แสงสีเทาหม่นของเช้าวันอังคารลอดผ่านช่องว่างระหว่างม่านหน้าต่างทาบทับลงบนพื้นไม้กระดานในห้องพักแคบๆ เสียงแตรรถยนต์ดังแว่วมาจากถนนสายหลักคลอไปกับเสียงเครื่องยนต์ของรถเก็บขยะที่กำลังบดขยี้เศษซากของค่ำคืนที่ผ่านมา
ปักกิ่งตื่นขึ้นมาแล้ว พร้อมกับอุณหภูมิที่ลดต่ำลงจนเกือบถึงจุดเยือกแข็ง
เคทลืมตาขึ้น เธอนอนนิ่งอยู่บนเตียงปล่อยให้สายตาปรับเข้ากับความสลัวของห้อง เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือแผดเสียงร้องเตือนเวลาเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาทีหญิงสาวเอื้อมมือไปกดปิดมันอย่างเชื่องช้าความเย็นเยียบของหน้าจอัักระตุ้นให้สติของเธอกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็จริงไม่มีบรรยากาศชวนฝัน มีเพียงหน้าที่การงานและชีวิตประจำวันที่ต้องดำเนินต่อไป
เธอลุกจากเตียงสวมสลิปเปอร์ผ้าฝ้ายแล้วเดินลากเท้าไปที่มุมครัวเล็กๆเปิดก๊อกน้ำเพื่อเติมน้ำลงในกาต้มน้ำไฟฟ้าเสียงน้ำไหลกระทบก้นสเตนเลสดังสะท้อนในห้องที่เงียบสงัดอากาศรอบตัวเย็นเฉียบจนต้องห่อไหล่ ระหว่างที่รอให้น้ำเดือดสายตาของเคททอดมองไปที่มุมห้องข้างตู้รองเท้า
ร่มคันใหญ่สีดำสนิทถูกกางทิ้งไว้บนพื้นกระเบื้อง
หยดน้ำฝนที่ระเหยไปทิ้งคราบด่างจางๆไว้บนผืนผ้าใบสีเข้มร่มคันนั้นดูแปลกแยกและคุกคามพื้นที่ส่วนตัวของเธออย่างเงียบงันเคทยืนมองมันนิ่งอยู่นาน
เสียงสวิตช์กาต้มน้ำเด้งตัดไฟดึงเธอกลับมาจากห้วงความคิดเคทละสายตาจากร่มสีดำ เทน้ำร้อนลงในถ้วยเซรามิกที่มีผงกาแฟสำเร็จรูปนอนก้นอยู่กลิ่นคั่วขมๆ ลอยขึ้นมาเตะจมูก เธอสูดลมหายใจลึก ปล่อยความสับสนทิ้งไว้ตรงมุมห้องหมุนตัวเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เลือกเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าสีครีมและกางเกงยีนส์ตัวเก่ง
วันนี้มีกรอบรูปและพื้นกระจกอีกมากที่ต้องเช็ดทำความสะอาด
...
ห่างออกไปในอาณาเขตของตระกูลเก่าแก่ใจกลางเมือง
เสิ่นเยี่ยนฉือยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องแต่งตัวที่บุด้วยไม้เนื้อแข็งเขากำลังติดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบกริบด้วยท่วงท่าที่มั่นคงเขาหลุบตาลงมองเสื้อโค้ตตัวยาวที่ถูกแขวนทิ้งไว้บนราวเหล็กใกล้ประตูรอยชื้นจากน้ำฝนเมื่อคืนยังคงทิ้งคราบเป็วงจางๆ บริเวณ่ไหล่
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยความหงุดหงิดก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในอกเขาใช้นิ้วหัวแม่มือถูรอยเปื้อนบนเสื้อโค้ตนั้นอย่างหยาบกระด้าง แต่มันไม่จางหายชายหนุ่มละสายตาจากมัน ดึงเนกไทสีเทาเข้มมาผูกรูดปมให้แน่นขึ้นจนชิดคอปกเสื้อราวกับ้าปิดกั้นความรวนเรของระบบประสาทที่เกิดจากความเครียดสะสมจากการทำงานหนักเท่านั้น
เขาเดินออกจากห้องแต่งตัวก้าวขึ้นรถยนต์ประจำตำแหน่งที่จอดสตาร์ทเครื่องรออยู่ด้านหน้า
"ไปสำนักงานใหญ่" เสียงของเขาเรียบและเด็ดขาด
รถซีดานคันหรูแล่นเข้าสู่กระแสการจราจรที่ติดขัดของเมืองหลวงภายในห้องโดยสารด้านหลังเงียบกริบ
เสิ่นเยี่ยนฉือหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดอ่านรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดตัวเลขสถิติและกราฟสีน้ำเงินเรียงรายอยู่บนหน้าจอเขาบังคับสายตาให้จดจ่ออยู่กับมัน บังคับสมองให้ประมวลผลข้อมูลทางธุรกิจพยายามเพิกเฉยต่ออาการปวดหัวตึบๆ ที่ยังคงเต้นเป็จังหวะอยู่ตรงขมับ
...
เวลาแปดนาฬิกาสี่สิบห้านาที
ทางเดินในโรงพยาบาลศูนย์กลางเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
กู้เหยียนโจวศัลยแพทย์หนุ่มแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินนั่งพิงพนักเก้าอี้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในสเตชันพยาบาลเสื้อกาวน์สีขาวของเขามีรอยยับย่น คราบกาแฟหยดเล็กๆ เลอะอยู่ที่ชายเสื้อใต้ตาของเขาดำคล้ำชายหนุ่มกำลังคลิกเมาส์เพื่ออนุมัติการสั่งยาให้ผู้ป่วยเตียงสุดท้ายด้วยจังหวะที่เชื่องช้า
"หมอกู้ กะของคุณจบไปเกือบชั่วโมงแล้วนะ กลับไปนอนได้แล้ว"
พยาบาลหัวหน้าวอร์ดวัยกลางคนเดินเข้ามาตบไหล่เขาเบาๆพร้อมกับวางแซนด์วิชทูน่าห่อพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อลงบนโต๊ะข้างแป้นพิมพ์
"ฉันเห็นคุณหิ้วท้องมาั้แ่ตีสาม กินซะ แล้วก็ลงไปขึ้นรถไฟใต้ดิน"
กู้เหยียนโจวเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอเขาส่งยิ้มบางๆ ให้เธอ เป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้า
"ขอบคุณครับพี่หลี่ ผมขอเคลียร์ออเดอร์นี้อีกนิดนึงแล้วจะแวะไปดูคุณตาเตียงเก้าอีกรอบค่อยกลับ"
"เตียงเก้าน่ะหมอเวรเช้าเขามารับ่ต่อแล้วคุณไม่ต้องแบกคนไข้ทั้งวอร์ดไว้คนเดียวหรอกน่า"
ชายหนุ่มกดเซฟไฟล์ในระบบถอนหายใจยาว แล้วแกะพลาสติกหุ้มแซนด์วิชออก กัดไปคำหนึ่งขนมปังแข็งกระด้างและเย็นชืดแต่เขากลืนมันลงไปเพียงเพื่อให้ร่างกายมีพลังงานพอที่จะเดินก้าวต่อไปได้
เขาเคี้ยวแซนด์วิชช้าๆสายตาทอดมองออกไปที่โถงทางเดินที่มีผู้คนเดินขวักไขว่รถเข็นยาถูกเข็นผ่านไปส่งเสียงล้อเสียดสีกับพื้นกระเบื้อง
เมื่อคืนเขาฝันอีกแล้วฝันเห็นหญิงสาวในชุดสีแดงนอนอยู่บนหิมะที่ขาวโพลนชายหนุ่มกลืนขนมปังแข็งกระด้างคำสุดท้ายลงคอรสฝาดของกาแฟที่ตกค้างอยู่ในปากผสมปนเปกับความเหนื่อยล้าที่เกาะกินลึกถึงกระดูก
เขาหยิบกระเป๋าเป้ใบเก่าขึ้นสะพายไหล่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินปะปนไปกับฝูงชนในโรงพยาบาลอากาศเย็นเยียบของ่สายปะทะเข้ากับใบหน้าทันทีที่ก้าวพ้นประตูอัตโนมัติกู้เหยียนโจวกระชับคอเสื้อ เดินลงบันไดไปสู่สถานีรถไฟใต้ดินกลืนหายไปกับกระแสคนนับพันในเมืองหลวง
...
สิบนาฬิกาตรงเคทเดินทางมาถึงหน้าแกลเลอรี
ฝนหยุดตกไปั้แ่่เช้ามืดทิ้งไว้เพียงแอ่งน้ำเล็กๆ ตามรอยแยกของแผ่นหินอากาศภายนอกหนาวจัดจนเธอต้องซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ตตลอดการเดินจากสถานีรถไฟใต้ดิน
เธอไขกุญแจก้มลงดึงบานม้วนเหล็กด้านหน้าเรือนสี่ประสานขึ้นเสียงโลหะเสียดสีกันดังก้องไปทั่วบริเวณแคบๆ เคทเดินเข้าไปในพื้นที่จัดแสดงกดสวิตช์ไฟทีละดวง แสงจากสปอตไลต์ค่อยๆ สว่างวาบขึ้นขับเน้นภาพวาดบนผนังให้โดดเด่นออกมาจากความมืดมิด
กลิ่นของพื้นไม้เก่าน้ำยาถูพื้น และสีน้ำมันลอยอวลในอากาศ
เคทเดินไปหยิบขวดสเปรย์น้ำยาเช็ดกระจกและผ้าไมโครไฟเบอร์ที่หลังเคาน์เตอร์เริ่มต้นฉีดพ่นและเช็ดทำความสะอาดกรอบรูปอย่างเงียบเชียบเธอเดินเช็ดกระจกมาเรื่อยๆ จนหยุดอยู่หน้าภาพวาดชิ้นใหญ่กลางห้องภาพของชายหนุ่มปักปิ่นดอกท้อให้หญิงสาวกลางพายุหิมะ
เธอยืนมองมันนิ่งๆแสงไฟส่องกระทบรอยนูนของสีน้ำมันสีขาวที่ปาดทับให้หนาเป็พิเศษไม่มีเสียงกู่เจิ้งบรรเลงคลอในหัวเหมือนเมื่อคืนมีเพียงเสียงรถยนต์วิ่งผ่านหน้าแกลเลอรีและเสียงเครื่องทำความร้อนที่กำลังทำงานดังหึ่งๆ อยู่ตรงมุมห้อง
หญิงสาวยกผ้าในมือขึ้นเช็ดรอยนิ้วมือจางๆที่มุมกรอบรูป เธอถอนหายใจเบาๆ ลดมือลง และหันกลับไปเช็ดฝุ่นบนกรอบรูปชิ้นถัดไป
...
เสิ่นเยี่ยนฉือนั่งอยู่ในห้องประชุมกระจกใสที่ชั้นบนสุดของตึกสำนักงานใหญ่ปลายนิ้วชี้เคาะลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเป็จังหวะช้าๆ สายตาจับจ้องสไลด์ตัวเลขเบื้องหน้า
กู้เหยียนโจวฟุบหน้าหลับไปบนโต๊ะกินข้าวในอพาร์ตเมนต์แคบๆแขนเสื้อกาวน์ที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ทิ้งตัวนิ่งงัน
เคทบิดผ้าไมโครไฟเบอร์จนหมาดแล้วก้มลงถูคราบโคลนจางๆ บนพื้นไม้กระดานของแกลเลอรี