บทที่171
จุดประสงค์ของการประชุม
ในขณะนั้นเองร่างของชายผู้หนึ่งก็เดินขึ้นไปยังแท่นยกพื้นซึ่งถูกจัดเตรียมไว้บริเวณหัวห้อง เสียงพูดคุยที่เคยกระจัดกระจายทั่วทั้งโถงเริ่มค่อยๆ แผ่วเบาลง ราวกับสายลมที่ถูกหยุดด้วยมือเปล่า
ทุกสายตาหันไปยังร่างนั้นอย่างพร้อมเพรียง ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ บ่าและแผ่นหลังดูหนาแน่นมีกล้ามเนื้อแฝงอยู่ภายใต้ชุดคลุมเนื้อหนาที่สวมอยู่ รูปลักษณ์เช่นนี้แตกต่างจากพ่อค้าส่วนใหญ่ในห้องโถงอย่างชัดเจน
เขาคือ กวนไห่ แห่งโรงสีและโรงงานผลิตข้าวสาร “ตงซินหลง” หนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างมากในหมู่การค้าอาหารและเสบียงภายในเมืองชั้นนอก
ทันทีที่ฝ่าเท้าของเขาเหยียบขึ้นบนแท่นสูงเสียงพูดคุยทั้งหมดก็เงียบลงในทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งใด ๆ ทั้งสิ้นบรรยากาศภายในห้องพลันนิ่งสงัดจนได้ยินแม้เสียงกระเบื้องใต้พื้นสั่นสะเทือนจากแรงก้าวของเขา
ผู้คนทั้งหมดเบือนสายตาขึ้นมองใบหน้าหลายคนมีความตั้งใจปะปนกับความคาดหวังชัดเจนดวงตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปยังชายบนแท่นราวกับเฝ้ารอคำประกาศที่สำคัญ
กวนไห่ยืนนิ่งกลางเวทีมือทั้งสองประสานอยู่หน้าท้อง ก่อนจะเปิดปากกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้ม หนักแน่นแต่มีมารยาท
“เอาล่ะ...ข้าว่าทุกท่านน่าจะมากันครบแล้ว”
เขาหยุดเล็กน้อยเพื่อกวาดตามองผู้เข้าร่วมประชุมก่อนจะเอ่ยต่อ
“ข้ากวนไห่ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่มาตามคำเชิญของสมาคมการค้าเมืองชั้นนอกในวันนี้”
ทันทีที่เขาแนะนำตัวจบเสียงตอบรับจากด้านล่างก็ดังขึ้นเป็นระลอก
“ยินดี ๆ...”
“เถ้าแก่กวนเชิญเลย...”
กวนไห่ยิ้มเล็กน้อยมุมปากยกขึ้นอย่างเรียบง่ายทว่าเปี่ยมด้วยบารมี
“เอาล่ะเอาล่ะ...วันนี้ถือว่าเป็นวันดี”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังมากแต่ก็ชัดเจนพอจะทะลุผ่านห้องโถงอันกว้างขวางได้โดยไม่ต้องใช้คนส่งเสียง
จากนั้นเขายกมือข้างหนึ่งขึ้นหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งจากชายเสื้อ สมุดเล่มนั้นมีปกสีเข้มดูเรียบง่ายแต่เมื่อเขายกขึ้น ทุกคนในห้องโถงกลับมองมันราวกับเป็นเอกสารสัญญาสำคัญของชีวิต
“ทุกท่านน่าจะพอทราบกันอยู่แล้ว”กวนไห่เอ่ยต่อพลางเปิดสมุดในมือ
“ว่าการที่ข้าเชิญทุกท่านมาร่วมประชุมในครั้งนี้...มีจุดประสงค์อันใด”
เสียงเงียบปกคลุมห้องอีกครั้งราวกับทุกลมหายใจหยุดนิ่งลง ผู้คนทั้งหมดเบือนสายตามายังสมุดบันทึกในมือของเขาดวงตาหลายคู่ฉายแววจริงจัง บางคนขมวดคิ้ว บางคนโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย
ในห้องโถงซึ่งเต็มไปด้วยพ่อค้าผู้มากด้วยบารมีดูเหมือนว่าไป๋ซือเหนียงและเสี่ยวหนิงจะเป็นเพียงสองคนที่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้านั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งใดกันแน่
จนกระทั่งเสียงของกวนไห่ที่ยืนอยู่บนแท่นสูงเอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ใช่แล้ว...ถึงเวลาแล้วที่เราจะแบ่งเขตการค้าใหม่กันเสียที!”
เสียงของเขาดังสะท้อนทั่วทั้งห้องโถงราวกับปลดล็อกบางสิ่งในใจผู้เข้าร่วมประชุม
ทันใดนั้นเองเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นรอบด้าน บรรยากาศเปลี่ยนจากความเงียบสงบเป็นความคึกคักในพริบตาเสียงแสดงความยินดี เสียงพูดคุยของพ่อค้าหลายคนดังระงมไปทั่ว แขกในห้องโถงจำนวนมากล้วนแสดงความพึงพอใจอย่างเปิดเผยราวกับคำประกาศของกวนไห่คือของขวัญที่รอคอยกันมานาน
ไป๋ซือเหนียงที่นั่งเงียบอยู่ ณมุมหนึ่งของห้อง ก้มลงมองสมุดบันทึกในมือของกวนไห่ดวงตาคมเรียบนิ่งของนางฉายแววเข้าใจในทันที
...สมุดบันทึกเล่มนั้นน่าจะเป็นเอกสารที่ระบุรายละเอียดของการแบ่งเขตการค้าอย่างชัดเจนนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้คนที่อยู่ในงานจึงให้ความสนใจมันมากถึงเพียงนี้
นางเอนกายพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อยดวงตากวาดมองรอบห้องอีกครั้ง สีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความรู้เท่าทัน
สิ่งที่อยู่ในสมุดบันทึกนั้นไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ...แต่มันคือผลกำไร อิทธิพล และอำนาจ
มันคือขอบเขตของแต่ละร้านว่าใครจะได้ขยับขยายพื้นที่มากน้อยเพียงใด และใครจะต้องยอมถอยให้กับผู้อื่น
กวนไห่เห็นการตอบรับที่ล้นหลามของผู้เข้าร่วมก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีสมาคมการค้าของเราก่อตั้งขึ้นก็เพื่อผลักดันให้ร้านค้าทุกร้านในเขตเมืองชั้นนอกสามารถทำกำไรสูงสุดได้”
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำเช่นนั้น...ก็คือการแบ่งเขตการค้าอย่างเหมาะสมทุกท่านคงเข้าใจดีว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ”
เขาพูดพลางยกสมุดบันทึกขึ้นเล็กน้อยแล้วหันไปพยักหน้าให้ผู้ติดตามที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“เอาล่ะเช่นนั้นข้าจะเริ่มแจกจ่ายเอกสารเกี่ยวกับเขตการค้าให้ทุกท่านเดี๋ยวนี้”
หลังจากจบคำสั่งสมุดบันทึกจำนวนมากก็ถูกลำเลียงออกมาจากด้านข้างห้องบรรดาผู้ติดตามในชุดสีเข้มเดินถือสมุดเล่มหนาในมือไปยังโต๊ะต่าง ๆแจกจ่ายให้กับตัวแทนร้านค้าทุกคนในห้องอย่างเป็นระเบียบ
ไป๋ซือเหนียงที่นั่งอยู่ในฐานะตัวแทนของร้าน"ละอองบุปผา" ก็ได้รับสมุดเล่มหนึ่งวางไว้เบื้องหน้าเช่นเดียวกัน
นางเอื้อมมือไปรับอย่างเงียบ ๆนิ้วเรียวสอดใต้ปกสมุดก่อนจะเปิดมันออกอย่างใจเย็น
ดวงตาคมกวาดอ่านเนื้อหาด้านในอย่างไม่รีบร้อนแผ่นกระดาษด้านในเต็มไปด้วยผังพื้นที่ รายชื่อร้านค้า เส้นแบ่งเขตและหมายเหตุย่อยจำนวนมาก
เสี่ยวหนิงที่ยืนอยู่ข้างหลังนายหญิงแอบโน้มตัวเล็กน้อย สายตาเหลือบมองเนื้อหาภายในสมุดด้วยความสนใจอย่างไม่ปิดบังริมฝีปากขยับเบา ๆ แต่ไม่กล้าเอ่ยถามใด ๆ เพียงเฝ้าดูด้วยความใคร่รู้
หลังจากที่ไป๋ซือเหนียงเปิดอ่านเนื้อหาในสมุดบันทึกดวงตาของนางก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป สีหน้าอันเรียบเฉยพลันแปรเปลี่ยนอย่างช้า ๆเป็นความเยือกเย็นที่คล้ายคลึงกับแผ่นน้ำแข็งไร้คลื่นไหว
มือเรียวยังคงเปิดหน้ากระดาษต่อไปอย่างมั่นคงทว่าในดวงตา กลับสะท้อนเงาของอาณาเขตการค้าที่พวกนางได้รับ ขอบเขตแคบเล็กราวกับถูกจำกัดไว้ในตรอกซอกซอยเพียงไม่กี่เส้นทางเท่านั้น
“นายหญิง…” เสี่ยวหนิงส่งเสียงเรียกเบา ๆราวกับพยายามเตือนผู้เป็นนายว่ากำลังมีสิ่งผิดปกติ
“ข้ารู้แล้ว”
ไป๋ซือเหนียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบไม่มีแววสั่นไหวแม้แต่น้อย
แต่มุมปากของนางกลับยกขึ้นเล็กน้อยเผยรอยยิ้มบางที่เย็นชา ราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในกลีบดอกไม้
ภายในใจของนางนั้นแน่นอนว่ามิได้รู้สึกยินดีกับผลการแบ่งเขตที่ได้รับมีเพียงคำเดียวที่แล่นผ่านความคิดของนางในยามนั้น
…เหลวไหล
“การแบ่งเขตการค้า”อันสวยหรูนั้นแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแผนควบคุมของกลุ่มผู้มีอำนาจเดิมที่ไม่ต้องการให้ร้านค้าใหม่ ๆ เติบโตแซงหน้า
ร้านเครื่องหอมละอองบุปผาของนางซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขวัญ และมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วในหมู่ลูกค้าสตรีชั้นสูงหากไม่มีการแทรกแซง นางสามารถขยายสาขาได้ทั่วทั้งถนนสายหลักของเมืองชั้นนอกและในไม่ช้าก็จะกลายเป็นหนึ่งในร้านเครื่องหอมชั้นนำของเขตได้อย่างแน่นอน
และนั่นเองคือสิ่งที่ร้านค้ารุ่นเก่าเหล่านั้นไม่อยากเห็นเกิดขึ้น
ในตอนนั้นเองกวนไห่ที่ยืนอยู่บนแท่นสูง เมื่อเห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่เริ่มอ่านสมุดกันครบแล้วก็แย้มยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เอาล่ะเช่นนั้นที่นี้ทุกท่านก็...”
ทว่าเสียงของเขายังไม่ทันกล่าวจบดี ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงหนึ่งที่ดังแทรกขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เดี๋ยวก่อน!”
เสียงนั้นแม้จะไม่ดังนักแต่กลับแฝงพลังที่ทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบชั่วพริบตาทุกสายตาหันขวับไปยังทิศทางของต้นเสียง
บริเวณโต๊ะเยื้องไปทางด้านหลังใกล้แนวเสาหลักของห้องโถง ร่างของสตรีผู้หนึ่งลุกขึ้นช้า ๆสวมชุดเรียบง่ายในโทนสีอ่อน ดวงตาสงบนิ่ง แต่สายตาคมเฉียบของนางฉายแววไม่เกรงกลัว
นางคือ ไป๋ซือเหนียง