ภาพสายหมอกยามเช้าที่ปกคลุมวิลล่าหรูริมหน้าผาอันห่างไกลในดินแดนภาคเหนือ อาจเป็เื่ราวความสุขในเงามืดของซูเปอร์สตาร์ชื่อดังที่เดินทางหลบกระแสข่าวฉาวตามที่แวดวงสังคมชั้นสูงต่างซุบซิบกันอย่างสนุกปาก แต่สำหรับฉัน 'รินรดา' ทายาทสาวคนเดียวในวัย 21 ปีของตระกูลผู้มั่งคั่งเ้าของหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ โลกความเป็จริงในตอนเช้ามีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างเงียบสนิทในห้องทำงานส่วนตัว และกระจกนิรภัยบานใหญ่ที่สะท้อนภาพใบหน้าสะสวย เรียบเฉย และเ็าไร้ความรู้สึกของฉันกลับมา
ในสายตาของคนภายนอก ฉันคือภัณฑารักษ์สาวผู้เพียบพร้อม งดงาม สง่างาม และถือตัวจนทุกคนในแวดวงสังคมศิลปะไฮโซต่างคิดว่ายากที่จะเอื้อมถึง ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้ท่าทางนิ่งเฉยดุจรูปสลักหินอ่อนนั้น ฉันแบกรับความเครียดและความกดดันจากความคาดหวังของตระกูลจนแทบหายใจไม่ออก และมีเพียงวิธีเดียวที่จะช่วยให้ฉันหลบหนีความจริงอันน่าอึดอัดกรงขังนี้ได้... นั่นคือการหลงใหลคลั่งไคล้ในงานศิลปะต้องห้ามที่มีตัณหาและอารมณ์ใคร่ดิบของมนุษย์สะท้อนอยู่ภายใน
ภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่และภาพวาดสเก็ตช์แนวอีโรติก (Erotic Masterpiece) ที่เน้นความงดงามของเรือนร่างเปลือยเปล่า ท่วงท่าการร่วมรักที่ดุดัน และจิตวิทยาการบงการ ถูกเก็บซ่อนไว้ในห้องเก็บสะสมส่วนตัวอย่างมิดชิด ความซ่านเสียวสยิวปนความกังวลยามที่ฉันได้จ้องมองร่างกายเปลือยเปล่าและรอยสวาทในภาพวาดเ่าั้ มักจะปลุกเร้าอารมณ์ใคร่ลึกๆ และทำให้ส่วนล่างของฉันเปียกชื้นแฉะน้ำหวานหล่อลื่นอยู่เสมอ มันเป็ตัณหาในใจที่ฉันต้องเก็บกดสะกดกลั้นไว้ภายใต้มาดกุลสตรีไฮโซตลอดเวลา
และวันนี้คือวันที่โครงการสำคัญของฉันจะเริ่มต้นขึ้น... โครงการสร้าง 'ห้องเก็บงานศิลป์นิรภัยใต้ดิน ที่เงียบสงัดและปลอดภัยที่สุดเพื่อเป็รังลับส่วนตัวในการปลดปล่อยราคะที่แฝงอยู่
"คุณหนูรินรดาครับ... คุณชานนท์ สถาปนิกใหญ่ที่นัดไว้เดินทางมาถึงแล้วครับ" เสียงเลขาฯ หน้าห้องดังขึ้นผ่านเครื่องอินเตอร์คอม ปลุกฉันให้ตื่นจากภวังค์ความคิดแสนวาบหวาม
"ให้เขาเข้ามาได้เลยค่ะ" ฉันปรับสีหน้าและท่าทางให้เรียบร้อย เยือกเย็นตามเดิม สวมหน้ากากกุลสตรีผู้สูงศักดิ์เพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญของตระกูล
ประตูห้องทำงานเปิดออก ชายวัย 52 ปี รูปร่างสูงใหญ่กำยำถึง 185 เิเในชุดสูทสีเทาเข้มเนื้อดีก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม 'ชานนท์' หรือที่คนสนิทเรียกว่า 'ลุงนนท์' เขาคือสถาปนิกใหญ่วิชาชีพผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในการออกแบบวิลล่าหรูและห้องนิรภัยอัจฉริยะ ลุคของเขาดูสุภาพ ภูมิฐาน และอบอุ่นใจดีคราวพ่อภายใต้กรอบแว่นสายตาสีดำบางเบา รอยยิ้มที่เป็มิตรของเขาทำให้ผู้พบเห็นต่างรู้สึกผ่อนคลายและไว้วางใจได้ในทันทีที่สบสายตา
"สวัสดีครับคุณรินรดา ขออภัยที่อาจจะดูเหนื่อยล้าไปบ้าง พอดีผมเพิ่งเดินทางกลับมาจากตรวจงานวิลล่ากระจกในสายหมอกทางเหนือเมื่อเช้านี้เองครับ" ลุงนนท์เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่น นอบน้อมอย่างสุภาพบุรุษน่านับถือ
"สวัสดีค่ะคุณชานนท์ ยินดีที่ได้พบค่ะ ไม่เป็ไรเลยค่ะ รินทราบว่าคุณยุ่งมาก ขอบคุณมากนะคะที่ให้เกียรติมารับงานนี้ด้วยตัวเอง" ฉันเชิญเขานั่งลงตรงเก้าอี้รับแขกบุกำมะหยี่สีครีมหนานุ่ม ก่อนจะส่งประเด็นเข้าเื่อย่างเป็งานเป็การ
"คุณรินรดา้าให้ออกแบบห้องนิรภัยใต้ดินในคฤหาสน์ของตระกูลเพื่อเก็บสะสมผลงานศิลปะโบราณล้ำค่าใช่ไหมครับ" ลุงนนท์หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเตรียมจดข้อมูล แววตาสุภาพอบอุ่นภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองตรงมาที่ฉัน
"ใช่ค่ะ... แต่รายละเอียดค่อนข้างจะพิเศษกว่าหอศิลป์ทั่วไปมาก" ฉันเอ่ยอย่างลังเล หน้าร้อนวูบวาบและเสียวแปลบในท้องน้อยขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อต้องเอ่ยถึงของสะสมลับ "ริน้าความเงียบสงบในระดับสูงสุด (Acoustic Silence) ตัดเสียงรบกวนภายนอกและห้ามให้เสียงภายในเล็ดลอดออกไปเด็ดขาด และความปลอดภัยจากทุกสายตา... มันต้องเป็พื้นที่ที่ปิดล็อกอย่างแ่าและเข้าถึงได้เฉพาะรินคนเดียวเท่านั้น"
ลุงนนท์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แววตาคู่นั้นดูนิ่งสงบจนฉันรู้สึกโล่งใจ "ไม่มีปัญหาครับ เื่ระบบความปลอดภัยและการซับเสียงเป็งานถนัดของผมอยู่แล้ว... แล้วแนวทางของงานศิลปะที่จะนำมาจัดแสดงมีรูปแบบอย่างไรครับ เพื่อที่ผมจะได้จัดแสงและโทนสีห้องให้สอดรับกับผลงาน"
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อขจัดความเขินอาย ก่อนจะยื่นแฟ้มภาพถ่ายชุดสะสมลับของฉันส่งให้เขาร่วมประเมิน "เป็งานศิลปะประเภทนี้ค่ะ..."
ลุงนนท์เปิดแฟ้มออกอย่างช้าๆ ภาพวาดแรกคือเงาร่างของหญิงสาวที่ถูกมัดข้อมือด้วยผ้าไหมสีแดงนอนแอ่นสะโพกกลมกลึงตอบรับเงาดำของชายหนุ่มผู้อยู่เหนือร่าง แสงและเงาบดบังใบหน้าเน้นเพียงยอดอกอวบอิ่มชูชันปทุมถันสีหวานและร่องเนื้อชุ่มฉ่ำน้ำรักเปียกเยิ้ม ภาพต่อๆ ไปยิ่งเร่าร้อน ดุดัน และเผยกิจกรรมทางเพศที่ลึกซึ้งและตรงไปตรงมาจนน่าหวาดเสียว
ฉันจ้องจับปฏิกิริยาของสถาปนิกใหญ่วัยคราวพ่ออย่างกังวล กลัวว่าเขาจะมองฉันเป็ผู้หญิงวิปริตที่มีรสนิยมลามกสกปรกต่ำช้า ทว่าลุงนนท์กลับไล่เปิดมองทีละหน้าด้วยสีหน้านิ่งสงบเป็มืออาชีพอย่างน่าทึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม แววตาลึกล้ำหลังเลนส์แว่นคู่นั้นกลับฉายแสงแปลกประหลาดกระหายสวาทพาดผ่านชั่วครู่จนฉันรู้สึกหนาวสะท้านปนวาบหวามในท้องน้อยอย่างประหลาดจนร่องรักหลั่งน้ำหวานออกมาเปียกแพนตี้
"ศิลปะแนวความขัดแย้งและการยอมจำนน (D/S Theme)... งดงามและทรงพลังมากครับคุณริน" ลุงนนท์ปิดแฟ้มลง ช้อนสายตามองฉันพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นใจดี "ไม่ต้องกังวลไปนะครับ ศิลปะไม่มีขอบเขต และรสนิยมของหนูก็งดงามมาก... อาจะออกแบบ 'หอศิลป์ลับ' นี้ให้เป็กรงแก้วที่เงียบงันที่สุด เพื่อรองรับและปลดปล่อยอารมณ์ของคุณหนูได้อย่างเต็มที่เลยครับ"
น้ำเสียง of เขาที่เปลี่ยนจากการเรียกอย่างเป็ทางการมาเป็ "หนู" และแทนตัวเองว่า "อา" ด้วยเรือนร่างกำยำสูงใหญ่คราวพ่อหน้าอกกว้างสะท้อนความเป็ชายฉกรรจ์ ทำให้หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะสะท้านริ้วไปชั่วขณะ มันดูอบอุ่นแต่ก็น่าหวั่นเกรงเป็บ้า
"ขอบคุณค่ะ... ลุงนนท์" ฉันเอ่ยเรียกตามที่เขาเสนออย่างเกรงใจ
หลังจากวันนั้น การก่อสร้างห้องนิรภัยใต้ดินหอศิลป์ตระกูลก็เริ่มต้นขึ้นอย่างลับๆ ภายใต้การควบคุมและดูแลของชานนท์โดยตรง ตลอดสองเดือนที่ผ่านมารวมถึงการดึงตัว 'ธีร์' ศิลปินและนักบูรณะงานศิลป์หนุ่มมาดเซอร์ที่เป็ผู้ช่วยบูรณะภาพเขียนของฉันเข้ามาร่วมงานด้วย ทุกอย่างเป็ไปอย่างรวดเร็วและเป็ส่วนตัวที่สุด
จนกระทั่งเย็นวันนี้... วันที่ห้องนิรภัยใต้ดินเสร็จสิ้นสมบูรณ์แบบ 100%
ลุงนนท์นำทางฉันเดินลงมาตามบันไดวนคอนกรีตขัดมันเข้าสู่ชั้นใต้ดินลึก ประตูกลนิรภัยหนาพิเศษเลื่อนเปิดออกด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือและม่านตาของฉัน เสียงประตูระบบไฮดรอลิกดัง ฟู่... ยามปิดล็อกตัวเองด้านหลังอย่างเหนียวแน่น บ่งบอกว่าโลกภายนอกถูกตัดขาดไปโดยสิ้นเชิง
ในห้องนิรภัยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ผนังห้องกรุด้วยแผงซับเสียงสีดำสนิท พื้นปูด้วยกำมะหยี่สีแดงเข้ม ตรงกลางห้องมีเตียงนอนกว้างหนานุ่มที่บุกำมะหยี่สีแดงเฉดเดียวกัน รอบด้านประดับด้วยภาพวาดอีโรติกของฉันที่ถูกติดตั้งไว้อย่างสวยงามสะดุดตาภายใต้ฝาครอบกระจกนิรภัย
"อาใช้ระบบผนังกระจกอัจฉริยะ 'Chiaroscuro' (คอนทราสต์แสงเงาอัจฉริยะ) ครับคุณริน" ลุงนนท์เปิดอุปกรณ์ควบคุมขึ้นมาแสดง แววตาอบอุ่นของสถาปนิกใหญ่วัย 52 ปีในชุดสูทเรียบเนี้ยบกวาดมองไปรอบๆ "ผนังกระจกเงานี้สามารถเปลี่ยนสถานะเป็กระจกใสหรือทึบแสงกระจกเงาสะท้อนสลับทาง ได้ผ่านการกดปุ่มจากรีโมทคอนโทรลนี้... เพื่อให้หนูได้ชื่นชมศิลปะในความเงียบสงบโดยไร้สิ่งรบกวน"
เขาเดินไปกดยุบไฟในห้องจนมืดสนิทลง เหลือเพียงแสงสปอตไลท์สีขาวนวลเฉพาะจุดที่ส่องสว่างกระทบภาพวาดและกระทบเรือนร่างของพวกเราสองคน เกิดเป็ความขัดแย้งของแสงและเงาที่ทาบทับลงบนร่างบางของฉันในชุดเดรสยาวรัดรูปสีเทาที่เน้นหน้าอกใหญ่โตและก้นงอนงามของฉันอย่างชัดเจน
ฉันเดินเข้าไปััความเงียบงันที่แสนสงบเงียบ มันเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจและเสียงก้อนเนื้อในอกของตัวเองเต้นกระหึ่ม ความกดดันภายนอกหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงอารมณ์ดิบในหัวศิลป์ลับแห่งนี้
ลุงนนท์ก้าวเดินเข้ามาประชิดตัวฉันทางด้านหลังอย่างเงียบเชียบ ััอุ่นร้อนระอุจากร่างกายของชายวัยใหญ่โตแผ่ซ่านเข้ามาใกล้จนผิวหลังของฉันรู้สึกวูบวาบ ลุงนนท์เอื้อมมือหนาไปถอดแว่นสายตาของตนออกแล้วเก็บมันลงในกระเป๋าเสื้อสูท วินาทีนั้น แววตาใจดีอบอุ่นคราวพ่อมลายหายไป สลัดมาดสุภาพเหลือเพียงแววตาดุดัน ลุ่มลึก และเต็มไปด้วยสัญชาตญาณเสือร้ายจอมบงการที่จ้องมองเรือนร่างของฉันดุจจะกลืนกินอย่างเปิดเผย
"ลุงนนท์คะ... ทำไม..." ฉันเอ่ยถามเสียงสั่นระริก ร่างกายแข็งทื่อเสียวแปลบปลาบเมื่อฝ่ามือหนาอุ่นร้อนของลุงนนท์ทาบทับลงบนสะโพกกลมกลึงอุ้มก้นงอนงามของฉัน ขยำลงน้ำหนักเบาๆ แต่อัดแน่นด้วยพละกำลังลากไล้ไล่ขึ้นมาตามส่วนเว้าส่วนโค้งเอวบางอย่างช้าๆ แต่ทรงพลัง ััเน้นผ่านเนื้อผ้าทำเอายอดอกของฉันชูชันและจุดซ่อนเร้นหลั่งน้ำสวาทออกมาเฉอะแฉะเปียกชื้น
ลุงนนท์โน้มใบหน้าคมเข้มเข้ามาใกล้ซอกคอหอมกรุ่นของฉัน ลมหายใจร้อนระอุหอบแหบของเขาเป่ารดผิวเนื้อเนียนจนฉันสั่นสะท้านอย่างไม่เคยเป็มาก่อน มือหนาเอื้อมมาจับมือบางของฉัน ลากผ่านหลังมือลูบครูดสอดนิ้วมือประสานกันไว้แน่นบีบแน่นจนกระดูกแทบประสานเนื้อแนบเนื้อหนาร้อน
"ภาพวาดเหล่านี้งดงาม... แต่ไม่สู้เสียงสะท้อนของอารมณ์ดิบกามารมณ์ในห้องปิดตายนี้หรอกนะเชียวค่ะ คุณริน" ลุงนนท์กระซิบด้วยเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าคุกคามบงการอยู่ข้างใบหูสั่นระริก "หนูรินอยากลองฟังเสียงครางระเส่าแสนหวานสยิวของตัวเองยามไร้ศีลธรรมกั้นหน้ากากกรงขังนี้สะท้อนผ่านหอศิลป์ใต้ดินของอาดูสักหน่อยไหมคะเด็กดี..."
นิ้วอุ่นร้อนยาวใหญ่ของลุงนนท์ลากไล้ผ่านฝ่ามือและบีบกระชับข้อมือของฉันแน่นราวกับกุญแจมือเหล็กหนาหน่วง หัวใจของฉันเต้นโครมครามรัวกระหน่ำในอกด้วยความหวาดกลัวสุดขีดปนเปความเสียวซ่านร่านร้อนกระสันลึกในท้องน้อยที่ทวีคูณพุ่งทะยานจนตัวสั่นสะท้านไปทั่วเรือนร่างระหงส์ยามสบแววตากระหายตัณหาของชายรุ่นพ่อตรงหน้าผู้กำลังเตรียมย่ำยีความหยิ่งทะนงของฉันจนหมดสิ้น