ตอนที่ 10 ฟื้นคืนชีพ
หลิงจากที่หลิงซานฉิงหมุนตัวกลับเข้าไปในห้อง หลี่เหล่าเอ้อร์ก็ปรบมือพลางะโว่า “คุณชายรอง นางยอมแพ้แล้ว! นางยอมแพ้แล้ว!”
อวี๋ซิ่งเหวินเหลือบมองเขาอย่างรำคาญ แววตาที่เต็มไปด้วยไฟแผดเผาเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาคาดหวังที่จะได้รับมัน ทว่าก็ไม่อยากให้นางพ่ายแพ้
หลิงซานฉิงอุ้มกล่องไม้เล็ก ๆ ออกมาข้างนอกอีกครั้ง และวางมันลงบนโต๊ะกลางลานบ้าน ปลดกลอนกุญแจบนกล่องไม้ แล้วชี้ไปยังจดหมายที่ทับถมซ้อนกันแน่นอยู่ข้างใน “แล้วของพวกนี้ล่ะ? จดหมายของอาจารย์สวีมีมูลค่าเท่าใด?” ด้านหน้าของจดหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็สวีเจี้ยนไป๋
อวี๋ซิ่งเหวินลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว เขาได้ยินมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าฉาจื่ออันกับสวีเจี้ยนไป๋มีความสัมพันธ์เกี่ยวพันกัน แต่ไม่นึกเลยว่าข่าวลือจะเป็เื่จริง
เขาเปิดจดหมายทีละฉบับ แสงสว่างในแววตาของเขาก็ยิ่งมืดลงเรื่อย ๆ
เขามีงานแท้ของสวีเจี้ยนไป๋เก็บสะสมเอาไว้ ดังนั้นเขาจึงรู้ได้ทันทีว่านี่คือของจริง
แต่จดหมายส่วนตัวมีราคาไม่ค่อยสูงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อย่างไรก็ตามในจดหมายเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็เื่จิปาถะในชีวิตของทั้งสองคน และไม่มีคุณค่าทางด้านวรรณกรรมเลย
เหล่าจ้างฝางที่ตามอวี๋ซิ่งเหวินอยู่ด้านหลังลูบเคราที่ยาวมาจนถึงหน้าอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะติชมอย่างตรงจุด “แม้จะเป็ของอาจารย์สวีจริง ๆ ทว่าก็เทียบไม่ได้กับภาพเขียนของอาจารย์สวี หนึ่งฉบับไม่เกินสามตำลึง จดหมายก็มีราคาไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง”
“เกือบจะเหมือนกับที่ฉาจื่ออันกล่าวไว้ก่อนหน้านี้เลย” หลิงซานฉิงแอบคิดในใจ
หลี่เหล่าเอ้อร์ได้พัดใบตามาจากที่ไหนไม่รู้ และเขาก็พัดให้กับอวี๋ซิ่งเหวิน “คุณชายรอง ข้าว่านางคงหาเงินมาคืนไม่ได้หรอก? ท่านพานางออกไปเถอะ แสงแดดด้านนอกแรงมาก ท่านดูสิว่าท่านตากแดดอยู่ตรงนี้จนใบหน้า…”
หากเป็ก่อนหนึ่งก้านธูปนี้ หลิงซานฉิงบอกเขาว่าสามารถชดใช้เงินห้าร้อยตำลึงได้ อวี๋ซิ่งเหวินก็จะถือว่าเป็ข้ออ้างสำหรับผู้หญิงที่โง่เขลาเพื่อหลีกเลี่ยงหนี้ ทว่ายามนี้เขายิ่งมีความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และรู้สึกคาดหวังเล็กน้อย เขาอยากจะเห็นว่าผู้หญิงคนนี้ยังมีความสามารถอะไรอีก!
หลิงซานฉิงเดินเข้าไปในห้องครัวอย่างไม่รีบร้อน เมื่อหลี่เหล่าเอ้อร์เห็นเช่นนี้ก็ะโขึ้นอย่างตื่นเต้น เขาอยากจะอวดความสามารถต่อหน้านายของเขา แต่กลับไม่ระวังจึงเอาเท้าไปเตะโดนขาเก้าอี้
การเตะนี้ทำให้เขาใ สองมือกุมเท้านั่งลงบนพื้น แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะกล่าวว่า “คุณชาย นางกำลังจะหนีไปแล้ว!”
อวี๋ซิ่งเหวินหรี่ตาลง พลางเคลื่อนสายตาตวาดออกมาว่า “ไอ้โง่!” ไม่รู้ว่าเขากำลังด่าหลิงซานฉิงหรือว่าหลี่เหล่าเอ้อร์ที่กำลังกรีดร้องไม่หยุด
ประตูที่ปิดไปก็เปิดออกอีกครั้ง หลิงซานฉิงถือหมั่นโถวที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ออกมาหนึ่งเข่ง ใต้ผ้าสีขาวมีหมั่นโถวเรียงกันอย่างสวยงามราวกับูเาเล็กลูกหนึ่ง กลิ่นหอมของแป้งสาลีทำให้หลี่เหล่าเอ้อร์กลืนน้ำลาย “นุ่มแต่ไม่ร่วน เมื่อเทียบกับหมั่นโถวเปรี้ยวในอำเภอหรงอิน เมื่อทานเข้าไปจะหวานเล็กน้อย ไม่รู้ว่าสูตรลับของข้าสามารถขายได้เท่าไหร่?”
อวี๋ซิ่งเหวินชะงักไปเล็กน้อย ที่แท้นางก็มีวิธีเช่นนี้
หลายวันมานี้ชื่อเสียงหมั่นโถวของตระกูลฉาได้แพร่กระจายไปทั่วอำเภอหรงอินแล้ว ด้วยความสามารถในการหาเงินได้วันละห้าตำลึง หากเป็เมื่อวาน สูตรของหมั่นโถวคงสามารถขายได้ราคาดี ทว่าการที่จะขายสูตรต่อหน้าเขา นั่นก็ดูเป็คนปัญญาอ่อนที่เพ้อฝัน[1]
เขาไม่เชื่อว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้จะกล้าทำให้เขาเสียหน้า!
แน่นอนว่ามีเพื่อนบ้านของตระกูลฉาไม่กี่คนที่อยากลองดู
่นี้พวกเขาอิจฉากำไรของตระกูลฉามานานแล้ว ฉาจื่ออันกับหลิงซานฉิงมักจะถือเนื้อผ่านประตูหน้าบ้านพวกเขาไปทุกวัน แม้แต่เอ้อร์หยาที่ใกล้ชิดกับลูกชายที่เป็ใบ้ก็ยังแบ่งเนื้อให้กินได้ พวกเขาได้แต่ฟังแม่ของเอ้อร์หยาอวดดีมาหลายวันแล้ว
เพียงแต่เมื่อทุกคนเห็นสีหน้าของอวี๋ซิ่งเหวิน พวกเขาก็ถอยหลังไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว
หลี่เหล่าเอ้อร์มองหลิงซานฉิงเสียหน้าอย่างมีความสุข จนลืมความเ็ปที่เท้าของตน เขาฉีกยิ้มเผยฟันเหลืองขึ้นมาและกล่าวว่า “ไม่คิดซะบ้างว่านี่เป็ถิ่นของใคร และใครจะกล้าต่อต้านความ้าของคุณชายรองกัน?”
หลิงซานฉิงหยิบหมั่นโถวลูกหนึ่งขึ้นมา กัดหนึ่งคำและขยับปากเคี้ยวอย่างไม่ยี่หระ
ปากเล็กดั่งลูกเชอร์รีชวนให้อวี๋ซิ่งเหวินที่มองดูอยู่สนใจยิ่งนัก แต่เขานึกใว่าดูเหมือนผู้หญิงคนนี้จะไม่สะทกสะท้านกับการโจมตีครั้งนี้ หรือว่านางยังมีวิธีอื่นอีก?
อวี๋ซิ่งเหวินมองดูนางกินหมั่นโถวในมือทีละเล็กทีละน้อย อีกฝ่ายไม่สนใจเขาซึ่งเป็ลูกชายนายอำเภอแม้แต่น้อย เขาเคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ั้แ่เมื่อใดกัน ทันใดนั้นเขาก็ตบพนักแขนทันที “จับฉาจื่ออันมัดแล้วเอากลับไปที่จวนของข้า!”
ตามนิสัยเดิมของเขาแล้ว ผู้หญิงคนไหนที่เขาชอบ เขาก็แค่ลักพาตัวไปเท่านั้น มีเพียงแค่หลิงซานฉิงเท่านั้นที่เขารู้สึกอยากรู้อยากเห็นจึงได้เสียเวลาไปกับนาง และครั้งนี้เขาก็อยากดูว่านางจะเลือกทำอย่างไร!
หลิงซานฉิงกลืนหมั่นโถวคำสุดท้ายลงไปในท้อง ก่อนจะวางหมั่นโถวที่ถืออยู่ลง และหยิบของที่เหมือนกันออกมาจากแขนเสื้อ
ม้วนกระดาษหนึ่งที่มีสีออกเหลืองเล็กน้อย เพียงแต่ตรงส่วนมุมนั้นเปียกชุ่ม ทั้งยังมีกลิ่นไม้หอมติดอยู่จาง ๆ
ดวงตาหลายสิบคู่จ้องไปที่หลิงซานฉิง ทุกคนต่างอยากรู้ว่านางจะขายอะไรในน้ำเต้าของนาง
หลิงซานฉิงยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านทะเลสาบอันเงียบสงบ ส่งผลให้หัวใจของอวี๋ซิ่งเหวินถึงกับสั่นไหว ทว่ารอยยิ้มนี้… หลิงซานฉิงยิ้มให้ฉาจื่ออัน
ฉาจื่ออันรู้ดีว่าภาพวาดนี้เป็ภาพที่หลิงซานฉิงให้เขาเขียนคำสั้น ๆ เอาไว้จึงกำลังจะเปิดปากพูดอะไรบางอย่าง
หลิงซานฉิงตวัดสายตาผ่านไป เขาจึงก้มหน้าลงโดยไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
หลิงซานฉิงค่อย ๆ คลี่ม้วนกระดาษออกอย่างช้า ๆ ประหนึ่งว่ามันเป็สมบัติล้ำค่า อวี๋ซิ่งเหวินนึกถึงจดหมายของอาจารย์สวีที่หลิงซานฉิงเอาออกมาก่อนหน้านี้ เมื่อรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี เขาจึงรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ฉับไว
ั้แ่โบราณนานมา มีเครื่องมือเพียงชิ้นเดียวสำหรับวาดภาพบนกระดาษ นั่นคือพู่กัน
ไม่ว่าจะเป็ภาพวาดูเาและแม่น้ำ สรรพสัตว์ กงปี่[2] เสี่ยอี้[3] ก็ล้วนมิอาจแยกจากพู่กันได้
แต่ภาพตรงหน้าเขามีลายเส้นที่หนาแข็ง แต่ก็แฝงไปด้วยความนุ่มนวล เนื่องจากการไล่ระดับของสีดำทำให้ภาพค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจนแตกต่างออกไป ทั้งสมจริงและมีอิสระ ท่าทางของคนสองคนที่บอกลากันอยู่บนภาพนั้นบรรจงวาดออกมาได้อย่างประณีต
อวี๋ซิ่งเหวินไม่เคยเห็นวิธีการวาดเช่นนี้มาก่อน และแม้แต่อุปกรณ์วาดภาพเขาก็ไม่รู้จักด้วยซ้ำ
คนอื่น ๆ ไม่เข้าใจถึงการวาดภาพ จึงไม่สามารถประเมินได้ว่าภาพวาดนี้ดีหรือไม่
มีเพียงเหล่าจ้างฝางเท่านั้นที่ชี้ไปที่มุมปลายม้วนกระดาษด้วยมืออันสั่นเทา ตัวอักษรบนนั้นดั่งัร่ายรำ และรู้ได้ทันทีว่าผู้ที่เขียนอักษรนี้มีฝีมือที่ไม่ธรรมดา ด้วยความตื่นเต้น จึงทำให้คำพูดของเขาไม่ค่อยชัดเจน “... อย่าพะวงทางข้างหน้าไร้คนรู้จัก ใต้หล้าไหนเลยจะรู้จักเ้า!”
เมื่อเหล่าจ้างฝางอ่านบทกวีนี้จบ เขาก็ลุกขึ้นและอยากจะพาตัวเองเข้าไปมองภาพวาดนั้นใกล้ ๆ “บทกวียิ่งใหญ่เช่นนี้ มีเพียงอาจารย์สวีเท่านั้นที่ทำได้ แล้วเหตุใดบทกวีนี้จึงไม่เคยเห็นในหนังสือกวีนิพนธ์ในเมืองหลวงเลยล่ะ!”
เขารู้สึกตื่นเต้น ปัญญาชนเขียนบทกวีเพื่อเป็เกียรติ เมื่อก่อนเขาก็เป็ปัญญาชนที่สอบชิงตำแหน่งซิ่วไฉ และสอบตกซิ่วไฉหลายครั้งก่อนจะมาอยู่กับตระกูลอวี๋เพื่อทำงานเป็คนทำบัญชี เขาชื่นชอบบทกวีมาก ทุกเดือนเขาจะวานให้ใครสักคนซื้อหนังสือกวีนิพนธ์กลับมาจากเมืองหลวง ซึ่งรวบรวมบทกวีที่โดดเด่นที่สุดของยุคนี้ใน่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ทว่าหลี่เหล่าเอ้อร์กลับยิ้มเยาะออกมาอย่างเหยียดหยาม “นี่มันมีอะไรดีกัน? ไม่มีในหนังสือ บางทีตระกูลฉาอาจจะปลอมแปลงขึ้นมาก็ได้! คุณชายรองจัดการลงโทษพวกมันเลย!”
สิ่งที่เขาได้รับไม่ใช่คำชมจากอวี๋ซิ่งเหวิน แต่เป็ฝ่ามือหนึ่งที่ตบลงมาบนหน้า
อวี๋ซิ่งเหวินหมุนข้อมือครู่หนึ่ง ก่อนจะให้คนมาลากคนรับใช้ที่เอะอะโวยวายออกไป เขาก็เกิดมาเป็ซิ่วไฉเช่นกัน ซึ่งระหว่างปัญญาชนมิอาจดูถูกกันและกันได้ แต่คนนั้นก็ต้องเทียบเท่ากับเขา และฉาจื่ออันก็เป็หนึ่งในนั้น
แต่หากคนที่มีความรู้ไม่เข้าใจและเหยียดหยามปรมาจารย์ทางด้านบทกวี เขาก็รู้สึกว่าเป็การดูถูกตัวเองด้วย
ปลอมแปลง?
หากฉาจื่ออันปลอมแปลงจริง ๆ เช่นนี้มันจะไม่เป็การเยาะเย้ยเขารึ?
บทกวีเช่นนี้ แม้จะให้เขาอ่านมาหลายสิบปี เขาก็ไม่มีทางทำออกมาได้ขนาดนี้!
หลิงซานฉิงหรี่ตาและยิ้มบาง ๆ ออกมา “ข้าไม่รู้ว่าภาพวาดของอาจารย์สวี จะมีมูลค่าถึงห้าร้อยตำลึงหรือไม่?” ประโยคนี้ถามขึ้นแ่เบา แต่กลับเหมือนฟ้าผ่าดังขึ้นในหูของอวี๋ซิ่งเหวิน
อวี๋ซิ่งเหวินกำหมัดแน่น เขารู้ว่าทั้งสองสนิทกัน แต่เขากลับไม่รู้ว่าทั้งสองจะสนิทกันถึงเพียงนี้
ภาพวาดนี้อาจารย์สวีจะต้องมอบให้ฉาจื่ออันเป็การส่วนตัวแน่
ในฐานะที่เขาเป็ขุนนางระดับสาม มีผู้ติดตามจำนวนมาก หากวันนี้เขาปฏิเสธมูลค่าของภาพวาดนี้ต่อหน้าทุกคน บางทีอาจารย์สวีอาจจะไม่สืบสวนเพราะถูกดูถูก แต่หากเขารู้ว่ามีใครบางคนรังแกเพื่อนตัวน้อยของเขา ดังนั้นคงไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยสิ่งใด ผู้ติดตามก็จะแก้แค้นซิ่วไฉตัวเล็ก ๆ ในอำเภอหรงอินเช่นเขาแน่
แต่หากเขารับภาพวาดนี้ ก็คงจะหลีกเลี่ยงคนที่มาสอบถามความเป็มาของงานที่น่าทึ่งเช่นนี้ไม่ได้ เขาจึงทำได้แค่ยอมแพ้
ท้องฟ้าแจ่มใสพลันมีเมฆดำทะมึนลอยเข้ามา ประหนึ่งสำลีเปียกที่เปลี่ยนเป็สีดำ
ใบหน้าของอวี๋ซิ่งเหวินยิ่งมืดมนภายใต้เมฆที่มืดครึ้มนั้น เขากวาดสายตามองฉาจื่ออันอย่างไม่เต็มใจ “เห็นแก่หน้าของอาจารย์สวี บัญชีนี้ของตระกูลฉาข้าจะจดไว้ก่อน!”
หลิงซานฉิงพ่นลมหายใจออกมา นางค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ตอนนั้นนางไม่ได้สร้างภาพปลอมขึ้นมาเพื่อแลกเงิน แต่เพื่อใช้ชื่ออาจารย์สวีไปข่มขู่อวี๋ซิ่งเหวินเท่านั้น เดิมพันได้เลยว่าเขาไม่กล้าเอาภาพนี้ไปแน่!
[1] เป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้
[2] เป็วิธีการที่เน้นความโดดเด่นในการใช้พู่กันเน้นภาพอย่างพิถีพิถันและประณีต เน้นความแม่นยำในการวาด ซึ่งแปรงหรือพู่กันจะมีประเภทที่แยกย่อยลงไปอีกเพื่อให้เกิดลวดลายและลายเส้นที่แตกต่างกัน
[3] ศิลปะในการวาดภาพของจีนชนิดหนึ่ง เน้นการเคลื่อนไหวพู่กันอย่างอิสระ ไม่เน้นความสมจริง แต่เน้นอารมณ์ความรู้สึกของภาพ