หน้าอกของจี้เยี่ยนจื๋อกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงทั่วทั้งร่างขมวดเกร็งราวกับก้อนหิน จากนั้นเขาก็ผ่อนลมหายใจยาวออกมา“คุณเป็นคนทำแบบทดสอบนี้คนเดียวใช่ไหม?”
“ครับ” วังปินเข้าใจความหมายของเขา “วางใจเถอะ เรื่องที่ค้นพบนี้ผมบอกแค่คุณคนเดียว”
“อย่าบอกคนอื่นเด็ดขาด และก่อนที่ฉันจะติดต่อไป อย่าเพิ่งออกจากห้องแล็บ”
“ตกลงครับ”
หลังจากวางสายเขาก็กดโทรศัพท์หาทนายหลิวทันที
“เรื่องของสวีเหรินเป็นยังไงบ้าง?”
ทนายหลิวตอบกลับมาว่า“คำให้การของสามีภรรยาคู่นั้นเป็นผลร้ายต่อเขามากครับแถมตอนนี้ตำรวจยังพบของกลางที่สูญหายไปบางส่วนแล้ว ถ้าผมเดาไม่ผิดบนของพวกนั้นน่าจะมีรอยนิ้วมือของสวีเหรินปรากฏอยู่”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อเข้มขึ้น“คุณรีบเตรียมการตรวจสารเสพติดและตัวยาในร่างกายของสวีเหรินทันทีผมสงสัยว่าอาหารมื้อที่เขาไปกินที่บ้านอาจารย์อาจจะมีอะไรบางอย่างผสมอยู่”
“รับทราบครับ ผมจะรีบไปดำเนินการยื่นเรื่องเดี๋ยวนี้”
จี้เยี่ยนจื๋อลดโทรศัพท์ลงจากหูแล้วหันไปสั่งคนขับรถ“ไปที่สถานีตำรวจซั่งอัน”
เขาตัดสินใจจะไปด้วยตัวเองแม้จะเชื่อมั่นในความสามารถของทนายหลิว แต่สำหรับเรื่องของสวีเหรินในตอนนี้เขาจะปล่อยให้มีข้อผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียวไม่ได้เด็ดขาด
จี้เยี่ยนจื๋อมองออกไปนอกหน้าต่างรถเขาขมวดคิ้วมุ่นพลางนึกถึงคำพูดของวังปินที่วนเวียนอยู่ในหัว
ความสัมพันธ์ส่วนตัวของสวีเหรินนั้นเรียบง่ายมากข้อมูลเพียงครึ่งหน้ากระดาษก็เขียนสรุปได้จนหมดดังนั้นก่อนหน้านี้เขาจึงปักใจเชื่อมาตลอดว่าคนคนนั้นน่าจะเป็นศาสตราจารย์สักคนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็อาจจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศ
ทว่าการค้นพบของวังปินกลับล้มล้างข้อสันนิษฐานทั้งหมดที่เคยมีมา
คนคนนั้นนอกจากจะเป็นคนของทางกองทัพแล้วยังสามารถเข้าใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อทำงานส่วนตัวได้ตามใจชอบเพียงแค่จุดนี้จุดเดียวก็บ่งบอกได้แล้วว่าคนผู้นั้นมีอำนาจสิทธิ์ขาดในระดับที่สูงมากและฐานะย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้ปัญหาคือถ้าสวีเหรินรู้จักกับคนเก่งขนาดนั้นจริงๆทำไมเขาถึงต้องมาทำงานเป็นครูสอนพิเศษด้วยล่ะ
สวีเหรินไม่ใช่พวกไร้ความสามารถอย่างจี้ทิงแค่คนคนนั้นเอ่ยปากเพียงคำเดียวการจะส่งเขาเข้าสถาบันวิจัยสักแห่งก็เป็นเรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
จี้เยี่ยนจื๋อหลุบตาลงครุ่นคิดทันใดนั้นนัยน์ตาของเขาก็ไหววูบ...
เป็นไปได้ไหมว่าสวีเหรินมาเป็นครูสอนพิเศษก่อน แล้วถึงค่อยได้รู้จักกับคนคนนั้นในภายหลัง
นิ้วมือเรียวยาวของจี้เยี่ยนจื๋อขดเกร็งเล็กน้อยถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ขอบเขตการสืบหาก็จะแคบลงมาก และคงไม่ใช่เรื่องยากที่จะตรวจสอบ
ช่างเถอะเรื่องนั้นเอาไว้คิดทีหลัง ตอนนี้ต้องช่วยคนออกมาให้ได้ก่อน
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
เลี่ยวข่ายที่ยืนรออยู่หน้าสถานีตำรวจรีบก้มตัวเปิดประตูรถให้ “ประธานจี้”
จี้เยี่ยนจื๋อก้าวลงจากรถ“สวีเหรินยังให้ปากคำอยู่เหรอ?”
“ก่อนที่ผมจะออกมาคุณครูสวีถูกพาตัวไปตรวจร่างกายแล้วครับเนื่องจากผลรอยนิ้วมือจะออกในวันพรุ่งนี้ทนายหลิวจึงตั้งใจจะทำเรื่องประกันตัวออกมาก่อน”
“แล้วสามีภรรยาคู่นั้นล่ะ ยังอยู่ไหม?”
ทั้งคู่ก้าวเดินเข้าไปด้านในไปพลางสนทนาไปด้วยเลี่ยวข่ายรายงานกลับ “ทั้งสองคนยังนั่งรออยู่ที่โถงผู้มาติดต่อครับ”
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อหยักโค้งเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ“ยังอยู่ก็ดีแล้ว”
เขาเดินนำเลี่ยวข่ายเข้าไปในโถงสถานีตำรวจตำรวจเวรเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ “สวัสดีครับมีธุระอะไรหรือเปล่า?”
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองไปยังคนสองคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “สวัสดีครับ ผมมาหาสวีเหริน”
สิ้นคำนั้นสามีภรรยาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็เงยหน้าขึ้นมองทันที
“เขายังอยู่ข้างในครับ รอสักครู่” ตำรวจตอบ
“ขอบคุณครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยจบก็หันหลังเดินไปยังเก้าอี้พักคอยเขาหยิบซองทิชชู่ฆ่าเชื้อออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท ขณะที่เขากำลังจะเช็ดเก้าอี้เลี่ยวข่ายก็รีบอาสา “ประธานจี้ ผมจัดการเองครับ”
ประธานจี้งั้นเหรอ?
อาจารย์ที่ปรึกษาหวังเจี้ยนหมิงถึงกับหน้าถอดสีเมื่อพิจารณาจากบุคลิกและสง่าราศีที่แผ่ออกมาของจี้เยี่ยนจื๋อในใจของเขาก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความกังวล คนคนนี้ดูมีฐานะที่ไม่ธรรมดาเลยแล้วเขามาเกี่ยวข้องกับสวีเหรินได้ยังไงกัน
ตอนนั้นเองภรรยาของเขาก็ขยับเข้ามาใกล้พลางกระซิบเสียงเบา “นี่คุณว่าทนายคนนั้นจะเป็นคนของ...”
หวังเจี้ยนหมิงรีบส่ายหน้าเป็นเชิงบอกให้เธอหุบปาก
ในขณะที่ทั้งสองกำลังกระสับกระส่ายด้วยความกังวลทนายหลิวก็เดินออกมาจากด้านในพอดี
เขาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นจี้เยี่ยนจื๋อก่อนจะรีบสาวเท้าเข้ามาหา “ประธานจี้ทำไมคุณถึงมาด้วยตัวเองล่ะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อปั้นหน้าขรึมแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจน “เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมเพิ่งรายงานผม?”
ทนายหลิวหัวไวพอที่จะรับลูกได้ทันทีเขาก้มหน้าลงด้วยท่าทางประหม่า “ขอโทษครับประธานจี้ผมไม่คิดว่าเรื่องมันจะบานปลายขนาดนี้ ต้องขออภัยจริงๆ ครับ”
หวังเจี้ยนหมิงที่แอบฟังบทสนทนาอยู่รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีทันที
จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกก่อนจะเอ่ยถาม “โน้ตบุ๊กของสวีเหรินจะตามคืนมาได้ไหม”
ทนายหลิวทำสีหน้าลำบากใจ“ตอนนี้กำลังเร่งตามหาอยู่ครับ แต่เกรงว่า...”
“เกรงว่าอะไร คุณจะบอกว่าตามคืนไม่ได้งั้นเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อถามโดยไม่เปลี่ยนระดับเสียงแต่กลับเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันมหาศาล “คุณก็รู้ดีว่าถ้าข้อมูลในเครื่องนั้นรั่วไหลออกไปจะเกิดผลร้ายแรงแค่ไหน”
ทนายหลิวเงยหน้าขึ้นทำท่าจะแก้ตัวทว่าสายตาของเขาก็ ‘บังเอิญ’ เห็นคู่สามีภรรยาเข้าพอดี จึงรีบทำเหมือนเห็นที่พึ่งสุดท้าย
“ประธานจี้ครับ” เขาเดินเข้าไปหาทั้งสองคนพลางแนะนำเสียงดัง“คนนี้คือคุณหวังเจี้ยนหมิง อาจารย์ของสวีเหรินครับคอมพิวเตอร์ของสวีเหรินถูกขโมยไปจากบ้านของเขานี่เอง”
หวังเจี้ยนหมิงตัวแข็งทื่อเขายังไม่ทันได้ตั้งตัว ทนายหลิวก็ผายมือไปอีกทาง “ท่านนี้คือประธานจี้เยี่ยนจื๋อแห่งกลุ่มบริษัทซื่อลี่ครับ”
กลุ่มบริษัทซื่อลี่?!สมองของหวังเจี้ยนหมิงราวกับถูกฟ้าผ่าจนเกิดเสียงวิ้งขึ้นในหูเขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนนัยน์ตาสั่นระริก
แม้แต่ตำรวจเวรสองนายยังอดไม่ได้ที่จะมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นมิน่าล่ะ ชายหนุ่มผมเกรียนคนนั้นถึงดูเหมือนผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีที่แท้ก็เป็นบอดี้การ์ดคอยคุ้มกันคนใหญ่คนโตนี่เอง
จี้เยี่ยนจื๋อหันหน้าไปทางหวังเจี้ยนหมิงโดยตรง“สวัสดีครับ คุณหวัง”
หวังเจี้ยนหมิงใจสั่นจนร่างทั้งร่างชาหนึบเขาพยายามจะทำตัวให้สงบนิ่ง แต่ทว่ามุมปากกลับสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
จี้เยี่ยนจื๋อไม่เสียเวลารอเขาเอ่ยเข้าประเด็นทันที “ผมได้ยินทนายหลิวบอกว่าคุณสงสัยว่าเหตุลักทรัพย์ในบ้านคุณเป็นฝีมือของสวีเหรินอย่างนั้นเหรอ?”
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้วหวังเจี้ยนหมิงไม่มีทางถอยหลังกลับได้ เขาพยายามสูดลมหายใจ“ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดในหมู่บ้านแล้วครับเมื่อคืนนอกจากสวีเหริน ก็ไม่มีใครเข้าไปในบ้านผม”
“อืม” จี้เยี่ยนจื๋อปรายตาอย่างใช้ความคิด “ถ้าอย่างนั้น ที่สวีเหรินบอกว่าของของเขาหายไปด้วยก็คือการแสดงละครเพื่อเลี่ยงความสงสัยสินะ?”
“ตอนนี้ตำรวจยังสืบสวนอยู่ ผมยังสรุปไม่ได้ครับ” หวังเจี้ยนหมิงพูดจาดูดีแต่กลับไม่กล้าสบตาจี้เยี่ยนจื๋อเลย “แต่เขาเป็นลูกศิษย์ของผมผมย่อมไม่อยากเห็นเขาเดินบนเส้นทางอาชญากรรมอยู่แล้ว”
เลี่ยวข่ายที่ยืนอยู่ข้างๆอดไม่ได้ที่จะเบ้ปาก เป็นครูบาอาจารย์แท้ๆ แต่สวมหน้ากากได้เนียนเหลือเกิน
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะในใจหันไปถามทนายหลิว “ได้ยินว่าพบของกลางที่หายไปบางส่วนแล้วในนั้นมีโน้ตบุ๊คของสวีเหรินไหม?”
“ไม่มีครับ ของที่พบส่วนใหญ่เป็นของคุณหวังที่แจ้งหายไว้ทั้งนั้น”
ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อพลันมืดครึ้มลงทันควัน“ข้อมูลในโน้ตบุ๊กของเขาเกี่ยวข้องกับโปรเจกต์หลายร้อยล้านของกลุ่มบริษัทไม่ว่าใครจะเป็นคนทำ ทันทีที่ตำรวจตรวจสอบพบให้คุณฟ้องร้องในข้อหาละเมิดความลับทางการค้าทันที”
“วางใจได้ครับท่านประธาน ด้วยมูลค่าความเสียหายขนาดนี้ โทษหนักแน่นอนอย่างน้อยต้องมีแปดปีขึ้นไปครับ”
ทนายหลิวยังพูดไม่ทันจบภรรยาของหวังเจี้ยนหมิงก็สะดุ้งสุดตัวร่างกายสั่นเทาและใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
เดิมทีพวกเขาเพียงแค่ต้องการ‘หยิบยืม’ วิทยานิพนธ์ของสวีเหรินมาใช้ชั่วคราวเพื่อให้ลูกชายได้ตีพิมพ์ผลงานใน SCI และมีอนาคตที่รุ่งโรจน์
ในเมื่อสวีเหรินฉลาดขนาดนั้นครั้งนี้ค้นพบวัสดุชนิดใหม่ได้ ในอนาคตก็คงยังมีโอกาสอีกมากมายรออยู่แล้ว