บทที่ 3: ดาบเจ็ดเขี้ยวที่หายไป (The Seven Branched Thief)
เช้าวันต่อมา ได้มีข่าวการหายไปของดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพที่ถูกจัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์ และสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งรูปแบบคลิปวิดีโอออนไลน์ เว็บไซด์ และเพจข่าวสาร สิ่งที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้คนในโลกโซเชียลมากที่สุด คือบนตู้กระจกนิรภัยที่จัดแสดงนั้นกลับไม่พบความเสียหายหรือร่องรอยการงัดแงะใดๆ เลยแม้แต่น้อย แม้แต่รอยแตกร้าวเพียงน้อยนิดก็ไม่มี ผู้คนจึงพากันตั้งคำถามกันต่างๆ นาๆ“บ้าน่า ถ้าหากตู้กระจกนิรภัยไม่มีรอยแตกร้าว หรือร่องรอยการงัดแงะใดๆ เลยแบบนั้น แล้วพวกโจรที่ขโมยดาบไปนั้น มันนำเอาดาบออกมาจากตู้กระจกได้ยังไง ระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนามากเลยนะ”“ถ้าหากมีกล้องวงจรปิด อย่างน้อยก็น่าจะจับภาพคนผ่านไปมาได้บ้างแหละ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนนำเอาสิ่งของออกจากพิพิธภัณฑ์โดยที่ไม่มีความเสียหายใดๆ เลย”“หากมีคนพยายามจะมาเอาของออกมาจากพิพิธภัณฑ์ มันก็ต้องมีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นมาสิ แล้วพวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เดินเฝ้าตระเวนอยู่ที่นั่นไม่มีใครได้ยินเสียงสัญญาณ หรือสังเกตเห็นคนแปลกหน้าที่เดินเข้ามาเลยเหรอ”“กล้องวงจรปิดในพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ว่าจับภาพพวกมันได้หรอกเหรอ”ทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกรมตำรวจนครบาลโตเกียวที่นำโดยสารวัตรชิราอิคาว่า เท็นจูโร่ ได้เข้ามาสืบคดีการหายไปของดาบเจ็ดเขี้ยวที่ถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์“มันช่างเป็นคดีลักทรัพย์ที่น่าทึ่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยจริงๆ บนตู้กระจกนิรภัยที่จัดแสดงดาบเจ็ดเขี้ยวนั่นกลับไม่มีร่องรอยการงัดแงะหรือความเสียหายใดๆ เลย แม้แต่รอยแตกร้าวอันเพียงน้อยนิดก็ยังไม่มี”ผู้คนต่างก็โพสต์คอมเมนท์เข้ามาตามสื่อโซเชียลต่างๆสารวัตรเท็นจูโร่ ผู้มีผมเผ้ารุงรังสีดำอ่อนกับดวงตาสีน้ำเงินซีด ไว้หนวดเครานิดๆ บนใบหน้าคมคายที่แม้จะเข้าสู่วัยกลางคนแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความหล่อเหลาอย่างไม่มีเสื่อมคลาย ซ่อนร่างกำยำอันสูงใหญ่อยู่ในชุดสูทสีน้ำตาลเข้าและเนคไทสีดำ ยืนมองไปที่ตู้กระจกนิรภัยที่อยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้าที่นิ่วด้วยความเคร่งเครียด พลางยกมือหนาใหญ่ข้างขวาแตะที่คางเบาๆ ในขณะที่แขนขางซ้ายกำลังโอบกอดที่กลางลำตัว บุคลิกท่าทางของเขานั้นบ่งบอกความมีวุฒิภาวะได้เป็นอย่างดี“ผมเองก็รู้สึกแปลกๆ นะครับ ถ้าหากไม่มีร่องรอยการงัดแงะใดๆ เลยแบบนั้น แล้วคนร้ายที่ก่อเหตุเขานำเอาของออกมาจากพิพิธภัณฑ์ได้ยังไง”ผู้กองโอโมจิโซโนะ ทัตสึยะ ผู้มีผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนและดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ซ่อนร่างกำยำที่สูงโปร่งนิดๆ อยู่ในชุดสูทสีดำและเน็คไทสีฟ้า ก็ยืนมองตู้กระจกนิรภัยด้วยใบหน้าอันหล่อเหล่าที่นิ่วด้วยความเคร่งเครียดเช่นกัน“สารวัตรครับ จากที่ผมได้ไปเช็คภาพจากกล้องวงจรปิดในพิพิธภัณฑ์มานะครับ ก็พบว่าภาพเหตุการณ์ในเมื่อคืนนั้นถูกลบหายไปจนหมดเลยครับ เลยไม่สามารถตามตัวคนร้ายรายนั้นได้”ผู้หมวดฮายาบุสะ นากาโนะ ผู้มีผมสั้นสีม่วงเข้มปิดตาข้างขวา ดวงตาของเขาเป็นสีเขียวอ่อนทั้งสองข้าง ซ่อนร่างกำ ยำที่สูงโปร่งนิดๆ อยู่ในชุดสูทสีฟ้าทะเลอ่อนและเน็คไทสีฟ้า กล่าวรายงานให้สารวัตรเท็นจูโร่ด้วยใบหน้าอันหล่อเหลาที่นิ่วด้วยความเคร่งเครียด และแล้ว ก็ได้มีรถยนต์สีดำเงาคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ด้วยความเร็วสูง ขาเรียวงามอันผ่องใสที่หุ้มเท้าด้วยรองเท้าคัทชูสีครีมนั้นยื่นออกมาจากโซนนั่งคนขับจากนั้นก็ได้มีร่างงามของหญิงสาวนางหนึ่งลงมาจากที่ภายในรถสีดำ สาวร่างงามผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ที่ได้ลงจากรถนั้นเป็นถึงนายตำรวจหญิงชั้นผู้หมวด ผู้มีผมยาวสลวยสีชมพูบานเย็นที่ยาวถึงประมาณสะโพก เธออยู่ในชุดเสื้อสูทกับกระโปรงสอบโทนสีเทาเข้ม และเน็คไทสีดำ นายตำรวจหญิงคนดังกล่าวกำลังเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์“ได้เรื่องยังไงบ้าง ผู้หมวดซากุนะ” สารวัตรเท็นจูโร่ถามผลการสอบสวนกับนายตำรวจหญิงร่างงามที่เดินเข้ามา“สารวัตรคะ ดิฉันและเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้ทำการสอบสวนกับทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทุกนายที่คอยเฝ้าตระเวนอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้วค่ะ...”“พวกเขาต่างก็ตอบเป็นเสียงเดียวกัน ว่าพวกเขานั้นรู้สึกเหมือนกับถูกมนต์สะกดด้วยอะไรบางอย่าง หลังจากที่รู้สึกตัวขึ้น พวกเขาก็จำเหตุการณ์ในเมื่อคืนไม่ได้เลย” ผู้หมวดเอมิระ ซากุนะรายงานผลการสอบสวนให้กับสารวัตรเท็นจูโร่“ฟังดูแล้วมันเหมือนกับถูกสะกดจิตยังไงยังงั้นหล่ะครับ รุ่นพี่ซากุนะ”“ฉันว่ามันไม่น่าจะใช่สะกดจิตนะ นากาโนะ” ผู้หมวดซากุนะแย้งกลับผู้เป็นรุ่นน้อง“ผู้หมวดซากุนะ แล้วพวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนั่น เขาได้เห็นมีคนแปลกหน้าเดินผ่านเข้ามา หรือได้ยินเสียงสัญญาณอะไรรึเปล่า” ผู้กองทัตสึยะก็ได้เอ่ยถามขึ้นมา“เห็นบอกว่าไม่มีนะ ตอนที่พวกเขากำลังเดินเฝ้าตระเวนเมื่อคืน พวกเขาก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่เห็นมีใครผ่านเข้ามาเลย” ผู้หมวดซากุนะเอ่ยตอบ“แม้แต่เสียงสัญญาณเตือนภัย พวกเขาก็ไม่ได้ยินเลยเหรอ” ผู้กองทัตสึยะถามต่อ“ใช่แล้วค่ะผู้กอง” ผู้หมวดซากุนะยืนยันในคำตอบ ผู้กองทัตสึยะก็เริ่มหรี่ดวงตาสีน้ำตาลลงเล็กน้อย และขมวดคิ้วด้วยความสงสัยที่เกิดขึ้นภายในใจตู้กระจกนิรภัยไม่มีร่องรอยการงัดแงะ กล้องวงจรปิดก็มีไปทั้งทั่งพิพิธภัณฑ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็มีมาก แล้วคนร้ายนำดาบเจ็ดเขี้ยวออกจากพิพิธภัณฑ์มาได้ยังไง อีกทั้งยังเข้าไปลบภาพเหตุการณ์ในกล้องวงจรปิดอีก จะบอกว่าคนร้ายวางแผนมาอย่างดีก็ไม่ใช่ เพราะระบบรักษาความปลอดภัยมันแน่นหนามาก แค่ผ่านเข้ามากล้องวงจรปิดก็จับภาพได้แล้วมันทำได้ยังไงกันนะ“ผู้หมวดครับ แล้วพวกเขาเห็นรถที่คนร้ายขับมารึเปล่าครับ” คำตอบที่ได้กลับมาคือการส่ายหัวของผู้หมวดเอมิระ ผู้กองทัตสึยะก็ถอนหายใจออกมาทางด้านซามาโนะสุเกะ ยูโตะ นักข่าวจากสำนัก NP-News ผู้มีผมสั้นทรงประบ่าสีน้ำตาล ดวงตาสีม่วง ในระหว่างที่กำลังถ่ายรูปเพื่อทำข่าวอยู่นั้น อยู่ๆ เขาก็เกิดเห็นภาพนิมิตเมื่อ 500 กว่าปีก่อนที่ดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพนั้นถูกถืออยู่ในมือเรียวงามของเจ้าหญิงฮิเมรากิในชุดพิธีกรรมแบบญี่ปุ่นโบราณอย่างครบเครื่องโดยที่หันปลายดาบลงสู่พื้น เหมือนกับว่ากำลังทำพิธีกรรมอะไรบางอย่างอยู่ที่กลางลานกว้างหน้าตำหนักพระโรงภายในพระราชวังเกียวโต“เมื่อกี้นี้มันอะไรกันหน่ะ ทำไมเราถึงได้เห็นภาพในอดีตของดาบเจ็ดเขี้ยวเล่มนั้น เพราะอะไรกัน”ยูโตะรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจในตัวเอง ว่าทำไมวันนี้ถึงได้เกิดเรื่องบ้าๆ นี้ขึ้น เขามองเห็นภาพวัตถุในอดีตได้ ทั้งๆ ที่เขาไม่ ได้ทำอะไรเลย ตั้งแต่ที่เขาเกิดมาไม่เคยเกิดเรื่องอะไรบ้าๆ แบบนี้ขึ้นมาก่อน“ยูโตะ ยูโตะ” ทันทีที่ถูกสะกิดเรียก เขาก็ได้สติกลับมาทันที“เป็นไรไปเหรอยูโตะ เมื่อกี้ฉันเห็นนายยืนเหม่ออยู่หนะ” โชโกะ สึคาสะ เพื่อนร่วมงานคนสนิทของเขาถามด้วยความเป็นห่วงเราคงทำงานหนักไปจนสมองเพี้ยนไปแล้วแน่ๆยูโตะเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องพลังพิเศษอะไรพวกนั้นอย่างแรง เขาจึงพยายามนึกในแง่ของความเป็นจริงเข้าไว้“คงเป็นเพราะทำงานหนักไปหน่อยเลยอ่อนเพลีย โทษทีนะที่ทำให้เป็นห่วง” ยูโตะรีบเบี่ยงเบนโดยไม่ให้ผิดสังเกต“ไม่เป็นไรหรอกน่า แต่จะว่าไปแล้ว พวกเราเองก็ยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าเลยนี่นา ก็เลยมีอาการอ่อนเพลียเป็นเรื่องธรรมดาเนี่ยแหละ ฉันว่าเราไปกินข้าวกันดีกว่า พวกทีมงานเขานำกล่องข้าวมาแจกแล้ว”ยูโตกับสึคาสะเดินไปเอาข้าวกล่องกับทีมงานในสำนักข่าว NP-News โดยกล่องข้าวที่ยูโตะได้มาจะมีทั้งข้าว หมูทอด ทงคัทสึ ซุปมิโซะสาหร่าย และไข่ม้วน ยูโตะกับสึคาสะนำกล่องข้าวมานั่งกินที่ฟุตบาทร่วมกับกลุ่มเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ