เข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย

    ตอนที่ 39 ฟางซิ่งเอ๋อร์กับเสิ่นเฉินเคยทาบทามเรื่องแต่งงาน

            หญิงสาวผู้นั้น ในอ้อมแขนประคองตะกร้าใบหนึ่งไว้ กำลังตะโกนเรียกเข้าไปในแปลงนา บุรุษวัยกลางคนค่อนเฒ่ากับหลี่สุ่ยเซิงต่างก็ขานรับแทบจะพร้อมกัน หลี่สุ่ยเซิงคนหนุ่มกว่าถึงกับรีบวิ่งเข้าไปสนทนากับสตรีผู้นั้นอย่างว่องไว

            เนื่องจากระยะห่างที่ค่อนข้างมาก หลินซีจึงไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดคุยเรื่องอะไร ทว่านางสังเกตได้ว่า ยามที่หลี่สุ่ยเซิงอยู่ต่อหน้าแม่นางผู้นั้น ท่าทีของเขาแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนระคนประหม่า ประหนึ่งหนุ่มน้อยพบหน้านางในฝัน

            หลินซีรู้สึกประหลาดใจ บังเอิญมองเห็นชาวบ้านผู้หนึ่งแบกคราดถือเคียวเดินผ่านทางมา จึงเอ่ยถาม “ท่านลุงเจ้าขา ข้าขอรบกวนสักหน่อย ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าแม่นางทางโน้นคือผู้ใดหรือเจ้าคะ? คนที่ยืนอยู่กับหลี่สุ่ยเซิงน่ะเจ้าค่ะ”

            อีกฝ่ายได้ยินก็เหลือบมองตาม ก่อนตอบด้วยท่าทีเป็นมิตร “อ้อ นั่นน่ะฟางซิ่งเอ๋อร์ บ้านสกุลฟางนับเป็นเศรษฐีมีหน้ามีตาในหมู่บ้านเชียวนะ เห็นว่าในครอบครัวมีคนทำงานอยู่ในตัวอำเภอด้วย อู้ฟู่ไม่เบาเล—”

            ขณะพูด เขาก็หันกลับมามอง

            แต่พอเห็นว่าเป็นหลินซี คำพูดนั้นก็พลันสะดุดหยุดชะงัก และเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้ แววตาที่ใช้มองหลินซีก็แปรเปลี่ยน จากเป็นมิตร กลายเป็นกึ่งพิพักพิพ่วนกึ่งประหลาดใจ

            หญิงสาวมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงจะจำได้ว่านางคือหลินซี นางลอบถอนหายใจ ดวงตากลมโตกลอกขึ้นฟ้า ก่อนจะควักเหรียญทองแดงออกมาสองสามเหรียญยัดใส่มืออีกฝ่าย ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้ม “ที่แท้ท่านลุงก็เป็นคนหมู่บ้านเฉินหยางเหมือนกันนี่เอง ข้ามาอยู่ได้ไม่นาน ยังจำหน้าผู้คนได้ไม่หมดน่ะเจ้าค่ะ... ว่าแต่ท่านลุง ช่วยเล่าเรื่องแม่นางฟางซิ่งเอ๋อร์ผู้นั้นให้ข้ารู้เพิ่มอีกสักหน่อยได้ไหมเจ้าคะ?”

            ‘หรือว่านางกำลังทาบทามเรื่องแต่งงานกับหลี่สุ่ยเซิงกันนะ?

            …แต่เรื่องแค่นี้มีอะไรน่าปิดบังกัน?’

            ชายผู้นั้นมองหลินซีด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ เหลือบมองเหรียญทองแดงในมือ ลังเลอยู่ชั่วครู่จึงตัดสินใจกล่าว “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก... เพียงแต่เจ้าคือสะใภ้สกุลเสิ่น เรื่องนี้จึงพูดลำบาก เรื่องมีอยู่ว่าก่อนที่เจ้าจะแต่งเข้าสกุลเสิ่น ฟางซิ่งเอ๋อร์กับเสิ่นเฉินเคยพาผู้ใหญ่มาเจรจาเรื่องแต่งงานกันมาก่อน แต่หลังจากฝ่ายเสิ่นเฉินปฏิเสธแม่นางฟางไปได้ไม่นาน เขาก็แต่งเจ้าเข้ามาอยู่ที่บ้านแทน”

            “อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง” 

            …หา?!!!

            หลินซีหันขวับไปมองฟางซิ่งเอ๋อร์ที่อยู่ห่างออกไปทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

    ++++++++++

            เที่ยงวันยังไม่ทันผันผ่าน จางเจ๋อก็ขับเกวียนวัวมาถึงหน้าบ้านสกุลเสิ่น

            ในด้านการค้าขาย จางเจ๋อนับถือหลินซีเป็นอย่างยิ่ง ครั้งนี้จึงมาด้วยความกระตือรือร้น เกวียนวัวยังไม่ทันจอดสนิทดี เขาก็กระโดดลงพรวด ร้องเรียกดังลั่น

            เสียงร้องตะโกนดังเข้าไปในบ้านก่อนเห็นตัวคนเสียอีก

            “พี่เสิ่น! ข้ามารับพวกท่านแล้ว! พร้อมกันหรือยังขอรับ!”

            …

            ภายในลานบ้าน 

            เสิ่นเฉินกำลังง่วนอยู่กับการจัดแจงเนื้อสัตว์ป่าที่ล่ามาได้เมื่อวาน เขามัดซากตัวนั้น ผูกซากตัวนี้ เรียงลงในตะกร้าสานเพื่อให้สะดวกต่อการขนย้าย

            ต้าเป่าและน้อง ๆ อีกสามคนกำลังยืนล้อมเล้าลูกเจี๊ยบอยู่ ด้วยพวกเขาเกรงว่าหากกลับมาตอนบ่ายแก่จะไม่ทันการณ์ จึงพากันเร่งให้อาหารเผื่อไว้เสียมากหน่อย นับแต่ได้เจ้าเจี๊ยบน้อยเหล่านี้มา พวกเด็ก ๆ ก็ทั้งรักทั้งหวงแหนเป็นอย่างยิ่ง ดูแลประคบประหงมอย่างดี จะไปไหน ๆ ก็คอยห่วงหา มองดูเช้าเย็นว่าพวกมันเติบโตบ้างหรือยัง

            แต่เมื่อเห็นจางเจ๋อมา เด็กทั้งสี่ก็พร้อมใจกันส่งเสียงเรียกทักทาย “พี่จางเจ๋อ!”

            ต้าเป่าเอ่ยขึ้น “น้าหลินไปบ้านท่านปู่หลี่ขอรับ ยังไม่กลับมาเลย”

            จางเจ๋อได้ยินดังนั้นก็รีบหันไปมองเสิ่นเฉินทันที “พี่เสิ่น เช่นนั้นข้าไปตามพี่หลินก่อนนะขอรับ”

            “ไม่ต้อง!” เสิ่นเฉินร้องเรียกไว้ สองมือใหญ่หิ้วตะกร้าสานที่อัดแน่นด้วยเนื้อสัตว์ป่าขึ้นมาข้างละใบ ยกขึ้นไปวางบนเกวียนวัวนอกรั้ว ก่อนจะกล่าวต่อ “ข้าไปหานางเอง เจ้าอยู่นี่ รบกวนช่วยดูแลเด็ก ๆ ให้ด้วย”

            “โอ ไม่รบกวนเลยขอรับ ไม่รบกวนเลย!”

            จางเจ๋อนั้นนับถือในฝีมืออันเก่งกาจและความสามารถที่รอบด้านของเสิ่นเฉินมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ยามได้ยินพี่ชายที่เก่งกว่าเอ่ยวาจาแสนเกรงใจกับตน คนหนุ่มที่อ่อนกว่าก็นึกขัดเขิน รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน

            ทว่าอึดใจถัดมา เสียงหวานใสคุ้นหูก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังเสิ่นเฉิน

            “ไม่ต้องไปหรอก ข้ากลับมาแล้ว”

            เสิ่นเฉินหันกลับไป เห็นหลินซีเดินมาจากทางเดินเล็กในหมู่บ้าน

            จางเจ๋อเห็นนางก็ร้องเรียกชื่ออย่างยินดี เด็กน้อยทั้งสี่พอได้ยินเสียงก็พากันวิ่งออกมาสมทบ ยืนเรียงแถวข้างพี่จางเจ๋อและเกวียนวัวอย่างเป็นระเบียบ ทำท่าทางราวกับจะบอกว่า ‘พวกข้าพร้อมออกเดินทางแล้ว!’

            หลินซีเห็นแล้วยิ้มขำ

            ส่วนเสิ่นเฉินเดินเข้าไปหาหญิงสาว “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”

            ด้วยรู้สึกว่านางไปที่บ้านพ่อเฒ่าหลี่นานเกิน จึงกังวลว่าจะไปมีปากเสียงหรือลงไม้ลงมือกับหลี่สุ่ยเซิงเข้า

            ทว่าพอถามจบ เขากลับเห็นอีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาพิลึกพิลั่น

            เสิ่นเฉินขมวดคิ้วงุนงง “เป็นอะไรไป?”

            “เปล่า ไม่มีอะไร” หลินซีมุมปากกระตุกยึก เมื่อเห็นว่าจางเจ๋อและพวกเด็ก ๆ อยู่ใกล้ นางจึงลดเสียงลงเล็กน้อย “ข้าพอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลี่สุ่ยเซิงถึงทำเช่นนั้น ไว้ค่อยเล่ารายละเอียดให้เจ้าฟังทีหลัง ตอนนี้เราพาเด็ก ๆ เข้าตัวอำเภอกันก่อนเถอะ เดี๋ยวจะสายเกินไป”

            อย่างไรก็ตาม สายตาเฉียบคมของชายหนุ่มกลับตรวจจับความผิดปกติบางอย่างได้ เขานิ่วหน้าเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคัดค้านคำพูดของหญิงสาว เพียงพยักหน้ารับแล้วเดินกลับไปจัดการกับของป่าส่วนที่เหลือ

            หลินซีมองตามแผ่นหลังตั้งตรงนั้นไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน นางลอบถอนหายใจแผ่วเบา แล้วจึงเดินเข้าไปสมทบกับจางเจ๋อและพวกเด็ก ๆ

            “ให้พวกเจ้ารอนานแล้ว พวกเราออกเดินทางกันเถอะ” นางเอ่ยขึ้น

            เอ้อร์เป่าเป็นเด็กช่างสังเกตและตรงไปตรงมา เมื่อเห็นสถานการณ์ที่คิดว่าไม่ปกติก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ?” 

            ต้าเป่าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็หันมามองหลินซีด้วยความสงสัยเช่นกัน

            หลินซียิ้มบาง ๆ “เป็นห่วงข้าหรือ?”

            “ผู้ใดเป็นห่วงกัน! ไม่มีเสียหน่อย!” เอ้อร์เป่าสะบัดหน้าหนีทันควัน แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองแม่เลี้ยงของตนอีกครั้ง

            ซานเป่าเงยหน้าขึ้นมองหลินซี ขณะที่ซื่อเป่าใช้มือเล็ก ๆ ดึงชายเสื้อของนางเบา ๆ แววตาไร้เดียงสาที่มองมาทำให้หัวใจของหญิงสาวอ่อนยวบ นางจึงรีบเอ่ยปลอบทั้งสองว่าไม่มีสิ่งใดน่ากังวล

            หลังจากเสิ่นเฉินจัดสัมภาระขึ้นเกวียนเรียบร้อย ขบวนคนกลุ่มเล็กก็มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอ ตลอดเส้นทางมีเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่เป็นจางเจ๋อที่คอยชวนเด็ก ๆ พูดคุยหยอกล้อ ชี้ชวนให้ดูสิ่งน่าสนใจรายทาง หลินซีคอยเสริมบทสนทนาเป็นครั้งคราว ส่วนเสิ่นเฉินนั้นเอาแต่นั่งเงียบขรึม สายตามองไปข้างหน้าสลับกับจับจ้องมาที่หลินซีเป็นระยะ ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งดูคร่ำเคร่งราวกับกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่

            เมื่อเดินทางถึงตัวอำเภอ เกวียนวัวหลินซีก็มุ่งตรงไปยังภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวที่เป็นจุดหมาย

            เดิมทีเถ้าแก่จ้าวไม่ใคร่จะออกมาต้อนรับจางเจ๋อนัก ตั้งใจจะให้เสมียนเป็นผู้จัดการเรื่องผักป่าแทน แต่เมื่อได้ยินจากเสี่ยวเอ้อร์ว่าครั้งนี้หลินซีมาด้วย เขาก็รีบออกมารับรองด้วยตนเองทันที

            “แม่นางหลิน! ท่านนี่ช่างไม่ไว้หน้าข้าเสียเลยนะ เปลี่ยนใจเรื่องธุรกิจผักป่าแล้วก็ไม่บอกกล่าวกันล่วงหน้าสักคำ!” เถ้าแก่จ้าวเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มหยอกเย้า  แต่สายตาเจือแววตัดพ้อ

            หลินซียิ้มรับ “วันนี้ข้าพาเด็ก ๆ มาด้วยนะเจ้าคะ เถ้าแก่จ้าว หรือเราจะดูสินค้ากันก่อนดีเจ้าคะ”

            ผู้ที่เข้าไปด้านในภัตตาคารมีเพียงหลินซีและจางเจ๋อ ส่วนเสิ่นเฉินพาลูก ๆ นั่งรออยู่บนเกวียนวัวด้านนอก เถ้าแก่จ้าวเหลือบมองไปทางเกวียน แววตาฉายประกายเข้าใจบางอย่าง จึงพยักหน้ารับคำของหลินซีอย่างว่าง่าย

            ทั้งสองฝ่ายจัดการเรื่องเงินค่าผักป่าเรียบร้อย จากนั้นเถ้าแก่จ้าวก็รับซื้อของป่าที่เสิ่นเฉินขนมาทั้งหมดตามที่คาดไว้

            เมื่อจัดการเรื่องเงินและสินค้าเสร็จสิ้น จางเจ๋อจึงขอตัวกลับก่อน อ้างว่าเมื่อธุรกิจผักป่าไม่กินเวลามากเท่าเดิม บิดามารดาต่างก็คาดหวังให้เขาใช้เวลาที่เหลือทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือ แม้ในใจเขาจะยังลังเล เพราะอยากจะหันมาจับงานค้าขายมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าขัดบิดามารดาในตอนนี้

            ก่อนไป เด็กหนุ่มทิ้งเกวียนวัวไว้ให้ครอบครัวเสิ่นได้ใช้เดินทางกลับตามที่ตกลงกัน แล้วจึงเดินเท้ากลับสู่หมู่บ้านเฉินหยาง

            เถ้าแก่จ้าวเห็นว่าหลินซีมีเด็ก ๆ มาด้วยหลายคน จึงเอ่ยขึ้นอย่างมีน้ำใจ “แม่นางหลิน ตอนนี้ในร้านลูกค้ายังไม่มากนัก เสี่ยวเอ้อร์ก็พอมีว่างอยู่บ้าง หรือจะให้คนของเราช่วยดูแลเด็ก ๆ ให้สักครู่ดีหรือไม่?”

            หลินซีลอบชมเชยเถ้าแก่จ้าวในใจว่าเป็นคนเฉลียวฉลาดรู้ความ รู้ควรไม่ควร นางกล่าวขอบคุณและรับน้ำใจนั้นโดยดี แต่เนื่องจากเด็กทั้งสี่ค่อนข้างขี้อายเมื่ออยู่กับคนแปลกหน้า หลินซีจึงเดินไปกำชับพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะให้เสี่ยวเอ้อร์พาไปรอที่ศาลาในสวนหลังร้าน โดยประตูห้องที่นางและเสิ่นเฉินใช้พูดคุยกับเถ้าแก่จ้าวนั้นเปิดแง้มไว้ เพื่อให้พวกเขาสามารถมองเห็นเด็ก ๆ ได้ และให้เด็ก ๆ มองเห็นพวกเขาได้เช่นกัน กับเด็กเล็ก ๆ การมีผู้ปกครองอยู่ในสายตาตลอดเวลาจะช่วยให้พวกเขารู้สึกอบอุ่นปลอดภัย

            เมื่อเสิ่นเฉินได้เห็นความใส่ใจนั้น สายตาที่มองไปยังหลินซีก็อ่อนโยนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

            เมื่อจัดการเรื่องเด็ก ๆ เรียบร้อยดี เถ้าแก่จ้าวก็เอ่ยขึ้น “แม่นางหลิน ดูท่าแล้วการที่ท่านยอมยกธุรกิจผักป่าให้ผู้อื่น คงเพราะมีแผนการค้าอื่นอยู่ในใจสินะ”

            “สนทนากับผู้มีปัญญาเช่นเถ้าแก่จ้าว ช่างไม่เปลืองแรงเลยจริง ๆ เจ้าค่ะ” หลินซียกชาขึ้นจิบเพื่อเรียบเรียงคำพูดและความคิด ก่อนจะกล่าวต่อ “เมื่อวันก่อน ข้าได้ยินเถ้าแก่จ้าวเปรยว่ายอดขายผักป่าเริ่มลดลงแล้ว นั่นเป็นเพราะลูกค้าซื้อกินติดต่อกันหลายวันจนเริ่มรู้สึกจำเจแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

            จ้าวเต๋อเฉวียนคิ้วขมวดเล็กน้อย การที่จู่ ๆ หลินซีก็เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้เขานึกประหลาดใจอยู่บ้าง ผู้ดูแลภัตตาคารใหญ่จึงเลือกไม่ตอบทันที แต่หรี่ตาลง และใช้สายตาพิจารณาอีกฝ่ายอย่างถี่ถ้วน พยายามคาดเดาความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำถามของนาง

            ทว่ายังไม่ทันวิเคราะห์สิ่งใดได้มาก พลันความรู้สึกเย็นวาบก็ไต่ขึ้นมาตามสันหลัง  ลางสังหรณ์ร้องเตือนให้หันไปมองข้างกายหญิงสาว แล้วก็สบเข้ากับดวงตาสีดำสนิทอันลึกล้ำดุจห้วงเหวของเสิ่นเฉินที่จ้องมองมาพอดี

            แม้จะเคยพบหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้ง แต่สัมผัสบางอย่างก็ตอกย้ำกับตัวเขาว่า บุรุษผู้นี้ไม่ใช่คนประเภทที่ควรมีปัญหาด้วยเลย

            เถ้าแก่จ้าวรีบเบนสายตากลับมา กระแอมไอสองสามครั้งเพื่อกลบเกลื่อนท่าที ก่อนจะกล่าว “แม่นางหลินมีอะไรก็เชิญบอกมาตามตรงเถิด”

            หลินซียิ้มบาง ๆ “ข้าอยากจะทราบว่า ในแต่ละวัน ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวมีวิธีการปรุงผักป่าเหมือนกันตลอดเลยหรือไม่เจ้าคะ?”

            สีหน้าของเถ้าแก่จ้าวพลันเคร่งขรึมลงเล็กน้อย “แม่นางหลินหมายความว่าอย่างไร? การสอบถามถึงสูตรเด็ดเคล็ดลับในครัวกับร้านอาหารเช่นนี้ ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง?” 

            เป็นที่รู้กันว่า สำหรับกิจการภัตตาคารแล้ว ตำรับอาหารถือเป็นความลับสุดยอด ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเปิดเผยให้แก่บุคคลภายนอกได้ล่วงรู้

            .

            .

            .

    คล้ายกับเรื่องเข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย ที่คุณอ่าน