บทที่ 5 บ้านเกิด
“มีทหารเกณฑ์หนีไปจากค่ายบ้านท่าจันทร์ บอกกับน้าว่าทหารทั้งค่าย ย้ายเข้าตัวเมืองชลไปแล้ว ไม่รู้เพราะอะไร ค่ายนั้นตอนนี้น่าจะร้างน้าเลยจะเข้าไปดูซักหน่อย เผื่อเจะเจออะไรดีๆ”
“ย้ายไปแล้วจริงๆครับ แต่มันไม่น่าเหลืออะไร ผมเคยเข้าไป เจอแต่พวกตัวสั่นเดินยั้วเยี้ยไปหมด ใส่ชุดทหารทั้งนั้นเลย แต่ก็ไม่แน่นะ ผมไปคนเดียวสำรวจได้แค่ริมๆกำแพง ที่จริง ที่นั่นไม่ได้มีแค่ค่ายเดียวนะ มันมีอีกค่ายที่มาตั้งทีหลัง ผมก็ไม่ได้รู้อะไรหรอก แล้วทำไมน้ามาจอดถตรงนี้ล่ะ”
ชายชราร่างใหญ่ทึ้งหนวดเคราขาวโพลนของตนอย่างหงุดหงิด
“ก็รถมันเสือกยางรั่ว พอเปลี่ยนยางอะไหล่เสร็จ น้ำมันก็ข้นเป็ไข ต้องมาต้มให้ร้อนถึงจะไปได้ นี่ยังสตาร์ทไม่ติดเลย อูย...หนาวชิบ”
ออดห่อไหล่ทำท่าขนลุกขนชันพลางกระชับผ้าที่คลุมหัว
“ผมเพิ่งเจอไอ้ตัวสั่นมามื่อสักพัก น้าต้องระวังหน่อย”หนึ่งหยุดคิด แล้วพูดต่อ
“ผมว่าน้าไปต่อไม่ได้แล้วล่ะ อย่างน้อยก็่นี้ เพราะตอนที่ผมผ่านมา ลั่นกันไปหลายนัด ป่านนี้พวกมันดักรอน้าอยู่เต็มทางแล้ว กลับไปหนองนกเอี้ยงพร้อมผมดีกว่า น้าเพิ่งออกมาไม่ไกล ตั้งหลักได้ค่อยวางแผนมาใหม่”
ออดใช้หลังมือถูคางอย่างครุ่นคิด
“มันก็มีเหตุผลล่ะนะ เอ...ว่าแต่เอ็งไปเอาน้ำมันเบนซินที่ไหนมาเติมมอไซค์ล่ะเนี่ย น้ำมันตามปั๊มที่น้าไปตระเวนยืมมามันใช้ไม่ได้เลยซักปั๊ม เดี๋ยวนี้ไม่มีมอไซค์วิ่งกันแล้ว”
“น้ำมันกลั่นเองครับน้า กลั่นจากพวกขยะพลาสติก เค้าเรียกน้ำมันไพโรไลซิส”
ออดทำตาโต เอียงคอมองอย่างแปลกใจ
“บ๊ะ เอ็งทำน้ำมันได้ด้วยเรอะ ไม่ธรรมดาโว้ยเฮ้ย! ว่าแต่จะให้น้ากลับยังไงล่ะโว้ย รถน้ามันยังสตาร์ทไม่ติด รถพ่วงเอ็งก็เต็มแล้ว ไปไม่ไหวหรอก น้ามากันตั้งแปดคน ไอ้เด่นน้องเขยเอ็งก็มา น้าให้มันไปเฝ้าอยู่ข้างหลังโน่น แช่ม ไปเรียกไอ้เด่นมาซิ” ออดสั่งแช่มซึ่งเป็หลานของเขา
“ผมช่วยดูให้ครับน้า”หนึ่งเข้าไปก้มๆเงยอยู่หน้ารถกระบะสีขาวคันนั้นอยู่พักหนึ่ง
เขาเอื้อมมือไปฉีกชายผ้าที่เก่าดำคร่ำคร่าของไข่ ที่ยื่นหน้ามามองอย่างสนอกสนใจ เสียงดังแคว่ก ไข่ร้องโวยวาย แล้วถอยห่างไป ไม่ยอมเข้ามายืนใกล้ๆอีก
หนึ่งเอาเศษผ้านั้น จุ่มน้ำมันไพโรไลซิสในถังสำรองของเขาจนชุ่มโชก แล้วไปก้มๆเงยหน้ารถกระบะสักครู่ก็บอกให้ทิดไข่ สตาร์ทรถ เสียงเครื่องยนต์หมุนช้า อาจเป็เพราะแบตเตอรี่อ่อน เนื่องจากฝืนสตาร์ทมาแล้วหลายครั้ง
แคร่กๆๆๆๆ
หนึ่งยกมือเป็สัญญาณให้หยุด เดินเอาเศษฝ้าผืนเดิมมาชุบน้ำมันในถ้งสำรองของเขาอีกครั้ง กลับไปก้มหน้าก้มตาถอดๆใส่ๆ แล้วะโบอก “ลองอีกที ถ้าคราวนี้ไม่ติดก็ต้องเข็นกระตุกเอาแหละนะ ถ้าไม่ติดจริงๆก็เข็นกระตุกมันจนถึงหนองนกเอี้ยงนั่นแหละ “
“ปาดติโท้…จะไม่เหนื่อยตายซะบ๊อ” เสียงของเด่นมาก่อนตัว หนึ่งหันไปมอง น้องเขยเขาเป็ชายผิวคล้ำ ผมสั้นหงอกขาวแซมดำทั้งหัว
“เฮียหวัดดี” เด่นไหว้ หนึ่งยกมือข้างเดียวรับไหว้น้องเขย เพราะอีกมืออุดท่อกรองอากาศของรถอยู่
“เออๆ.. หวัดดี ได้ข่าวทิดสองมั่งมั้ย” แล้วก็หันไปะโบอกไข่
“สตาร์ทเลย!”
แคร่กก…..พรุด..พรุด.พรุดๆๆๆ บรื๊นนน….!! เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม พร้อมเสียงเฮลั่นของคนรอบรถ
“เมียเค้าบอกว่าไปขนของที่ระยอง ป่านนี้ยังไม่กลับเลย ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
“ไปๆ ขึ้นรถ เดี๋ยวไปคุยกันที่หนองนกเอี้ยง อยู่ที่นี่นานไม่ใช่เื่ดี ”
ออดเปิดประตูรถฝั่งซ้าย เด่นและอีกสามคนโดดขึ้นท้ายกระบะ ตามด้วยคนงานของออดอีกสองคนที่วิ่งออกมาจากราวป่าข้างทาง
“ทิดหนึ่งขับนำไปก่อนเลย เดี๋ยวน้าปิดท้ายให้” หนึ่งบังคับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ขี่นำหน้าตามเส้นทางที่คุ้นเคยดี ไข่ที่เป็คนขับรถกระบะ ต้องตีวงกลับรถเพื่อหันหัวกลับหนองนกเอี้ยง แต่ก็ไม่ได้ช้านักเพราะถนนกว้างพอ เขาขับตามหลังมาทิ้งระยะประมาณสามสิบเมตร
หนองนกเอี้ยง เป็หมู่บ้านเล็กๆ บ้านเรือนกระจายกันค่อนข้างห่าง ชื่อของหมู่บ้านนี้ เรียกตามชื่อหนองน้ำ ซึ่งอยู่ในที่ดินของออด หนึ่งอยู่ที่หมู่บ้านนี้ั้แ่เกิด จนจบประถมหก ก็ออกจากที่นี่ไปเรียนต่อ ไม่ได้กลับมาบ่อยนัก
สุดท้ายหนึ่งไปตั้งรกรากและสร้างครอบครัวอยู่ที่ท่าจันทร์ จนเมื่อไม่กี่ปีก่อน เขาได้มาสร้างบ้านหลังเล็กๆไว้ตรงข้ามกับหนองน้ำที่เป็ชื่อของหมู่บ้านโดยมีถนนคั่นกลาง นั่นเป็ที่ดินของเขาที่ได้มาหลังจากแบ่งมรดกกับน้องอีกสองคน
ที่ดินของเขาเป็สวนยางพาราที่ไม่สมบูรณ์นัก เนื่องจากขาดการดูแล ต่อมาเขานำ ไผ่เลี้ยงหวานมาปลูกแทรกแทนต้นยางพาราที่ตาย เพื่อหวังทำหน่อไม้นอกฤดู ตามประสาคนเ้าความคิด
ทั้งยังนำพันธุ์พืชอื่นๆเช่นมันสำปะหลังพันธุ์ปุยฝ้าย ขิงข่า ขมิ้น กระชาย พริกไทย พืชสมุนไพรหลากหลายชนิดมาปลูกเต็มสวน
แต่่นั้นมีปัญหาช้างป่าออกมาหากินนอกป่า ประกอบกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น เขาไม่สามารถเข้ามาดูแลได้บ่อย สวนก็ถูกปล่อยปะละเลยเช่นเดิม จนถึงวันสิ้นโลก เขาก็ไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลย
หนึ่งบังคับพ่วงข้างเลี้ยวเข้าบ้านหลังหนึ่งทางซ้ายมือ นี่เป็บ้านของ สอง น้องชายของเขา หนึ่งไม่ได้มาที่นี่เกือบสองปีแล้ว
เมื่อแรกเริ่มวันสิ้นโลกทุกคนต่างหลบในที่พักอาศัย เพราะ่แรกเป็่ที่กัมมันตรังสีเข้มข้น ่นั้นแม้ยังมีไฟฟ้าใช้ แต่ช่องทางการติดต่อกันบางส่วนก็ถูกตัดขาดแล้ว
GPSล่มเป็อันดับแรกเนื่องจากดาวเทียมถูกทำลาย ่นั้น มือถือ4G 5G ยังใช้งานได้เพราะใช้เสาสัญญาณบนดิน แต่หนองนกเอี้ยง เป็พื้นที่ทุรกันดาน ไม่มีเสาสัญญาณมือถือ เมื่อขาดดาวเทียมจึงถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
ออดและเด่น ลงมาจากรถกระบะ ที่ขับมาจอดตามหลัง ออดสั่งให้ทิดไข่เอารถเข้าไปจอดในโรงรถที่บ้านของเขา ซึ่งมันอยู่ตรงข้ามกันนั่นเอง
“ไป! ไป! กลับบ้านใครบ้านมัน ตอนเช้ามารวมกันที่บ้านกู” ออดะโสั่งทุกคนเสียงเหมือนฟ้าผ่า ขณะห่อตัวเอามือขยี้ใบหูทั้งสองข้าง มันทำให้เขารู้สึกอุ่นขึ้น
เสียงของออด ทำให้ภายในบ้านของสอง เกิดความเคลื่อนไหว ตะเกียงน้ำมันปาล์มถูกยกมาหน้าประตูเหล็ก คนในบ้านเป็หญิงวัยสี่สิบกว่าทั้งสองคน ปุ๊ก ภรรยาของสอง และ นุช น้องสาวคนเล็กของหนึ่งที่เป็ภรรยาของเด่น
นุชและเด่น พร้อมลูกอีกสองคน ย้ายมาอยู่รวมกับปุ๊กที่อยู่คนเดียว เพราะสองไม่กลับมาบ้านนานแล้ว ประกอบกับสวนยางพาราของนุช อยู่ติดกับสวนของหนึ่ง ที่นั่นมีช้างป่าาเ็มาอาศัยอยู่
ทุกคนต่างตื่นเต้นยินดีในการได้พบกันอีกครั้ง สามแม่ลูกถูกพาเข้าไปในห้องที่อบอุ่น ออดส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายลั่นอยู่อยู่หน้าบ้านสักครู่ ก็เดินข้ามถนนเข้าบ้านของตนเองไป
ชายต่างวัยสองคน ยืนตรงข้ามกัน ร่างหนึ่งสูงใหญ่หนวดเคราขาวโพลน อีกคนหนึ่งเป็ชายร่างสันทัด ต้นขาข้างขวาเขาชุ่มโชกไปด้วยเืที่เกิดจากฝีมือของเขาเอง
“เอ็งแน่ใจเหรอ น้าว่าอาจไม่ใช่ก็ได้นา” ออดพูด แต่ท่าทีเต็มไปด้วยความระแวดระวัง มือกระชับลูกซองห้านัด เรมิงตัน 870 ไว้แน่น
“ไม่ผิดหรอกน้า ผมรู้ตัวดี ผมรบกับพวกมันที่ท่าจันทร์ั้แ่แรกๆ ที่เริ่มมีเพียงไม่กี่ตัว ผมเฝ้าสังเกตพวกมันมานานแล้ว”
หนึ่งพูดอย่างยากลำบากด้วยเสียงที่แหบพร่า
“ฝากลูกเมียผมด้วย รับรองว่าน้าจะไม่ผิดหวัง ไนซ์รู้วิธีกลั่นน้ำมัน และยังมีความรู้อื่นๆอีกมากมายที่ช่วยน้าได้”
“เอ็งก็ดูถูกน้าเกินไป เอ็งคิดว่าน้าทำดีกับเอ็งเพราะว่าเอ็งมีประโยชน์กับน้าเรอะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แต่เวลาผมเหลือน้อยแล้ว ผมควบคุมตัวเองยากขึ้นทุกที”
เสียงของหนึ่งที่พูดออกมา ฟังคล้ายเสียงที่พูดเวลาเกิดอาการจุกเสียด คล้ายสะกดกลั้นอะไรบางอย่างไว้สุดกำลัง
“น้ายิงผมที อย่าให้ผมกลายเป็พวกมัน แล้วไม่ต้องบอกใครทั้งนั้น เร็วเข้า!”
หนึ่งหันหลังให้ออด
ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใดๆ หนึ่งหันมามองออดที่ยืนนิ่ง ดวงตาหนึ่งแดงก่ำจนน่าขนลุก
“ถึงเราไม่ได้สนิทอะไรกันนัก แต่น้าก็เห็นเอ็งมาั้แ่เล็ก น้าทำไม่ลงหรอก” ออดเดินถอยหลังออกไปช้าๆ พร้อมเสียงพูดที่ลอยมา
“น้ายังไม่เชื่อเอ็งหรอก ถ้าเกิดไม่ใช่อาการของไอ้โรคบ้านั่น เอ็งก็ตายเปล่า ข้างหน้าตรงนั้น มันเป็สวนของเอ็ง เอ็งเข้าไปในนั้นเถอะ จะอยู่จะตาย น้าไม่รับรู้ด้วย แต่น้ารับปากดูแลครอบครัวเอ็ง ถ้าน้ายังอยู่ จะไม่มีใครทำอะไรพวกมันได้ หากเราได้เจอกันครั้งหน้า ถ้าเอ็งกลายเป็แบบนั้นจริง เราก็ค่อยตัดสินกันตอนนั้น”