[อดีตชาติ] ยามซวี ณ ต้นหลิวเก่าแก่ ริมฝั่งแม่น้ำในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชานเมืองปักกิ่ง ่กลางถึงปลายราชวงศ์ิ
ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือหมู่บ้านกลายเป็ผืนผ้าใบที่แต้มด้วยสีม่วงและน้ำเงินเข้ม ดวงดาวระยิบระยับเหมือนหยกหลากสีนับพันชิ้นที่ส่องประกายอยู่ไกลโพ้น สายลมเย็นพัดผ่านใบหลิวเก่าแก่ริมแม่น้ำเบาๆ ซ่งหยูเฟิงนั่งนิ่งเงียบอยู่ที่ริมฝั่ง ข้าง ๆ ของนางคือเ้าเสี่ยวเหมียน แมวน้อยสีส้มที่ขดตัวอยู่เคียงข้าง นางััได้ถึงกลิ่นมะลิที่ลอยมากับสายลม กลิ่นหอมนั้นเติมเต็มบรรยากาศให้สงบสมบูรณ์แบบ ราวกับโลกนี้ยังคงอยู่ในความสมดุลที่ไม่มีอะไรจะทำลายได้
ซ่งหยูเฟิงในวัยสิบเจ็ดปี บัดนี้นางเป็หญิงสาวที่งดงาม ดวงตาสีเขียวอันงดงามของนางโดดเด่นราวกับหยกชั้นเลิศ ความงามอันเป็เอกลักษณ์นี้เพิ่มความน่าดึงดูดใจให้กับหญิงสาวอย่างไม่มีใครเทียบได้ ความสามารถในการแกะสลักหยกของนางก็เป็ที่ล่ำลือ ใบหน้าของนางแม้จะอ่อนโยน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความสง่างามและจิตใจที่ลึกซึ้ง จิติญญาของนางเชื่อมโยงกับสิ่งลึกลับที่ยังไม่อาจอธิบายได้
ค่ำคืนนี้ ความคิดของซ่งหยูเฟิงไม่ได้อยู่ที่งานแกะสลักหยกเช่นเคย แต่กลับวนเวียนอยู่ที่ชายหนุ่มผู้หนึ่ง เฉินจางเว่ย ชายหนุ่มที่นางพบเมื่อเจ็ดปีก่อน ตอนนี้เขาเติบโตจนแทบจะจำไม่ได้ เขากลายเป็ชายหนุ่มเต็มตัวในวัยสิบเก้า แข็งแกร่งจากการฝึกทหาร เป็ผู้ที่สืบทอดหน้าที่ต่อจากบิดาและเข้ารับราชการในกองทัพจักรพรรดิ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและความแข็งแกร่ง ชีวิตของเฉินจางเว่ยถูกกำหนดด้วยความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ที่หนักหน่วง
สิ่งที่ซ่งหยูเฟิงยังไม่เข้าใจและสงสัยมาตลอดคือ เหตุใดเฉินจางเว่ยจึงปรากฏตัวในชีวิตของนางเสมอ คอยช่วยเหลือนางอย่างเงียบ ๆ โดยไม่เคยขอสิ่งใดตอบแทน นางมั่นใจว่าเป็เขา วันนี้นางจะต้องรู้ให้ได้
ขณะที่ซ่งหยูเฟิงนั่งคิดอยู่ในความเงียบ เฉินจางเว่ยก้าวเข้ามาอย่างแ่เบา ฝีเท้าของเขาเบาจนแทบไม่มีเสียง ขณะที่เขาเดินเข้ามาใกล้ "ซ่งหยูเฟิง" เขาเอ่ยทักด้วยเสียงทุ้มที่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน
ซ่งหยูเฟิงเงยหน้ามองเขา หัวใจของนางเต้นแรง "คุณชาย ข้ายินดีที่ได้พบท่าน"
เฉินจางเว่ยยิ้มเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มของเขาซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่ยังไม่ได้เอ่ยออกมา เขานั่งลงข้างนาง แต่ยังเว้นระยะห่างเพียงเล็กน้อย ระหว่างพวกเขามีความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดที่เ้าเสี่ยวเหมียนเองก็ััได้ มันจึงลุกขึ้นและเดินไปถูตัวกับขาของเฉินจางเว่ย ส่งเสียงครางเบา ๆ ราวกับจะทำลายความเคร่งเครียดนั้น
ซ่งหยูเฟิงมองแมวน้อยด้วยความเงียบ ก่อนจะหันสายตากลับมาที่เฉินจางเว่ย หญิงสาวรู้จักเขามาเป็เวลาเจ็ดปี เจ็ดปีที่เต็มไปด้วยความสงบ ความรู้สึกที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นโดยที่ไม่มีใครเอ่ยถึง ทว่าคืนนี้ นางไม่อาจยับยั้งความรู้สึกที่คุกรุ่นอยู่ในใจได้อีกต่อไป
"ข้ารู้" ซ่งหยูเฟิงเอ่ยเบา ๆ น้ำเสียงของนางแทบจะถูกกลืนไปกับสายลมยามค่ำคืน
เฉินจางเว่ยยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองหญิงสาวด้วยความสงสัย "เ้ารู้อะไร? "
ซ่งหยูเฟิงสูดลมหายใจลึก พยายามตั้งสติ ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่มั่นคงขึ้น "ข้ารู้ว่าเป็ท่าน ท่านเป็ผู้ที่คอยช่วยเหลือข้ามาตลอด ใช่หรือไม่"
ดวงตาของเฉินจางเว่ยเบิกกว้างขึ้น ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบ ราวกับปกปิดความรู้สึกที่ลึกซึ้งไว้ใต้ผิวน้ำ นางจับได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ยังไม่ได้เปิดเผย ราวกับว่าเขาพยายามซ่อนสิ่งที่อยู่ในใจ
"ครั้งที่พวกอันธพาลรุมล้อมข้าที่ตลาด แล้วเ้าก็ปรากฏตัวพอดี ขู่ให้พวกมันหนีไป" ซ่งหยูเฟิงเอ่ยต่อ น้ำเสียงของนางชัดเจนขึ้น "หรือครั้งที่หลังคาเรือนแกะสลักหยกรั่ว ฝนตกหนัก แล้วไม่นานคนงานก็ปรากฏตัวมาซ่อมให้ ข้ารู้ว่าเป็เ้า และยามที่ข้าป่วย ฤดูเหมันต์ในปีที่แล้ว มียาสมุนไพรวางอยู่หน้าประตูบ้านเรา มารดาของข้าคิดว่าเพื่อนบ้านส่งมา แต่ข้ารู้ ว่าเป็ท่าน"
เฉินจางเว่ยนั่งนิ่ง ใบหน้ายังคงสงบ แต่ซ่งหยูเฟิงสังเกตเห็นรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากของเขา ราวกับยอมรับสิ่งที่นางพูด แต่ไม่้าเอ่ยออกมา
"ท่านช่วยข้ามาตลอด คุณชาย" ซ่งหยูเฟิงกล่าว ดวงตาสีหยกของนางเต็มไปด้วยความสับสนและ้าคำตอบ "แต่ท่านไม่เคยบอกข้าสักครั้ง ว่าทำไม"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะเดียว เสียงลมพัดใบไม้ไหว และเสียงครางเบา ๆ ของเ้าเสี่ยวเหมียนที่นอนอยู่ข้าง ๆ ทำให้บรรยากาศดูเหมือนถูกหยุดนิ่งไว้ เฉินจางเว่ยหลุบตาลง ดวงตาที่เคยแข็งแกร่งและเฉียบคมของเขากลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับกำลังต่อสู้กับความคิดของตนเอง หรืออาจจะกำลังหาคำตอบที่ยากจะกล่าวออกมา
ในที่สุด เฉินจางเว่ยก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเบาแต่หนักแน่น "ข้าไม่อยากให้เ้ารู้"
"ทำไมล่ะ" ซ่งหยูเฟิงถามอย่างอดทน แต่หัวใจของนางกลับเต้นแรงขึ้น ความสับสนและความสงสัยก่อตัวในจิตใจ
เฉินจางเว่ยถอนหายใจยาว เขาลูบผมตัวเองอย่างลำบากใจ "เพราะว่า... ข้าไม่เคย้าให้เ้ารู้สึกติดหนี้ข้า ข้าแค่...ทนไม่ได้ที่จะคิดว่าเ้าอาจอยู่ลำพัง อาจไม่สบาย หรือตกอยู่ในอันตราย ข้าแค่้าอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยเ้าเสมอ"
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของซ่งหยูเฟิงรู้สึกอบอุ่นขึ้น แต่มันกลับปนไปด้วยความรู้สึกปวดร้าวบางอย่างที่นางไม่อาจอธิบายได้ "เหตุใดท่านถึงช่วยข้า" นางถามต่อ ความสับสนยังคงคุกรุ่นในใจ คำถามของนางล่องลอยอยู่ในอากาศ เฉินจางเว่ยไม่ได้ตอบในทันที เขาเหลือบมองเ้าเสี่ยวเหมียนที่นอนอยู่ข้างๆ ก่อนจะลูบขนของมันอย่างเหม่อลอย แล้วหันหน้ากลับมามองซ่งหยูเฟิง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจมาตลอดหลายปี
“เพราะเ้าไม่เหมือนใคร” เฉินจางเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาแต่มั่นคง “เ้าเป็มากกว่าที่ใครเห็น มากกว่าคำพูด และมากกว่าความงามของเ้า เ้าคือผู้ที่ข้าไม่อาจปล่อยให้หายไปจากชีวิตข้าได้”
ดวงตาสีเขียวหยกของซ่งหยูเฟิงเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินคำนั้น หัวใจของนางสั่นไหว ความรู้สึกบางอย่างที่นางไม่เคยเข้าใจชัดเจนเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
“ข้าแอบมองเ้ามานาน” เฉินจางเว่ยพูดต่อ น้ำเสียงของเขาหนักอึ้งราวกับกำลังเปิดเผยความลับที่เก็บไว้มานาน "นานเท่าที่ข้าจำได้ ข้าอยากอยู่เคียงข้างเ้า ข้าอยากดูแลเ้าตลอดไป"
ลมหายใจของซ่งหยูเฟิงสะดุด ความหมายในคำพูดของเขาลึกซึ้งและหนักแน่น นางเคยสงสัยมาตลอด และเคยรู้สึกว่ามีความรู้สึกที่ซ่อนเร้นบางอย่างที่เติบโตขึ้นระหว่างพวกเขา แต่การได้ยินคำสารภาพนั้นทำให้หัวใจของนางรู้สึกถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งขึ้น คำพูดไม่จำเป็ต้องเป็คำบอกรัก แต่การที่เขาอยากจะอยู่เคียงข้างกันกับนางนั้น มีความหมายกับนางมากมายเกินกว่าจะบรรยาย หญิงสาวมองชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ บางสิ่งในหัวใจของนางก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนในความเงียบงันของค่ำคืน
เฉินจางเว่ยดูเปราะบางในแบบที่ซ่งหยูเฟิงไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่มิอาจซ่อนไว้อีกต่อไป “ข้าไม่อยากให้เ้ารู้ว่าข้าช่วยเ้า เพราะข้าไม่้าให้เ้ารู้สึกว่าเป็หนี้บุญคุณ ข้าเพียงแค่อยากปกป้องเ้า อยากอยู่เคียงข้างเ้า”
หัวใจของซ่งหยูเฟิงพองโต หญิงสาวมองเฉินจางเว่ยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป นางชื่นชมเขามาเสมอ ทั้งจิตใจที่ดีงาม ความแข็งแกร่ง และความรับผิดชอบที่เขาแบกรับไว้ แต่ในยามนี้ นางเห็นเขาในแง่มุมใหม่ เขาไม่ใช่เพียงชายหนุ่มผู้แอบช่วยเหลือนางอย่างเงียบ ๆ อีกต่อไป แต่เป็ชายที่รักนางอย่างลึกซึ้งมาตลอด แม้จะพยายามปกปิดความรู้สึกนั้นไว้
โดยมิได้ทันคิดอันใด ซ่งหยูเฟิงเอื้อมมือไปจับมือของเฉินจางเว่ย มือของนางอุ่นและสั่นเล็กน้อย "คุณชาย" นางกระซิบ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึก “ข้ารู้ว่าท่านคอยอยู่เคียงข้างข้ามาตลอด ข้ารู้มาตลอด แต่ข้าไม่เคยรู้ว่าเ้าห่วงใยข้ามากเช่นนี้”
เฉินจางเว่ยมองลงไปที่มือของหญิงสาวที่จับมือเขา สายตาของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและสิ่งที่เขาเก็บซ่อนไว้หลายปี ซ่งหยูเฟิงรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสอง ได้เปลี่ยนไปตลอดกาล
นิ้วของเฉินจางเว่ยกระชับรอบนิ้วของซ่งหยูเฟิง และเป็ครั้งแรกที่รอยยิ้มของเขาฉายชัดในดวงตา “ข้าไม่รู้ว่าเ้าจะรู้สึกเช่นเดียวกับข้าหรือไม่” ชายหนุ่มสารภาพเสียงแ่ “แต่ข้าไม่อาจเก็บความรู้สึกนี้ไว้ได้อีกต่อไป…….ข้ารักเ้า อยากอยู่เคียงข้างเ้า”
น้ำตาไหลรินจากดวงตาสีเขียวหยกของซ่งหยูเฟิง นางไม่แน่ใจว่าน้ำตานี้เกิดจากความสุขหรืออารมณ์อันท่วมท้น นางบีบมือของชายหนุ่มเบา ๆ หัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่มิอาจอธิบาย “ข้าก็รู้สึกบางสิ่งกับเ้าเช่นกัน เฉินจางเว่ย” นางกระซิบ “แต่ข้าไม่เคยเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งบัดนี้”
ดวงตาของเฉินจางเว่ยเปล่งประกายด้วยความประหลาดใจและโล่งใจ “หยูเฟิง…”
ก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไรต่อ เ้าเสี่ยวเหมียนก็ะโขึ้นมานั่งบนตักของซ่งหยูเฟิง มันถูไถมือของนางอย่างอ่อนโยน ราวกับััถึงบรรยากาศอันอบอุ่น ซ่งหยูเฟิงหัวเราะเบา ๆ พลางลูบขนนุ่มของเ้าเสี่ยวเหมียน ขณะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเฉินจางเว่ย
ทั้งสองนั่งเคียงข้างกันใต้ต้นหลิว ดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า เฉินจางเว่ยโน้มตัวเข้ามาใกล้ บรรจงจุมพิตหน้าผากของซ่งหยูเฟิงอย่างแ่เบา เต็มไปด้วยความรักและความทะนุถนอม หญิงสาวรู้สึกถึงความรู้สึกใหม่ที่ก่อตัวในใจ นางไม่เคยััใกล้ชิดกับบุรุษใดเช่นนี้มาก่อน
ในวินาทีที่ริมฝีปากของเฉินจางเว่ยััริมฝีปากของนาง โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน ความหวานล้ำและความสงบสุขลึกซึ้งปกคลุมจิตใจ ซ่งหยูเฟิงรู้มาตลอดว่าเฉินจางเว่ยคือคนพิเศษสำหรับนาง แต่บัดนี้ นางเข้าใจถึงความลึกซึ้งของความผูกพันที่เชื่อมโยงระหว่างทั้งสอง แม้อนาคตจะยังคงไม่แน่นอน แต่นางรู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจะเผชิญมันไปด้วยกัน
ทุกััจากเฉินจางเว่ยส่งผ่านความรัก ความมั่นคงและความปลอดภัย หญิงสาวััได้ถึงความรักที่ลึกซึ้งและความผูกพันอันมั่นคง ดั่งด้ายแห่งโชคชะตาที่ถักทอพวกเขาเข้าด้วยกัน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ความสัมพันธ์นี้จะไม่แปรเปลี่ยน
ดวงตาสีเขียวหยกของซ่งหยูเฟิงสบกับเฉินจางเว่ยอีกครั้ง แววตาของนางสะท้อนความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ขณะที่นางเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของเขา คำสัญญาที่มิได้เอ่ยออกมา ว่าพวกเขาจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ไม่ว่าเส้นทางจะยากสักเพียงใด