อีกฟากหนึ่งของจวนรองแม่ทัพสกุลเฉิง เสิ่นอวี้หลานออกมาเดินเล่นกับหยางเสวี่ยฮวาเช่นเดียวกัน เพราะในส่วนจัดเลี้ยงของสตรีที่ยังไม่แต่งงานนั้นดูวุ่นวายกว่าปกติ
ต่างคนต่างซุบซิบเื่ข่าวลือของนางไม่หยุดหย่อนจนอึดอัดไปหมด เวลานั้นผู้เป็น้องสาวเห็นอีกฝ่ายสีหน้าไม่ดีจึงให้นั่งรออยู่ที่ศาลาริมน้ำแล้วนางจะไปหาลูกกวาดหวาน ๆ มาให้ทานจะได้สดชื่นขึ้น
“คุณหนูเสิ่น…” เสียงเข้มเอ่ยเรียกจากทางข้างหลัง หญิงสาวหันไปมองแล้วทักทายตามประสา “ข้าอยากขอบคุณที่ท่านช่วยรักษาท่านแม่ของข้าเมื่อเดือนก่อน”
“คุณชายอย่าได้เกรงใจเลย ฮูหยินลู่อาการดีขึ้นย่อมเป็เื่น่ายินดี” นางยิ้มให้เขาเพราะคนตรงหน้าเอ่ยขอบคุณนางทุกครั้งที่ได้พบกันราวกับช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว นับเป็บุญคุณตลอดชีวิต
“เหตุใดจึงออกมานั่งตามลำพังเล่า งานเลี้ยงข้างในไม่สนุกหรือ” เขาถามด้วยความเป็ห่วงและชอบพูดคุยกับเสิ่นอวี้หลานเพราะนิสัยใจคอคล้ายกัน
เวลาที่นางมาตรวจอาการฮูหยินลู่ที่บ้าน เขาจะเป็คนออกไปต้อนรับและคอยดูแลเป็อย่างดีเสมอ
บรรยากาศของคนคุ้นเคยเต็มไปด้วยความสดใสจนกระทั่ง เสียงแว้ดของหญิงสาวคนหนึ่งะโออกมา
“เสิ่นอวี้หลาน เ้าแอบมานั่งให้ท่าคุณชายลู่อยู่ตรงนี้หรอกหรือ” คุณหนูเฉิงผู้มีอารมณ์ร้ายออกอาการหึงหวงคู่หมาย ทั้งยังถูกยั่วยุด้วยข่าวลือจากบรรดาเพื่อนสนิทจึงไม่อาจเก็บความรู้สึกไว้ได้
“คุณหนูเฉิง ข้าไม่ได้ทำเช่นนั้น” หมอหญิงตอบทันควันปกป้องตัวเองแล้วถอยห่างออกมา
“ได้ยินเื่ของเ้ามานาน พอได้เห็นกับตาจึงได้รู้ว่าพวกไม่มีบิดามารดาสั่งสอนทำตัวต่ำช้าเพียงใด” คุณหนูรองหลินดูถูกนางไม่แพ้ผู้ใด ทั้งยังมีคุณหนูสกุลอื่นอีกสองคนเข้ามาสมทบเพราะเป็สหายสนิทกัน
อีกทางด้านหนึ่ง องค์หญิงเยว่หลิงแอบมองอยู่ไกล ๆ คาดเดาก็รู้แล้วว่าคนอารมณ์ร้อนอย่างคุณหนูเฉิงจะตอบโต้ด้วยความหึงหวงอย่างไร
“เฮอะ… ทำตัวเป็ดอกบัวขาวแต่แท้จริงแล้วมารยาสาไถยคิดหลอกล่อบุรุษที่มีคู่หมั้น เ้ามันน่าไม่อาย” หญิงสาวแสยะยิ้มรู้สึกว่าวันนี้ต้องจัดการให้นางรู้สถานะตัวเอง
ผู้เป็เ้าของจวนเห็นว่าฝ่ายตนเองมีมากกว่าจึงไม่เกรงกลัว ซ้ำยังถือตนเป็ใหญ่เอาแต่ใจจึงไม่ฟังคำผู้ใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มักตกเป็เบี้ยล่างเพราะไม่มีบิดามารดาคอยคุ้มครอง
พวกนางจึงไม่รีรอแล้วพุ่งตัวเข้ามาตีเสิ่นอวี้หลานแม้จะถูกคุณชายลู่ห้ามเอาไว้แล้วก็ตาม ในเมื่อหัวโจกโดนรั้งเอาไว้ นางยังเหลือสหายอีกสามคนจึงบอกให้ลงมือสั่งสอน
ทันใดนั้น หยางเสวี่ยฮวาที่กำลังกลับมาศาลาได้ยินเสียงเอะอะรีบสาวเท้าวิ่งอย่างรวดเร็ว
“ท่านพี่!!!” นางะโลั่นแล้วเข้ามาห้าม ผลักคุณหนูทั้งสามออกไปทีละคนด้วยความทุลักทุเล “พวกเ้ารังแกท่านพี่ทำไม”
เด็กสาวเหนื่อยหอบไม่คิดว่าการสู้กับหญิงสาวทั้งสามต้องใช้แรงมากมายเพียงนี้ นางกันเสิ่นอวี้หลานที่หัวชี้ฟูไปทางด้านหลังพลางกวาดตามองไปรอบตัวดูว่ามีใครอยู่แถวนั้นหรือไม่
“นังชั้นต่ำคิดยั่วยวนคู่หมั้นของข้า เ้าอย่ามายุ่ง” คุณหนูเฉิงโพล่งออกมา ยิ้มสะใจเมื่อเห็นสภาพเละเทะของหมอหญิง
“คุณหนูเฉิง ข้าเพียงขอบคุณที่คุณหนูเสิ่นช่วยรักษาอาการท่านแม่ ไม่ได้มีอะไรเกินเลย” เขาพยายามอธิบายให้นางได้เข้าใจแต่อีกฝ่ายราวกับถูกความโมโหเกลียดชังเป็ทุนเดิมเข้าครอบงำจึงไม่ฟัง มิหนำซ้ำยังคิดตบตีนางด้วยสองฝ่ามือของตัวเองแต่กลับถูกหยางเสวี่ยฮวาผลักออกจนล้มทำให้นางไม่สบอารมณ์ยิ่งขึ้น
“คนพวกเดียวกันก็มักอยู่ด้วยกัน ชีวิตน่าอาภัพ ไร้คนสั่งสอนจึงได้แสดงกิริยาไม่รู้สถานะตัวเอง” คุณหนูอีกคนที่เป็เพื่อนโพล่งออกมา ไม่ชอบขุนนางที่ต่ำศักดิ์กว่าตน
หยางเสวี่ยฮวายิ้มมุมปากแล้วตอบโต้ไปด้วยอารมณ์ที่เดือดพล่านไม่แพ้กันยามถูกใครพูดจี้ปมเื่ครอบครัวของนาง
“กิริยาอย่างเ้าเรียกว่ามีคนสั่งสอนได้หรือ แต่ก็ไม่แน่ว่า… พวกเ้าอาจบกพร่องด้านการเรียนเพราะปัญญาหล่นหายั้แ่แรกเกิด เติบโตจนป่านนี้แล้วยังไม่รู้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร ทำร้ายผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผล”
“หยางเสวี่ยฮวา หุบปากเน่า ๆ เสีย” ฝ่ายตรงข้ามไม่ทนกับคำพูดของนางอีกจึงพุ่งเข้ามาพร้อมกัน เวลานั้น สาวรับใช้ของคุณหนูสกุลเฉิงเข้ามาสมทบอีกสามคน ดูก็รู้ว่าเป็คนสนิทของนางจึงพากันรุมตีโดยไม่เกรงกลัวผู้ใด
องค์หญิงเยว่หลิงมองดูเหตุการณ์ด้วยรอยยิ้ม นางชอบยิ่งนักที่เสิ่นอวี้หลานตกอยู่สถานะเช่นนั้น แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ชอบเพราะหญิงสาวได้รับความรักจากแม่ทัพหลี่ บุรุษที่ควรจะเป็คู่ครองในวันข้างหน้าของตัวเอง
“เอ๊ะ…” มู่หรงเซียวเดินเล่นเรื่อยเปื่อยจนใกล้ถึงศาลาริมน้ำ ััได้ถึงความวุ่นวายของคุณหนูทั้งหลายและได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่จำได้แม่นว่าเป็เสียงของหยางเสวี่ยฮวาจึงเร่งฝีเท้าเข้าไปดูแม้รู้สึกเวียนหัวก็ตาม
ครั้นได้เห็นภาพชุลมุนเบื้องหน้า ดวงตาสีทับทิมเบิกโตไม่คิดว่าจะเกิดเื่ใหญ่เพียงนี้ หางตาเหลือบเห็นสตรีสูงศักดิ์แอบดูอยู่ก็ส่ายหน้าหนักใจแล้วรีบช่วยผู้เคราะห์ร้ายเท่าที่จะทำได้
“คุณชายลู่ จับนางไว้ดี ๆ ได้หรือไม่” มู่หรงเซียวะโบอกเขาเพราะอีกฝ่ายจับสตรีตัวร้ายไม่ได้เลย กลัวจะทำนางเจ็บเสียอย่างนั้น
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่นับจำนวนคู่ต่อสู้ในใจอย่างรวดเร็วแล้วประเมินอาการเวียนหัวของตนเองว่าคงประคองอาการได้อีกไม่นาน ด้วยเหตุนี้การเข้าห้ามเหตุการณ์วุ่นวายควรจบลงให้เร็วที่สุด
นางเคลื่อนตัวเข้าหาสาวใช้สองคนกับคุณหนูสกุลหลินที่กำลังก้มตบเสิ่นอวี้หลานที่เอาแขนบังใบหน้าบอบบางเอาไว้แล้วทึ้งผมสาวใช้สองคนเหวี่ยงไปข้างหลังก่อนจะตบหน้าคุณหนูรองหลินดังเพียะจนนิ้วทั้งห้าเป็รอยแดง
กระนั้นกลับถูกคนกลุ่มเดิมจับตัวเอาไว้จึงใช้แรงที่มีสะบัดออก หากคนที่จับไว้ไม่ใช่หยางเสวี่ยเฟยเป็เพียงหญิงสาวเอวบางร่างน้อย นางย่อมเอาชนะได้ไม่ยาก หากแต่เวลานี้จวนเจียนจะเป็ลมจึงต้องรีบหยุดอีกฝ่าย
ตุบตับ ตุบตับ กำปั้นน้อย ๆ พุ่งเข้าท้องของสาวใช้ตรงหน้าคนละหมัดจนล้มไปกองกับพื้น มู่หรงเซียวหันมามองคุณหนูรองหลินด้วยสีหน้าพร้อมกระโจนเข้าใส่และอีกฝ่ายโต้กลับไม่ได้เลยแม้แต่น้อยจึงถูกหมัดเสยคางไปอีกหนึ่ง ร้องโอดโอยตาม ๆ กัน
เสิ่นอวี้หลานเข้าช่วยหยางเสวี่ยฮวาแต่โดนสาวใช้ลากออกมา ปกติรักษาคนเจ็บคนป่วย ไม่เคยตบตีกับใครจึงดูนุ่มนิ่มไปหมด บางครั้งยอมให้เขาตีเพราะกลัวว่าจะถูกลงโทษซ้ำแต่ครานี้มีคนรังแกผู้เป็น้องสาว ย่อมยอมความไม่ได้
“พวกเ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ” มู่หรงเซียวเอ่ยห้ามแต่ไม่มีใครฟัง
นางสูดหายใจแล้วก้าวออกไปข้างหน้าเพื่อช่วยเหลือหยางเสวี่ยฮวาที่โดนคนทั้งสี่รุมเพราะเด็กสาวเริ่มทนแรงฝ่ายตรงข้ามไม่ไหวแล้วจึงถูกตีจนเืกำเดาไหล ตาเขียว
ผู้เป็ฮูหยินยกเท้าลอยขึ้นสูงแล้วถีบสาวใช้ร่างถึกจนตกน้ำแล้วตบคุณหนูอีกสองคนจนหน้าหันก่อนจะถูกคุณหนูเฉิงผลักจนล้มก้นกระแทกพื้น ข้อเท้าพลันพลิกเจ็บแปลบจนนิ่วหน้า
สภาพทุกคนดูไม่ได้ไปตาม ๆ กัน มีเพียงคุณหนูเ้าของจวนเท่านั้นที่ร่างกายยังคงไร้ร่องรอยเพราะถูกคู่หมั้นดึงตัวไว้ นางสะบัดมือหนี แววตาแข็งกร้าวควบคุมคนตรงหน้าเพราะเขามีศักดิ์ต่ำกว่านางจึงไม่กล้าทำอะไรเกรงครอบครัวเดือดร้อน
“มู่หรงเซียว ครานี้ยื่นมือเข้ามาแทรกทำไมกัน เ้าเกลียดนางไม่ใช่หรือ นางแย่งคนที่เ้ารักไปนะ”
หญิงสาวรู้ว่าจุดอ่อนของบุตรสาวแม่ทัพใหญ่คือเื่ความรัก แม้ไม่เคยขาดตกบกพร่องเื่ใดแต่ความรักไม่อาจสมหวัง ยิ่งสุมไฟว่าเสิ่นอวี้หลานเป็ตัวการก็คิดว่าคนตรงหน้าจะเล่นด้วย
ทว่า สิ่งที่คิดกลับไม่เป็เช่นนั้น มู่หรงเซียวโต้ตอบด้วยสีหน้าหยิ่งผยอง “คุณหนูเฉิงคิดผิดไปแล้ว นางไม่ได้แย่งคนที่ข้ารักเสียหน่อย อีกอย่างหนึ่ง เ้ากล้าทำร้ายน้องสาวสามีข้ากับเพื่อนของนางอย่างนั้นหรือ ไม่เกรงกลัวรองแม่ทัพหยางเลยสินะ”
“เหตุใดข้าจะต้องกลัว ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด นางชอบแย่งของผู้อื่น คนเช่นนี้ต้องสั่งสอนให้รู้ความ” หญิงสาวไม่ยอมโอนอ่อนลงง่าย ๆ แล้วคิดตั้งตัวเป็ศัตรูกับมู่หรงเซียวอีกคนพลันง้างมือขึ้นมาทันใดในจังหวะที่คนตรงหน้าตาลาย ฟ้าพลิกกลับเป็ดิน ดินลอยไปอยู่ตำแหน่งฟ้าจึงไม่ทันได้ป้องกันตัวเองแล้วโดยตบหน้าฉาดใหญ่เสียงดังลั่นก่อนทรุดตัวล้มลงกับพื้นสลบในทันที
“ฮูหยิน!!!” เสียงเข้มะโมาแต่ไกล คุณหนูเฉิงได้ยินแค่เสียงนั้นกลับตัวสั่นระริก แม้แต่คุณชายลู่ยังขนลุกชันจนแทบหยุดหายใจ
เสิ่นอวี้หลานได้สติเห็นมู่หรงเซียวล้มลงไปจึงเข้ามาดูอาการแล้วจับชีพจร ขณะที่หยางเสวี่ยเฟยช้อนตัวนางขึ้นมา สีหน้าห่วงใย ยิ่งมองไปที่เสิ่นอวี้หลานกับน้องสาวก็ยิ่งเพิ่มความกราดเกรี้ยวยามมองคนก่อเหตุทั้งเจ็ดที่กำลังสั่นเทาด้วยความกลัว แววตาจ้องมองราวกับว่าจะไม่ปล่อยให้พวกนางมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว
“ท่านพี่ รีบพานางไปที่เรือนยาข้าดีกว่า” หมอหญิงรู้แล้วว่าอาการของหญิงสาวเกิดจากอะไรและที่นั่นก็มีสมุนไพรรักษาพอดี “ท่านพี่ นางจะไม่เป็อันใดเ้าค่ะ”
หลี่ิฮ่าวตามมาทีหลังคิดเข้าช่วยแต่ถูกองค์หญิงเยว่หลิงห้ามเอาไว้เพราะเขาอยู่ที่นี่ในฐานะองครักษ์ส่วนตัว ต้องดูแลปกป้องนางมิใช่ผู้อื่นจึงได้แต่ทำตามโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
วันนั้นจวนสกุลเฉิงสอบสวนหาสาเหตุจากบุตรสาวคนเล็กกลับไม่มีใครยอมรับว่าเป็คนทำจึงถามพยานแต่เพราะคุณชายลู่ไม่อาจต้านทานอำนาจของอีกฝ่ายได้ทำให้ไม่กล้าแม้จะบอกเล่าความจริง พวกเขาจึงเก็บเื่นี้เอาไว้แล้วรอดูท่าทีของรองแม่ทัพหยาง
หลังจากเสิ่นอวี้หลานรักษามู่หรงเซียวเรียบร้อยแล้ว หมอประจำเรือนยาอีกคนก็เข้ามารักษาเสิ่นอวี้หลานกับหยางเสวี่ยฮวาต่อเพราะอาการไม่หนักเท่าใดนัก
“โอ๊ย… ท่านพี่” ผู้เป็น้องสาวร้องลั่น ตาเขียวข้างหนึ่ง ชายหนุ่มมองสภาพหญิงสาวทั้งสามแล้วพยายามเก็บอาการโกรธเคืองเอาไว้พลางถามสาเหตุความเป็มาของเื่ราวทั้งหมด
ไม่นานนักจึงพาฮูหยินกลับไปพักผ่อนที่เรือนใหญ่แล้วเป็คนเฝ้านางด้วยตัวเอง นิ้วเรียวค่อย ๆ ทายาบนแก้มนวลที่เป็รอยแดงอย่างแ่เบานึกเ็ปไปด้วยที่นางาเ็เช่นนี้
“คลาดสายตาเพียงครู่เดียวกลับต้องเห็นเ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ ข้าเป็สามีที่ไม่ได้เื่เลยใช่หรือไม่”
เ้าตัวพึมพำขณะกุมมืออีกฝ่ายเอาไว้ มองใบหน้างามที่หลับใหลแล้วเอ่ยพร่ำเพ้อคนเดียว
“เหตุใดจึงหลับไปนานเพียงนี้ เ้าเจ็บมากเลยหรือ คงไม่ได้แกล้งข้าอยู่ใช่หรือไม่ ข้าไม่ชอบเห็นเ้าเจ็บป่วย ไม่ชอบเวลาที่เ้าไม่พูดกับข้า อย่างน้อยตื่นขึ้นมาเถียงข้าเหมือนอย่างเคยไม่ได้หรือ ข้าสัญญาว่าจะไม่โต้เถียงเ้า ไม่ดุเ้า… จะนั่งฟังเ้าพูดไปเรื่อย ๆ”
“…”
กระนั้นกลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมา ร่างกายมู่หรงเซียวเหนื่อยล้าเพราะเื่บางอย่าง แม้ไม่อันตรายแต่คนข้างกายกลับใจเสียกลัวว่านางจะเป็อันใดไป
แม้เวลาผ่านไปแล้วสองชั่วยามแต่เพราะอีกฝ่ายยังไม่ฟื้น เขาจึงไม่อาจหลับลงได้ พลันริมฝีปากค่อย ๆ จุมพิตหลังมือของนางอย่างอ่อนโยนแล้วแนบมือข้างนั้นกับแก้มตัวเอง ััไออุ่นให้รู้ว่าหัวใจของนางยังเต้นอยู่เพราะภาพที่มู่หรงเซียวล้มลงนั้นยังคงติดตาและฝังลึกในหัวใจ
่เวลานั้น หัวใจของหยางเสวี่ยเฟยแทบหยุดเต้นเพราะความกลัวจนลืมหายใจไปชั่วขณะ เขาไม่อยากเห็นภาพเหล่านี้อีกแล้ว ไม่อยากแม้แต่จะคิดว่าหากวันหนึ่งนางจากเขาไปจริง ๆ จะทำเช่นไร เสียงพึมพำเอ่ยขึ้นมา “มู่หรงเซียว รู้บ้างหรือไม่ว่าเ้าทำให้ข้ากลัว… รีบตื่นมากอดข้า ปลอบใจข้าได้หรือไม่”
(จบเล่ม 1)