัดยังบ่าข้างขวาของตัวเองแล้วปรากฏให้เห็นเืสีแดงสดเปียกโชกเต็มมือ
“ตายล่ะ! โดนอะไรมาเนี่ย” คนไม่โดนใเสียยิ่งกว่าพลันถลาลงหากล่องยาให้วุ่น
“สงสัยกิ่งไม้”
“นั่งเฉยๆ นะ เดี๋ยวะเืแผล”
“แค่เฉี่ยว”
“เืนองอย่างนั้นเรียกว่าเฉี่ยวเรอะ ฉันว่าคุณอย่าเพิ่งพูดอะไรดีกว่า” พยาบาลจำเป็เริ่มออกคำสั่ง และปฏิบัติการทันทีที่ได้สิ่งที่้า
“โอ๊ะ! เบาหน่อย”
“อะไรกันแค่นี้ต้องร้องโอดโอยด้วย เป็ลูกผู้ชายแท้ๆ อดทนหน่อยสิ!” คนฟังถึงกับผงะ นึกหงุดหงิดที่ถูกสอนเหมือนเด็กเล็ก ทั้งที่ฐานะอย่างเขา ‘ใครก็ไม่ควร’
“อย่างนั้นก็รีบๆ เข้า”
“ใกล้เสร็จแล้วน่าบอกให้นั่งเฉยๆ ไง หันไปหันมาอย่างเนี่ย เดี๋ยวก็ยิ่งเจ็บใหญ่”
“เจ็บเพราะเ้ามือหนักมากกว่า”
“ถ้าฉันมือหนักก็ไม่มีใครมือเบาไปกว่านี้แล้ว เพราะแถวนี้มีฉันคนเดียวที่ช่วยคุณได้” คนถือแต้มต่อฉีกยิ้มระรื่น ส่วนอีกคนตีหน้าเฉย คร้านจะต่อปากต่อคำด้วย
ม้าเพียงหนึ่งตัวกับสัมภาระส่วนหนึ่งและคนอีกสองชีวิตความยากลำบากเพิ่มขึ้นเป็ลำดับ หญิงสาวบอกให้ชายหนุ่มนั่งบนหลังม้าด้วยเหตุผลที่ว่า‘คนเจ็บ’ควรได้รับการดูแล แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่อีกฝ่ายรับได้
“เชื่อฉันเถอะไม่เสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชายหรอก”
ชายหนุ่มยืดตัวตรงอย่างทระนงหน้าที่และภาระอันยิ่งใหญ่หล่อหลอมให้ชีวิตหนึ่งเป็คนที่แข็งแกร่งและอดทนต่อทุกสถานการณ์เื่หนักหนากว่านี้หลายเท่ายังผ่านมาได้ง่ายดาย
“ข้าไหว เ้านั่นล่ะขึ้นไป” เธอนิ่วหน้า
“ถ้าคุณไม่ขึ้นฉันก็ไม่ขึ้น เดินไปด้วยกันนี่ล่ะ ไหนๆ เราก็มาด้วยกันแล้วถ้าจะลำบากก็ลำบากด้วยกัน” คำพูดของเธอสะกิดให้คนฟังนึกถึงเพื่อนรักทั้งสามเพื่อนที่เป็ยิ่งกว่าเพื่อน..ร่วมคิดร่วมทำในหลายสิ่งยอมลำบากด้วยกันโดยไม่มีใครทิ้งใคร แม้วันเวลาผ่านเลยหากภาพความทรงจำแสนประทับใจยังคงอยู่
ท่านแม่รักต้นไม้ดอกไม้ในสวนน้ำพุแค่ไหน ยังจำได้ดีแต่ด้วยความซนตามวัย ใครอย่าห้ามเอาสถานที่นั้นเป็เป้าหมายในการซ้อมดาบอย่างสนุกสนาน
“ตอบข้าว่าพวกเ้าไปทำอะไรกันในสวนน้ำพุ” สตรีผู้งามสง่าเอ่ยถามเสียงเรียบทว่าสีหน้าจริงจัง สายตาจับจ้องเด็กชายทั้งสี่ที่อยู่เบื้องหน้า
“ข้าขอโทษท่านแม่ ข้าไปซ้อมดาบ”
“แล้วผลเป็อย่างไร” เด็กชายก้มหน้างุดสำนึกผิด
“แม่จะลงโทษเ้า เ้าทำผิด”
“ท่านหญิง พวกข้าก็ไปซ้อมดาบที่นั่นเหมือนกัน ลงโทษพวกข้าด้วยเถอะ” เด็กชายทั้งสามพร้อมใจกันขัดขึ้นขณะที่ไม้เรียวท่อนงามกำลังถูกเงื้อ
“แต่ถ้าเนเรนไม่เป็คนต้นคิดพวกเ้าก็ไม่ทำ”
“ข้าจำไม่ได้หรอกว่าใครนำก่อน แต่พวกข้าพร้อมใจกันทำเพราะฉะนั้นถือเป็ความผิดร่วมกัน” อลันพูดได้ดีเสมอมาท่านหญิงเผยประกายแววตาภาคภูมิ แต่นั่นมิใช่เหตุควร ‘ละเว้น’
“ข้ารักพวกเ้าจึงต้องลงโทษไม่ใช่เพราะพวกเ้าทำความเสียหายให้กับสวนที่ข้ารักแต่ที่ลงโทษเพราะพวกเ้าไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง ไม่รู้จักที่เหมาะที่ควรหากพวกเ้าซ้อมอาวุธในห้องซ้อมเสร็จแล้วมันก็ยังเป็ห้องที่ผู้อื่นสามารถใช้ประโยชน์ได้ต่อไปแต่พวกเ้ากลับใช้สวนน้ำพุแทน ซึ่งมันไม่ได้ถูกสร้างเพื่อการนี้ มันจึงเสียหายยับเยินอย่างที่เห็นและคงต้องใช้เวลาอีกนานเพื่อฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิม” เด็กชายทั้งสี่รับฟังอย่างเข้าใจ
ท่านแม่ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยกับการพร่ำสอนสิ่งดีๆให้บรรดาเด็กดื้อชนิดพระกาฬอย่างพวกเขา มีเหตุมีผลทุกการกระทำนานเท่าไหร่แล้วที่ซึมซับสู่จิตใจโดยไม่ตัวรู้
“พวกเ้าเป็เด็กดีและกล้าหาญพวกเ้าเติบโตขึ้นพร้อมกับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เนเรนเ้าโชคดี เ้ามีเพื่อนดีหนึ่งในความโชคดีของคนเราก็คือสิ่งนี้ล่ะ”
ในความปลาบปลื้มน้ำใจของหญิงสาวกลับถูกสอดแทรกด้วยความรู้สึกละอายที่ต้องปิดบังปลายทางหมู่บ้านด่านท่าไม่ใช่อย่างที่นาง้า แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ต้อง ‘ใจอ่อน’
“เดินมาตั้งไกล ไม่ยักจะเห็นวี่แววม้าตัวที่เตลิดไปเลย” เสียงเปรยทำชายหนุ่มหันมอง
“คงอยู่แถวๆนี้ ไม่นานก็เจอ”
“เก่งนะ เลี้ยงทั้งนก ทั้งม้า แค่ส่งสัญญาณปากก็คงมากันใช่ไหมแล้ว..ทำไมไม่ลองเรียกดูล่ะ เผื่อว่า..” เธอชะงักคำเมื่ออีกฝ่ายเฉยคล้ายไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำหรืออาจไม่เป็อย่างที่คิด
แหม! ก็ถ้าหากทำได้จริงก็ไม่ต้องเสียเวลาตามหาให้วุ่นวายไง
“จะถึงบ้านคนก่อนค่ำหรือเปล่า ฉัน..ไม่อยากอยู่..กลางป่าแบบนี้ ไม่ชิน”เธอหันซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง นึกไม่ชอบใจในบรรยากาศหลังตะวันตกดิน
เขามองก่อนเหยียดยิ้ม
“เ้าจากบ้านมาไกลขนาดนี้ยังไม่กลัว แล้วเวลานี้จะกลัวอะไร” ฟังดูเหมือนประชดมากกว่าชื่นชม
“ฉันไม่ได้อยากจะมาที่นี่สักหน่อย เื่มันเหลือเชื่อจนฉันเองยังไม่อยากเชื่อว่าเกิดขึ้นจริงถ้าเป็ไปได้ฉันอยากกลับบ้านตอนนี้เลยด้วยซ้ำ” เธอระบายความอึดอัดใจให้คนฟังนิ่วหน้า
อยากกลับงั้นหรือ
คนฟังย่นคิ้ว..นึกไม่ชอบใจคำนี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
แสงไฟเรืองรองที่เห็นเป็ดวงกลมเล็กแต่ไกลบอกให้รู้ว่าข้างหน้าเป็เขตที่มีผู้คนอยู่อาศัยนาตาลีชี้มือออกไปพลางหันมาถามว่าจะพักที่นั่นใช่ไหม เมื่อเขาพยักหน้ารับจึงออกอาการดีใจจัดแต่พอเห็นาแอีกฝ่ายจึงค่อยๆ สลดลง
“เจ็บมากไหม ไปถึงแล้วค่อยหายาใส่นะ”
ระหว่างทางเธอจึงชวนเขาคุยโน่นคุยนี่ไปเรื่อยเผื่อจะช่วยให้เขาคลายความเ็ปลงบ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดีแต่ไอ้อาการนิ่งฟังเฉยของเขาเนี่ยไม่รู้ว่ายังไงกันแน่
เป็ผู้ฟังที่ดี?
อ่อนเพลีย?
หรือ รำคาญ?
ถ้าเป็อย่างหลังก็ทนๆ หน่อยละกันนะเพราะถ้าเลยพิกัดนั้นไปได้ก็จะกลายเป็ความเคยชินเองล่ะ