“ข้าพเ้าเคยบอกน้องท่านก่อนแล้วเมื่อท่านเข้าเมืองปตานี ท่านคือพระราชธิดาผู้สูงศักดิ์ของนครใหญ่ซึ่งปกครอง ๑๒รัฐ ทางราชสำนักคงจัดขบวนรับเสด็จและกำหนดเฉพาะผู้ทรงเกียรติยศเข้าเฝ้าต้อนรับท่านส่วนข้าพเ้าหาได้มีศักดิ์ฐานะใดไม่ มิอาจถูกระบุนามอยู่ในขบวนพิธีได้”
“เราก็เคยบอกท่านก่อนแล้วเรามาเมืองท่านเมื่อใดจะให้ท่านมาต้อนรับเราให้จงได้”
พระนางตรัสย้อน แต่แล้วทรงสังเกตเห็นชายหนุ่มนั่งก้มหน้านิ่งทอดถอนใจจึงรับสั่งปลอบขึ้น
“พี่เ้า... ท่านอย่าได้กังวลใจเลย เกียรติศักดิ์อยู่ภายในตัวของท่านผู้ใดจะมาริดรอนหรือบั่นทอนไม่ได้หรอกนอกเสียจากท่านจะดูแคลนตัวท่านเอง”
ผู้อื่นเรียกขาน “เ้าทิพ” มีแต่พระองค์หญิงที่ทรงเรียก“พี่เ้า” คล้ายดั่ง “เ้า” คือส่วนหนึ่งของชื่อชายหนุ่ม
เ้าตัวสดับแล้วเงยหน้าขึ้น แม้องค์หญิงจะมีพระชันษาอ่อนกว่าตนแต่มักรับสั่งปลุกปลอบให้กำลังใจตนเสมอมา แม้จะซาบซึ้งในน้ำพระทัยแต่ก็อดสะท้อนใจไม่ได้รำพึงขึ้นว่า
“เกียรติศักดิ์อยู่ภายในแต่ยศศักดิ์คือสิ่งเชิดหน้าชูตาให้ผู้คนยกย่อง.. ข้าพเ้าหาได้มีไม่”
“ท่านนี่ ดูช่างกระไร.. ทำไมต้องไปมุ่งหวังกับบุคคลอื่นทำไมต้องหวังให้คนอื่นยกย่องเชิดชูด้วย” ตรัสพลางแสร้งเบือนพระพักตร์หนีไป
ชายหนุ่มจับพระหัตถ์ข้างหนึ่งที่วางอยู่บนพระชานุขึ้นมาแล้วซบหน้าแนบลงกล่าวเบาๆ
“ข้าพเ้าเกิดมาพร้อมคำสาปและความเกลียดชังหากไม่ยกตนขึ้นจนผู้คนสรรเสริญ ไหนเลยจะลบล้างคำตำหนิได้.. อย่าว่าแต่น้องท่านเป็ถึงพระราชธิดาของพระเ้าผู้เป็ใหญ่ตลอดทั้งคาบสมุทรเรา.. ไหนเลยจะ..”
กล่าวได้เพียงเท่านั้น คำ“เราไหนเลยจะคู่ควร” ไม่อาจล่วงออกมาได้..
องค์ขัตติยนารีเองก็คล้ายไม่โปรดจะรับฟังให้บั่นทอนพระหฤทัยครั้นแล้วรับสั่งเปลี่ยนเื่ว่า
“พี่เ้าพรุ่งนี้ทางคณะต้อนรับจะนำเราชมเมืองเก่าปตานี เราอยากให้ท่านไปร่วมชมเมืองกับเราด้วย”
เ้าทิพนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกราบทูลด้วยน้ำเสียงลำบากใจ
“ข้าพเ้าไม่ใช่บุคคลที่ชาวเมืองปตานีจะยินดีนักให้ร่วมขบวนชมเมืองไปกับท่านเกรงจะไม่เหมาะ”
“ใครว่าไม่เหมาะ.. ท่านลองคิดดู ตัวท่านเกิดที่เมืองปตานีแต่พักอยู่อาศัยนับรวมได้เพียงร้อยกว่าวันไม่ถึงปี เวลาที่เหลือของชีวิตท่านอยู่ในเมืองของเรา ในเมื่อเราเดินทางมาปตานีท่านจึงเป็คนที่สมควรมาต้อนรับเรามากที่สุด..หรือจะมีชาวปตานีคนใดไปอาศัยใบบุญอยู่เมืองนครฯ มากกว่าตัวท่านบ้าง”
เ้าทิพได้แต่ส่ายหน้า ไม่อยากโต้แย้งกับพระนางแล้วเอื้อมมือปลดห่อผ้าที่ซ่อนสะพายอยู่ข้างหลังออกมา บรรจงวางลงบนพระเพลา (ตัก)
“ของที่น้องท่านปรารถนา ข้าพเ้าได้ขอให้ท่านอาจือกงนำมาให้ท่านแล้ว”กล่าวพลางคลี่ผ้าห่อคลุมออก
พระธิดาทรงฉงนในพระทัยจนพระขนงขมวดมุ่นทอดพระเนตรเห็นในห่อผ้าเป็กล่องขนาดครึ่งฝ่ามือความยาวหนึ่งศอกบุหุ้มด้วยแพรเนื้อนุ่มแสงจันทร์กระจ่างฟ้าด้านนอกสาดเข้ามาทางช่องพระบัญชร ปรากฏประกายเลื่อมของดิ้นเงินดิ้นทองเป็ลายพรรณไม้ชูดอกใบ
“งามยิ่งนัก..”
“น้องท่านลองเปิดดูภายในเถิด”
พระองค์หญิงทรงคลำหาสลักแล้วง้างเปิดฝากล่องออกทรงหยิบผ้าแพรพับที่อยู่ภายในกล่องออกมาคลี่ทอดพระเนตรดูด้วยพระอาการตื่นเต้นเพลิดเพลินพระทัยผิวผ้าที่ทรงััเรียบนุ่มพระหัตถ์ เมื่อทรงยกผืนผ้าขึ้นกางทาบกับแสงที่สาดเข้ามาลายปักดิ้นเงินดิ้นทองพลันวูบวาบปรากฏเป็รูปฝูงหงส์นวยนาดชมพฤกษา ลวดลายทั้งหมดเสมือนมีชีวิตจริง
พระนางทรงแย้มพระโอษฐ์ด้วยพระอาการอิ่มเอมรับสั่งละล่ำละลัก “ท่านหาแพรหงส์ชมบุปผามา.. มาให้เราจริงๆ.. พี่ท่าน..”แล้วทรงโน้มพระวรองค์ลงมาซบพระพักตร์กับไหล่เ้าทิพ พระกรข้างหนึ่งตะกองกอดชายหนุ่มไว้แน่น
“เราเพียงแต่พูดลอยๆ ไปเมื่อปีก่อนพี่ท่านกลับถือเป็จริงเป็จังปานนี้หรือ”
“แม้น้องท่านจะรับสั่งเป็เงื่อนไขให้องค์ชายอัศวเมฆลำบากหทัยแต่ข้าพเ้าทราบว่าน้องท่านก็ประสงค์จะได้แพรหงส์ชมบุปผา จึงลองพยายามแสวงหาดู”
“ท่านช่างดีต่อเรานัก” พระนางตรัสขึ้นด้วยพระทัยตื้นตันต่อน้ำใจของชายหนุ่ม.. ชายผู้ปราศจากยศและสมบัติ แต่พร้อมจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างถวายแด่พระนาง
องค์หญิงวิสาณีทรงยกพระพักตร์ขึ้นจากไหล่ที่ทอดซบสายพระเนตรแวววาวจับจ้องทั่วใบหน้าของชายหนุ่ม ทรงทาบฝ่าพระหัตถ์ลงบนแก้มปลายนิ้วพระหัตถ์สื่อััถึงความรักอันลึกซึ้ง ทรงลูบไล้มาถึงริมฝีปากบางของชายหนุ่ม
“เราอยากปฏิบัติต่อท่าน ตามคำที่เคยเอ่ยไว้.. ลวดลายของผ้าแพร เรา.. เราถูกใจ..” รับสั่งด้วยพระอาการเขินอาย
“น้องท่านเอ่ยเื่อันใด ข้าพเ้ามิเข้าใจ”เ้าทิพกล่าวด้วยความงุนงง
“ท่านช่างใช้ไม่ได้เลย อ่านใจเราออกว่า้าผ้าแพรแต่เงื่อนไขที่เราบอกกลับจำไม่ได้..”
เ้าทิพพลันหวนรำลึกถึงครั้งองค์ชายอัศวเมฆเสด็จเมืองนครฯเมื่อปีก่อน ครั้งหนึ่งองค์ชายทรงพยายามเกี้ยวพาราสีพระนางและหาเื่ทำร้ายตน ทรงประกาศจะหาสิ่งของที่พระนางทรงประสงค์มาถวายให้ทุกอย่างพระนางทรงบ่ายเบี่ยงให้ไปหาแพรหงส์ชมบุปผาจากราชสำนักกรุงจีน หากได้ “ลวดลายที่พระนางพอพระทัย”จึงจะทรงผูกสมัครรักใคร่..
เป็เงื่อนไขที่ยากจะมีผู้ใดกระทำได้เพราะขึ้นกับ “ความพอพระทัย” ของพระนาง..
เ้าทิพพลันสะดุ้งขึ้นกล่าวพลุ่งพล่านด้วยหัวใจพองโต
“ตกลง น้องท่าน.. รับน้ำใจรักของข้าพเ้า..”
องค์หญิงวิสาณีทรงเม้มพระโอษฐ์พยักพระพักตร์เป็เชิงตอบรับ สายพระเนตรจับจ้องเ้าทิพอย่างลึกซึ้ง
ชายหนุ่มพลันรู้สึกโลกนี้ช่างกระจ่างสวยงามกระไรอยากกล่าวขอบคุณทุกสิ่งอย่างซึ่งบันดาลสิ่งดีที่สุดมาให้กับชีวิตตน
“ข้าพเ้าขอสัญญา.. จะรักและภักดีท่านด้วยชีวิต..เพียงคนเดียวในชั่วชีวิตนี้”
เ้าทิพรักมั่นในตัวพระองค์หญิงเสมอมาแม้ทั้งสองจะใกล้ชิดผูกพันกันแต่ชายหนุ่มมิได้มั่นใจในท่าทีของพระนาง ทุกครั้งที่ตนเอ่ยปากขอความรักพระนางไม่ทรงสนองตอบปล่อยให้ตนเก้อไปเสียทุกครั้ง
“เราไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วจะได้แต่งกับท่านหรือไม่เราไม่คิดอะไรอีกแล้ว.. รู้แต่ใจนี้มีแต่ท่านเท่านั้น” พระนางรับสั่งพลางทรงลุกลงจากพระแท่นบรรทมโผเข้ากอดเ้าทิพที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์
เ้าทิพรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝันกอดรัดพระนางแน่นคล้ายกลัวจะต้องตื่นขึ้นมา ชั่วชีวิตของตนไม่มีเพื่อนหรือมิตรสหายนอกจากตาและอาเซียงจือกงแล้ว ทุกคนที่เข้ามาสัมพันธ์เหมือนจะมีเส้นบางกางกั้นกับตนเป็ความรังเกียจ ความดูแคลน และความระแวงเคลือบแคลงใจ แม้แต่องค์พระมเหสีพระมารดาขององค์หญิงวิสาณีเองจากที่ทรงพระเมตตานำตนไปชุบเลี้ยงั้แ่ยังเล็กก็ทรงเปลี่ยนไปไม่โปรดให้ตนใกล้ชิดกับพระราชธิดา ทั้งทรงกีดกันและดูแคลนตนใน่หลัง
เ้าทิพััถึงความอบอุ่นของอ้อมกอดพระฉวี (ผิว) เนียนนุ่มละมุน กลิ่นหอมจากพระวรกายขององค์หญิงทำให้ตนตระหนักรู้ว่ามิได้อยู่ในความฝันหากเป็ความจริง.. และแล้วพลันรู้สึกถึงน้ำอุ่นๆ ซับลงตรงอกเสื้อพร้อมเสียงกระซิกร่ำไห้
“น้องท่านเป็อะไร.. มีสิ่งใดให้เสียใจหรือ”สองมือจับพระอังสา (ไหล่) ประคองออกจากอ้อมอก เห็นพระปรางเนืองนองไปด้วยน้ำพระอัสสุชล(น้ำตา)
“โลกภายนอกช่างโหดร้ายกับท่านต่อไปคงโหดร้ายกับเราด้วย” พระนางทรงระลึกถึงพระมารดาที่ทรงเฝ้าห้ามเตือนไม่ให้มีพระทัยผูกพันต่อเ้าทิพอดเศร้าและทอดอาลัยในอนาคตข้างหน้ามิได้
“ข้าพเ้าจะปกป้องดูแลท่านเอง”
“ท่านสามารถทำได้จริงๆ หรือ”ตรัสพลางสบสายพระเนตรกับชายคนรัก คล้ายจะทรงยึดมั่นคำยืนยันนี้ไว้ปลอบประโลมพระทัย
ทั้งสองต่างพลอดรำพันคำรักในอ้อมกอดกันและกันอยู่ช้านานจนได้ยินเสียงกลองย่ำบอกเวลาล่วงเข้ายามสอง
“ท่านกลับออกไปเถิด เดี๋ยวทหารก็จะเปลี่ยนเวรยามแล้ว”
“ข้าพเ้ารู้สึกว่าเวลาช่างหมดไปเร็วเสียจริง”กล่าวอ้อยอิ่ง ไม่อยากผละจากพระนางผู้เป็ที่รัก
“ท่านไปเถอะพรุ่งนี้เราค่อยไปชมเมืองเก่าด้วยกัน” พลางหยิบผ้าแพรหงส์ชมบุปผาขึ้นมา“ท่านจงรู้ไว้ ไม่ใช่ลวดลายผ้าแพรที่ถูกใจเรา.. แต่เป็เพราะความรักที่ท่านมอบให้เรามาตลอดนั่นคือสิ่งมีค่าที่สุด”
เ้าทิพยึดพระหัตถ์นุ่มมากุมไว้
“ถ้าเช่นนั้นข้าพเ้าจะทำให้ความรักนี้มีค่ายิ่งขึ้น..ตลอดไป”
เมื่อได้ร่ำลากันแล้วจึงรอจนทหารเปลี่ยนยามเดินผ่านห้องบรรทม เ้าทิพเกี่ยวตะขอปีนออกทางพระบัญชรย้อนทางเดิมหลบบรรดาทหารยืนยามตามจุดต่างๆ จนกลับถึงเรือนพักของตนทั้งคืนเ้าทิพได้แต่นอนกระสับกระส่ายไม่สามารถข่มตาหลับได้ด้วยปิติในรสรักรสััของหญิงสาวผู้เป็ที่รัก กระทั่งได้ยินเสียงกลองตีย่ำบอกเวลาล่วงเข้ายามสี่(เวลา ๓ นาฬิกา) จึงพยายามระงับอารมณ์อันฟุ้งซ่าน ผ่านไปอีกไม่นานจึงค่อยหลับลงด้วยความอ่อนเพลีย..
--------------------------------------------------