กลางคืน
ท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืนในชนบท มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและลมหนาวที่พัดพรู
“เฮ้ย... แวว เหลืออีกกี่ขวดวะแก” หน่อยเอ่ยถามเพื่อนรักที่นั่งกอดลังเบียร์นิ่งไปครู่ใหญ่ พอชะโงกหน้าไปดูถึงได้รู้ว่าเพื่อนตัวดีหลับกลางอากาศไปเสียแล้ว “เอ้า... ทิ้งกันเฉยเลยนะมึง”
เธอลุกขึ้นเดินไปเปิดหน้าต่างให้ลมเย็นๆ พัดเข้ามา กลิ่นหอมจางๆ ของกองฟางและใบไม้แห้งปะทะเข้าที่ใบหน้า หน่อยเผลอยิ้มออกมาอย่างลืมตัว ััที่คุ้นเคยแบบนี้แหละคือสิ่งที่เธอโหยหามาตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตในเมืองกรุง
“ยิ้มอะไรคนเดียววะ... แล้วอีแววล่ะ?” ตั้ม พี่ชายของแววเดินเข้ามาทักพลางมองหาน้องสาวตัวดี
หน่อยเบี่ยงตัวหลบทางให้พลางชี้ไปที่ร่างที่นอนคอพับกอดลังเบียร์แน่น “นั่นไงพี่ตั้ม นอนเฝ้าสมบัติอยู่”
ตั้มยกมือเกาหัวแกรก “ให้ตายเถอะอีแวว! กูควรปล่อยให้มึงนอนเฝ้าลังเบียร์ตรงนี้เลยดีไหมเนี่ย” เขาเดินอ้อมไปเข้าประตูหน้าบ้านแล้วตรงปรี่ไปเขย่าตัวน้องสาว “อีแววตื่น! ถ้ามึงไม่ตื่นกูจะลากขามึงถูไปกับพื้นนะเว้ย!”
แววที่ได้ยินเสียงประกาศิตของพี่ชายค่อยๆ ผงกหัวขึ้นมาปรือตามอง “พี่ตั้ม... นั่งดิ...” เธอควานมือสำรวจเบียร์ในลังแล้วหันไปบอกเพื่อน “หน่อย... ใกล้จะหมดแล้วว่ะแก”
ตั้มมองซากขวดเบียร์รอบห้องแล้วถึงกับต้องยกมือนวดขมับ “นี่พวกมึงสองคนซัดกันไปลังกว่าแล้วเหรอวะ? พวกมึงเป็คนหรือท่อสูบน้ำกันแน่!”
“ก็แววมันอกหักนี่พี่ตั้ม... หน่อยเลยต้องอยู่เป็เพื่อน” หน่อยรีบช่วยแก้ตัวแทนเพื่อน
“งั้นหน่อยไปพักที่บ้านพี่เถอะ เมื่อกี้พี่เห็นไอ้บีมมันเดินป้วนเปี้ยนมาทางนี้ พี่เลยรีบตามมาดูเนี่ย” ตั้มบอกด้วยความเป็ห่วง
“เจออีแววหรือยังตั้ม!!” เสียง ลิน พี่สะใภ้เมียของตั้มะโถามเข้ามาจากหน้าบ้าน
“เออ! เจอแล้ว! นอนตายห่าอยู่คาลังเบียร์เนี่ยลิน!” ตั้มะโตอบกลับไปอย่างระอา
หน่อยชะเง้อหน้าออกไปทางหน้าต่างแล้วกวักมือเรียก “พี่ลินเข้ามาสิคะ... มาดื่มด้วยกัน!”
“อะไรนะ! นี่ยังจะดื่มต่ออีกเหรอ?” ตั้มถึงกับยืนอึ้ง
“พี่ตั้มก็ไปเอาเหล้าที่บ้านมาสิคะ มานั่งดื่มเป็เพื่อนกัน” หน่อยพูดหน้าตาเฉยจนตั้มมองค้าง
“อีหน่อย มึงนี่ยังเป็คนอยู่ไหมเนี่ย? อีแววน็อคไปแล้วแต่มึงยังยืนตรงแหน็ว ไม่ล้มไม่เซเลยนะ”
“ยัยหน่อยมันคอทองแดง ไม่ค่อยเมาหรอก” ลินเดินยิ้มเข้ามาในบ้าน “ไหนล่ะแก้ว พี่ขอบ้าง”
“ตรงตระกร้านั้นเลยค่ะพี่ลิน” หน่อยชี้บอกพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
มือบางกดส่งข้อความไปหา เบนต์ เพื่อขอยืมเบียร์ที่ฝากซื้อไว้เมื่อเย็นมาต่อวง ไม่นานเขาก็ตอบตกลง แถมบอกว่าจะยกมาให้เองและจะร่วมนั่งดื่มด้วย หน่อยเผลอหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกดีกับเบนต์มากกว่าบีมเสียอีก... ตลอดเวลาที่เธอเคยอยู่ในบ้านไม้สักหลังใหญ่นั้น คนที่คอยดูแลเอาใจใส่เธอจริงๆ กลับกลายเป็พี่ชายอย่างเบนต์ ในขณะที่บีมเอาแต่เที่ยวเตร่ ดื่มเหล้า กลับบ้านมืดค่ำ วันไหนเมาก็หลับเป็ตาย วันไหนไม่เมาก็เอาแต่นัวเนียอยู่กับเธอจนรุ่งสางโดยไม่สนว่าเธอจะเหนื่อยแค่ไหน ความอบอุ่นที่แท้จริงมันมาจากพี่ชายคนนั้น... ไม่ใช่น้องชายคนนี้เลย
ค่ำคืนดำเนินไปท่ามกลางเสียงหัวเราะ เมื่อเบนต์แบกลังเบียร์มาเพิ่ม ทั้งสี่คนจึงนั่งดื่มกันสวนเสเฮฮา โดยมีแววคอยผงกหัวขึ้นมาสมทบความฮาเป็ระยะ จนกระทั่งดึกสงัดลมหนาวเริ่มพัดแรงขึ้น และทุกคนที่เหนื่อยจากงานที่ไร่นาเริ่มดื่มต่อกันไม่ไหวแล้ว
ลินและตั้มจึงช่วยกันพยุงร่างที่ไร้สติของแววกลับบ้าน โดยฝากรถกระบะทิ้งไว้ที่บ้านของหน่อยก่อน เพราะนาทีนี้ไม่มีใครอยู่ในสภาพที่จะขับขี่รถได้อย่างปลอดภัยแน่นอน
“พี่เบนต์คะ... ไหวหรือเปล่า?” หน่อยหันไปถามชายหนุ่มตัวโตที่ยังคงนั่งถือแก้วเบียร์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เบนต์หันมามองขมวดคิ้วมุ่นพลางถอนหายใจยาว “หน่อย... ไอ้บีมมันไม่ยอมหยุดหรอกนะ จนกว่าหน่อยจะยอมกลับไปอยู่กับมัน พี่รู้นิสัยมันดี” เขาพูดพลางก้มมองน้ำสีอำพันในแก้ว
“แล้วหน่อยต้องทำยังไงคะ... ต้องไม่กลับมาที่นี่อีกเลยเหรอ?” หญิงสาวถามด้วยความอัดอั้น
เบนต์พ่นลมหายใจออกมาแรงๆ “ต่อให้หน่อยหนีไปกรุงเทพฯ ถ้ามันว่างงาน คิดว่ามันจะตามไปไม่ได้หรือไง?”
หน่อยทรุดตัวลงนั่งข้างๆ แล้วยกแก้วขึ้นดื่ม “แต่หน่อยไม่มีวันกลับไปหาบีมแล้วนะคะ”
“งั้นก็หาผัวใหม่ซะ... หาคนที่แข็งแกร่งพอจะกระทืบมันให้จมดินได้ เดี๋ยวมันก็หยุดไปเอง” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบหลังกระดกเบียร์เข้าปาก
“โถ่... พี่เบนต์ พูดเหมือนผู้ชายแบบพี่จะหากันได้ง่ายๆ อย่างนั้นแหละ” หน่อยยิ้มเยาะให้โชคชะตาของตัวเอง
“ได้ไม่ได้ก็ต้องหา” เขาเติมเบียร์ลงในแก้วช้าๆ “หรืออยากรอให้มันบุกเข้ามาในบ้านแล้วข่มขืน? เหมือนไอ้ข้ออ้างเื่ผัวเมียที่มันเคยใช้คราวก่อนน่ะ... หน่อยจบไปแล้วคนเดียว แต่ในมโนสำนึกระยำๆ ของมัน หน่อยก็คือเมียมันอยู่วันยันค่ำ”
หน่อยหลับตาลง ความเหนื่อยล้าทางใจถาโถมเข้ามาจนแทบร้องไห้ออกมา “หน่อยไม่รู้จะทำยังไงแล้วค่ะพี่เบนต์”
“พี่ถึงบอกให้ไปพักที่บ้านพี่ไง”
“แต่หน่อยเป็ผู้หญิงนะคะพี่... คนอื่นเขาจะมองยังไง แล้วถ้าบีมมันเอาไปโพนทะนาว่าเรากลับมาคืนดีกันล่ะคะ?” เธอถามอย่างเหนื่อยใจ
“มันก็แค่โดนตีนพี่กระทืบซ้ำ” เบนต์ตอบนิ่งๆ ราวกับเป็เื่ดินฟ้าอากาศทั่วไป
“ถ้าอย่างนั้น... คืนนี้พี่เบนต์นอนที่นี่ได้ไหมคะ?” หน่อยรวบรวมความกล้าถามออกไป เพราะลึกๆ เธอหวาดกลัวเกินกว่าจะอยู่บ้านหลังนี้คนเดียวในคืนที่บีมยังวนเวียนอยู่
เบนต์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในตาของเธอ “หน่อย... พี่เป็ผู้ชายนะ คิดบ้างไหมว่าเช้าพรุ่งนี้ชาวบ้านจะพูดกันว่ายังไง? แต่ถ้าหน่อยโอเคกับเสียงซุบซิบพวกนั้น พี่ก็นอนได้... เพราะพี่ไม่เคยใส่ใจว่าใครจะพูดอะไรอยู่แล้ว”
“นอนเถอะค่ะ... ยังไงหน่อยก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ดีกว่าต้องมานั่งหวาดระแวงเื่เดิมๆ ซ้ำๆ” หน่อยพูดด้วยเสียงอ่อนแรง
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปพักผ่อนเถอะ... พี่จะเฝ้าที่โซฟานี่แหละ”
“ขอบคุณค่ะพี่เบนต์” หน่อยเอ่ยขอบคุณสั้นๆ ก่อนจะปลีกตัวเข้าห้องนอนไป ทิ้งให้ชายหนุ่มร่างใหญ่นั่งอยู่กับความสลัวและลมหนาวเพียงลำพัง
เช้าวันต่อมา...
แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา หน่อยเดินออกมาจากห้องนอนด้วยความงุนงง แต่กลับไม่พบร่างของเบนต์บนโซฟาที่เขานอนเฝ้าเมื่อคืน มีเพียงร่องรอยความเรียบร้อยที่เขาทิ้งไว้ เธอจึงตัดสินใจเดินไปที่บ้านของแวว เพราะรู้ดีว่าครัวของ 'แม่วัน' แม่ของแววคือที่ฝากท้องที่ดีที่สุดในยามเช้าแบบนี้
กลิ่นข้าวต้มหอมฉุยลอยมาเตะจมูกทันทีที่เธอเดินเข้าเขตร้าน หน่อยสั่งข้าวต้มร้อนๆ มาทานเพื่อคลายความมึนงงจากเมื่อคืน แต่แม่วันกลับใจดีแถมกับข้าวอย่างอื่นมาให้จนเต็มโต๊ะ
“ยัยแววล่ะคะแม่?” หน่อยเอ่ยถามพลางมองหาเพื่อนรัก
แม่วันส่ายหัวอย่างระอา “ตายห่ายังไม่ตื่นเลยนั่นน่ะ ปล่อยมันนอนไปเถอะ”
หน่อยหลุดยิ้มออกมา “คนอกหักก็แบบนี้แหละค่ะแม่... จะให้ทำอะไรได้ล่ะ”
“แล้วเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นล่ะเบนต์ถึงไปนอนบ้านเราน่ะ?” แม่วันถามด้วยความเป็ห่วงพลางลดเสียงลง “แม่เห็นมันเดินออกมาจากบ้านเราเมื่อเช้า เลยบอกให้มันข้ามรั้วแล้วเดินออกทางหน้าบ้านแม่แทน คนอื่นจะได้ไม่เอาไปพูดกันผิดๆ”
หน่อยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบตามตรง “หน่อยกลัวไอ้บีมมันจะแอบเข้ามากลางดึกน่ะค่ะแม่ เลยขอให้พี่เบนต์ช่วยอยู่เป็เพื่อน” เธอก้มลงตักข้าวต้มเข้าปากเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่าง
“เฮ้อ... แม่ว่าไอ้บีมมันคงอยากได้เราคืนจนจะบ้าไปแล้วมั้ง” แม่วันถอนหายใจยาว “เมื่อสองเดือนก่อนมันก็เกือบจะโดนพี่ชายมันทุบตาย เพราะมันจะรั้นตามไปหาเราถึงกรุงเทพฯ ให้ได้”
หน่อยเงยหน้าขึ้นทันควัน “จริงเหรอคะแม่?”
“จริงสิ! ไอ้เบนต์น่ะไล่กวดมันจนหน้าตาสะบักสะบอม เขียวช้ำอยู่นานเลยแหละ” หญิงสูงวัยเล่าพลางปลงตก “แต่หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน ไอ้เบนต์ก็ดันมาโดนเมียทิ้งอีก ไม่รู้ลูกชายบ้านนี้เป็อะไรกันนักกันหนา คนหนึ่งก็เ้าชู้ประตูดิน อีกคนก็แสนดีแต่ดันอาภัพรัก”
แม่วันส่ายหัวทิ้งท้ายก่อนจะรีบปลีกตัวไปรับออเดอร์ลูกค้าที่เริ่มทยอยเข้าร้าน
หน่อยมองตามหลังแม่วันไปพลางคิดถึงคำพูดของเบนต์เมื่อคืน 'หาผัวใหม่ซะ หาคนที่แข็งแกร่งพอจะกระทืบมันได้' เธอจะไปหาผู้ชายแบบนั้นมาจากไหนกัน? ในเมื่อคนที่ปกป้องเธอมาตลอดทั้งที่อยู่ใกล้และไกลกลับเป็ผู้ชายอาภัพรักที่ชื่อเบนต์คนนั้น อีกไม่กี่วันเธอก็ต้องกลับไปเผชิญโลกความเป็จริงที่กรุงเทพฯ แล้ว และดูเหมือนบีมจะไม่ยอมปล่อยมือจากเธอไปง่ายๆ อย่างที่เบนต์เตือนไว้จริงๆ
ยามเย็นคล้อยต่ำ...
แสงอาทิตย์สีส้มรำไรทาทับขอบฟ้า พร้อมลมหนาวที่เริ่มพัดโชยมาปะทะผิวกาย แววเดินสะบักสะบอมในสภาพคนเพิ่งฟื้นไข้มาเอารถกระบะที่บ้านของหน่อย
“ถอนหน่อยไหมมึง?” หน่อยที่นั่งไถสมาร์ทโฟนอยู่บนม้านั่งหน้าบ้าน ะโถามเพื่อนรักพลางยิ้มขำ
แววหันขวับมามองค้อน “พอเถอะมึง... วันนี้กูสงสารชักโครกที่บ้านฉิบหายเลยว่ะ... แต่ไปซื้อกันเถอะ!” พูดจบยัยตัวดีก็ะโขึ้นรถทันที เตรียมพร้อมจะไปล่าเสบียงมาเพิ่มเพื่อดื่มต่อแบบไม่เข็ดหลาบ
หน่อยได้แต่ส่ายหัวให้กับความอึดของเพื่อนรัก ถ้าเมื่อคืนแววไม่เมาจนคอพับไปเสียก่อน บรรยากาศคงจะเฮฮากว่านั้นแน่ “เออๆ เดี๋ยวปิดประตูบ้านก่อน”
ไม่นานนัก รถกระบะคันสวยก็มุ่งหน้าสู่ร้านค้าประจำตำบล
“วันนี้เอาสักกี่ลังดี เมื่อวานสามลังก็ยังมีเหลืออยู่นะ” หน่อยถามขณะรถแล่นไปตามถนนลูกรัง
“จัดไปสี่เลยเพื่อน! เพราะคืนนี้อีแววจะไม่ยอมเมา!” แววตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มร้อย
“แน่ใจนะ? ไม่ใช่คอพับหลับคาลังเหมือนเมื่อคืนอีกนะแวว” หน่อยถามย้ำพลางะเิหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงภาพเพื่อนรักกอดลังเบียร์นอนหลับปุ๋ย
“มั่นใจเหอะหน่อย คืนนี้อีแววจะอยู่โต้รุ่งให้มึงดูเป็ขวัญตา!” แล้วทั้งคู่ก็ประสานเสียงหัวเราะกันอย่างมีความสุข ความทุกข์เื่ผู้ชายดูเหมือนจะจางหายไปชั่วคราวทิ้งไว้เพียงความสนุกของเพื่อนแท้
ทั้งคู่แวะเข้าร้านค้าประจำตำบลเพื่อกวาดเบียร์และหาซื้อวัตถุดิบไปทำกับแกล้ม
แววไม่ลืมที่จะต่อสายหาพี่ชายตัวดีเพื่อถามไถ่ “พี่ตั้ม! จะเอาอะไรเพิ่มไหม?”
“พวกมึงยังจะแดกกันอีกเหรออีแวว!” เสียงตั้มะโด่ารอดออกมาจากโทรศัพท์จนหน่อยที่นั่งข้างๆ ยังได้ยินชัดเจน “พอได้แล้วมึงน่ะ!”
แววหันมาสบตาหน่อยแล้วยักคิ้วให้กันอย่างรู้ใจ ถึงจะโดนด่าแต่พวกเธอก็รู้ดีว่าคืนนี้จะเป็อีกคืนที่อบอุ่นที่สุดในบ้านเกิดแห่งนี้
เมื่อรถกระบะเลี้ยวกลับเข้ามาที่บ้านของหน่อยอีกครั้ง แววถอยรถเข้าซองอย่างคล่องแคล่ว โดยมี 'ตั้ม' พี่ชายยืนกอดอกคอยโบกรถให้ พร้อมกับเตรียมช่วยขนของลงจากท้ายกระบะให้สองสาวที่นานทีปีหนจะได้กลับมาเจอกันแบบนี้
“อีแวว... อีหน่อย! นี่พวกมึงซื้อมาดื่มหรือซื้อมาอาบกันแน่วะห๊ะ?” ตั้มถึงกับกุมขมับเมื่อเห็นจำนวนลังเบียร์ที่วางเรียงรายอยู่ท้ายรถ
“ต้องเอาไปคืนพี่เบนต์ด้วยค่ะพี่ตั้ม พอดีเมื่อกี้ลืมแวะน่ะค่ะ” หน่อยตอบพลางยิ้มเจื่อนๆ ขณะช่วยขนเสบียงลงจากรถ
“พวกมึงจะแดกกันแค่สองคนจริงๆ หรือจะจัดงานเลี้ยงรุ่นประจำหมู่บ้านวะเนี่ย เยอะฉิบหาย!” ตั้มยังคงบ่นอุบอิบพลางยกลังเบียร์ลงมาวางกองไว้
“พี่ตั้ม... ฝั่งโน้นน่ะ พี่ช่วยขนไปบ้านเราด้วยนะ แม่วันฝากซื้อของสดมา” แววชี้นิ้วสั่งพี่ชายหน้าตาเฉย “อ้อ! แล้วอย่าลืมหยิบหม้อทอดไร้น้ำมันที่บ้านติดมือมาด้วยอีกลูกนะพี่ ที่บ้านยัยหน่อยมีแค่อันเล็กอันเดียว ทอดไม่ทันกินหรอก!”
“นี่กูเป็พี่มึงนะอีแวว! สั่งเอาๆ เหมือนกูเป็ขี้ข้าเลยนะมึง” ตั้มสบถออกมาอย่างเหลืออด แต่ถึงจะบ่นปากเปียกปากแฉะ มือหนาก็ยังก้มลงขนของตามที่น้องสาวสั่งอยู่ดี
หน่อยมองภาพพี่น้องคู่นี้เถียงกันแล้วก็ได้แต่ขำ ความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหละที่ทำให้เธอรู้สึกว่า 'บ้าน' ยังคงเป็ที่ที่ปลอดภัยที่สุดเสมอสำหรับเธอ