เหมยฮวานอนอยู่บนเตียง พอได้สติ ก็รู้สึกว่าร่างกายภายนอกร้อนดังเปลวไฟ แต่ภายในกลับหนาวสั่น อาการปวดจากพิษาแยิ่งมายิ่งรุนแรง ดีที่สกัดจุดห้ามโลหิตไว้ เืจึงไหลไม่มากแล้ว
นางเข้าห้องมาทางหน้าต่าง หวังว่ามิมีผู้ใดพบเห็น หากศัตรูติดตามมาตอนนี้ นับว่าคับขันยิ่ง
ความเจ็บแปลบประดังเข้ามาอีก
เสี้ยวหนึ่งของความทรงจำ หวนนึกถึงคมเขี้ยวของเ้าค้างคาว
น่าประหลาดที่แม้มันชอบดูดเืจากต้นขานาง แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งรอยแผลจากคมเขี้ยวกลับสามารถปิดสนิทได้เองจนมองไม่เห็น
แต่ครานี้หากรอดไปได้ คงต้องมีแผลเป็ที่ขาอ่อนแล้ว
นางกระหายน้ำนัก
พยายามยันกายจะลุกขึ้นไปหยิบเหยือกน้ำที่โต๊ะ
แต่เรี่ยวแรงกลับไม่มีแม้สักน้อย
นางทิ้งตัวนอนลง น้ำใสๆ หยดหนึ่งไหลจากหางตาป้ายลงมาข้างแก้ม ซึ่งเปลี่ยนจากขาวนวลเปล่งปลั่งเป็ขาดซีดไร้โลหิต
คนอ่อนล้าลงไปทุกที
เงาร่างสายหนึ่งวูบผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง
มีผู้ยืนอยู่ข้างเตียง
นางรู้สึกได้ แต่ไม่มีกำลังต่อสู้ขัดขืน
มือข้างหนึ่งเอื้อมมาประคองช้อนต้นคอเงยขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะจ่อจอกใส่น้ำกับริมฝีปากแห้งผาก
นางอ้าปากรับน้ำเย็นให้ไหลผ่านเข้ามาในลำคอ ส่วนหนึ่งยังหกปริ่มที่ริมฝีปากบอบบาง
สดชื่นราวน้ำทิพย์
เมื่อลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าธรรมดาๆ ดวงตากลมๆ มิหล่อเหลาเท่าใด
แต่ความห่วงกังวลบนใบหน้านั้น เป็ของจริง
มันวางจอกน้ำแล้วพยายามจะตรวจดูาแของนาง
แต่คราวนี้าแอยู่สูงจนแทบชิดโคนขาด้านใน
นี่จะทำฉันใด
เสี้ยวอู่ิทอดถอนใจ มองสบตานางอย่างเคร่งขรึมจริงจัง
าแฉกรรจ์ หากไม่พอกใส่ยา อาการอาจกำเริบหนัก ข้าพเ้าคงต้องถอดกางเกงท่านแล้ว
นางไร้เรี่ยวแรงที่จะเอ่ยตอบ มองสบตาของมันอยู่ครู่หนึ่ง ก็พยักหน้าเล็กน้อย
จากนั้นหมดสติไปอีกครั้ง
เว่ยกงกงนั่งเอนกายพิงเก้าอี้ใหญ่ รับฟังรายงานจากผู้ใต้บัญชาที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ที่ยืนด้านซ้ายและขวาเป็นายทหารคู่ใจ
“มือธนูนั่นร้ายกาจนัก วางเพลิงเผาบ้านเรือนไปหลายหลัง เราบีบวงล้อมเข้าไปอย่างกระชั้นชิด แต่อยู่ๆ มันก็หายตัวไป”
เว่ยกงกงสะบัดมือไล่ แม้แต่ตายังไม่มอง
“เ้าออกไปได้”
ทหารสื่อสารรีบรุดอำลา
วันนี้เสียหน้ายิ่ง
ฝีไม้ลายมือของนักธนูผู้นี้ไม่น่าแปลกใจเท่าใด เพราะนี่เป็คนที่เล่นงานเสี้ยวอู่ิจนต้องทุลักทุเลล่องแม่น้ำหนี แต่การที่มันสามารถหายตัวไประหว่างที่อยู่ในวงล้อมของทหารนับหมื่นกลางเมืองฉางอาน ถือเป็เื่ประหลาดเหนือความคาดหมาย
นอกจากว่ามันมีผู้เกื้อหนุน
สถานที่ใดเล่าที่สามารถซ่อนตัวได้
สถานที่ใดที่ทหารมิกล้าบุกค้น
เหมยฮวาลืมตาตื่นขึ้นมา รู้สึกเพียงหนาวสั่น ส่วนาแที่ขามิเ็ปมากดังเช่นตอนแรก
นางฉุกใจคิดรีบเปิดผ้าห่ม
่ล่างของนางมีผ้าปิดไว้อย่างรัดกุม แต่มิได้สวมกางเกง
เมื่อเอื้อมมือไปแตะบริเวณาแ พบว่ามียาพอกไว้ทั้งสองด้าน พันผ้าไว้อย่างแ่า
การทำแผลได้เช่นนี้ย่อมต้องยกขาและพลิกร่างของนางไปมา
ใบหน้าเริ่มร้อนผะผ่าวขึ้นอีกครั้ง
เสียงเคาะประตูเบา ๆ จากนั้นเปิดแง้มออกอย่างช้า ๆ
เสี้ยวอู่ิเดินเข้ามาพร้อมเสื้อผ้าหอบหนึ่ง
มันมิยอมมองหน้านาง แต่เอ่ยถามเสียงอ้อมแอ้ม
“าแเป็อย่างไรบ้าง”
นี่ชัดเจนว่ามันเป็คนทำแผลให้นาง
จะทำฉันใดได้ หวงฮูหยินเองก็อยู่ถึงลั่วหยาง กว่าจะเดินทางไปถึงนางคงตายเสียก่อน
นางพยายามที่จะหาเหตุผลให้มันอย่างเต็มที่
แต่หัวใจยังไม่หยุดสั่นระรัว
“ข้าพเ้าวางเสื้อผ้าใหม่ไว้ตรงนี้ หากพอเคลื่อนไหวได้ท่านรีบเปลี่ยนชุดเสีย”
จากนั้นมันก็เดินเข้าออกห้องกุก ๆ กัก ๆ อยู่สองสามรอบ ข้าวต้มกับน้ำอุ่นสำหรับล้างหน้าเช็ดตัวก็พร้อมพรัก
ในรอบสุดท้าย เสี้ยวอู่ิกลั้นใจหันไปมองหน้านาง
มิเห็นแววตาขุ่นเคืองอย่างที่กังวล
สายตาที่นางมองมันแม้ไม่เอ่ยวาจาก็รับรู้ได้
“ขอบคุณ”
มันแย้มยิ้ม สะบัดพัดขึ้นโบก แล้วเดินออกจากห้องไป
หวงซิ่นพาศิษย์ตระกูลหวงอีกยี่สิบคน ควบม้าจากลั่วหยางไปฉางอานอย่างเร่งรีบ
ปีนี้มันอายุยี่สิบแปด เป็ศิษย์าุโที่อายุน้อยที่สุด นับแต่ประมุขหวงเก็บมาเลี้ยงั้แ่ยังแบเบาะ ก็ได้ใช้แซ่หวง ทั้งฝึกวิชาฝีมือ ช่วยงานสำคัญในสำนัก จนได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบกิจการตึกสี่ มีฐานะเช่นรองเ้าสำนักผู้หนึ่ง
สำหรับเด็กที่ประสบภัยาบ้านแตกสาแหรกขาด ทุกวันนี้มันนับว่ามีหน้ามีตายิ่งนัก
ฐานะเทียบเท่ารองประมุขคนที่สี่ของตระกูลหวง ดูยิ่งใหญ่กว่าเ้าสำนักเล็ก ๆ ทั่วไปเสียอีก
พระคุณของท่านประมุขและฮูหยิน ประดุจบิดามารดาบังเกิดเกล้า
มันควบม้ามาสิบกว่าวัน ผ่านด่านตรวจของเ้าหน้าที่หลายด่าน ล้วนแต่ได้รับความสะดวก
ตระกูลหวงแม้ตั้งอยู่ในลั่วหยาง แต่บารมีแผ่กว้างตลอดภาคกลาง ศิษย์เก่าบางคนยังลาออกไปรับราชการสร้างชื่อเสียงให้สำนักอย่างมั่นคง
ส่วนน้องเล็กธิดาหนึ่งเดียวของท่านประมุข ศิษย์พี่ล้วนรักถนอมดุจน้องสาวร่วมสายโลหิต บางครั้งนางทำผิดอันใด ศิษย์พี่ก็ช่วยกันปกปิด แม้หวงฮูหยินดุด่าว่ากล่าว ศิษย์พี่ก็จะออกรับแทน
มันเพิ่งได้เห็นว่าเจียเจียมีน้ำตามากขนาดนี้
นั่นทำให้ประมุขและฮูหยินเศร้าหมอง
เพื่อตระกูลหวงแล้ว มันยอมเหนื่อยยากทุกประการ
เมื่อม้าวิ่งลับโค้งมาจนถึงถนนแคบ ๆ สองข้างทางเป็ป่ารกร้าง แม้ยามเที่ยงวันก็ไม่พบผู้คนเดินทาง ปรากฎขอนไม้ใหญ่หลายท่อนวางสุมกันไว้บนเบื้องหน้า สูงเกินกว่าที่ม้าจะะโข้ามได้
หวงซิ่นฉุกคิด ตัดสินใจทันที
“หยุดม้า กลับไปทิศทางเดิม”
แต่ไม่ทันเสียแล้ว
ธนูนับร้อย ๆ ดอกถูกระดมยิงมาจากรอบทิศทาง แม้แต่ละดอกไม่ร้ายกาจเช่นธนูของไกว่เช่อเฉียว แต่เมื่อถูกยิงพร้อมกันจากมือธนูนับร้อยคน ก็ยากที่จะหลบเลี่ยงได้
หวงซิ่นกับพวกรีบชักกระบี่ออกฟันต้านทานลูกธนูไว้ แต่ธนูชุดแรกสังหารพวกมันไปเกือบสิบคน
ขณะที่หันหัวม้าเพื่อหนีกลับไปทางที่ผ่านมา เหล่านักบู๊สวมผ้าปิดหน้าราวสองร้อยคนก็ออกจากป่ามาล้อมพวกมันไว้
หวงซิ่นรู้ดีว่าไม่อาจรั้งรอ มันควบม้านำขบวนพุ่งเข้าหาจุดที่คิดว่าศัตรูเบาบางที่สุด แต่กลับกลายเป็ว่า ศัตรูมีฝีมือเข็มแข็ง พริบตาเดียวหวงซิ่นกับพวกก็เหลือไม่ถึงสิบคน
“สละม้าหนีเข้าป่า”
เท่าที่จำได้หวงซิ่นะโบอกไปเช่นนั้น แต่เหล่าศิษย์ที่เหลือกลับพากันเอาตัวเป็เกราะกำบังห้อมล้อมหวงซิ่นไว้ ผลักดันมันให้หลบหนีเข้าไปในป่าลึก แต่ละคนมีาแทั่วร่าง เือาบชโลมจนแยกไม่ออกว่าเป็โลหิตผู้ใด
หวงซิ่นหนีมาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง ตอนนั้นโลหิตไหลเข้าตาจนมองรอบข้างแทบไม่เห็น
มันตัดสินใจะโลงแม่น้ำไป
ส่วนศิษย์ตระกูลหวงที่เหลือถูกเข่นฆ่าจนหมดสิ้น
เหมยฮวาเปลี่ยนชุดใหม่ แม้เป็การซื้อหาแบบฉุกละหุก เสี้ยวอู่ิกลับสามารถหาเสื้อผ้าขนาดพอดีกับนางมาได้ ยิ่งกว่านั้นเสื้อผ้าแต่ละชุดยังมีสีสันงดงาม ทั้งผ่านการตัดเย็บอย่างประณีต
ไม่น่าเชื่อว่ามันจะละเอียดอ่อนได้ถึงเพียงนี้
หลังจากล้างเนื้อตัว ทานอาหาร นางก็กัดฟันเดินกะเผลกออกจากห้องมาที่ชั้นล่าง
ปรากฏทหารหลายสิบคนยืนล้อมอยู่รอบโรงเตี๊ยม
แม้จะสงสัย แต่นางก็เดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร
เสี้ยวเอ้อหนุ่มอายุราวยี่สิบเศษรีบเข้ามาคารวะอย่างนอบน้อม
“นายหญิงประสงค์สิ่งใด”
นางหันไปมองมัน แม้จะเคยมีตำแหน่งหลายประการ สำหรับในพรรคปราบัเพียงรองจากเจ็ดวชิระ ส่วนในยุทธภพก็เป็นางมารน้อยที่คนทั่วไปเกรงขาม แต่ตำแหน่ง “นายหญิง” นี้ไม่คุ้นว่ามีใครเรียกนางมาก่อน
“น้ำชา” นางเอ่ยสั้น ๆ
เสี่ยวเอ้อนั้นโค้งศีรษะจรดพื้น รีบลนลานจากไป
พริบตาชาอย่างดีที่สุดก็ถูกยกมา
ผู้ที่นำมากลับเป็เถ้าแก่เ้าของโรงเตี๊ยม
มันพินอบพิเทาแนะนำตัว เมื่อเห็นว่านางไม่ประสงค์จะสนทนาด้วย ก็โค้งต่ำจนติดพุงแล้วหลบลี้หนีหน้าไป
พวกมันเกรงกลัวอันใด
ส่วนทหารที่เฝ้าล้อมรอบอยู่ แม้เห็นนางก็ไม่เข้ามายุ่งวุ่นวาย
นางจิบชาร้อนไปสักพัก ก็เห็นเสี้ยวอู่ิเดินเข้ามา ทหารคำนับมันตลอดรายทาง
เมื่อเห็นนางมันแย้มยิ้มเดินมาลากเก้าอี้นั่งข้าง ๆ
เสี้ยวเอ้อยกชาร้อนกาใหม่มาในทันที
เดี๋ยวนี้มันช่างขวัญกล้าบังอาจนัก
“าแยังไม่ทุเลา ท่านน่าจะพักผ่อนมาก ๆ”
“ยาที่พอกไว้ดียิ่ง แทบไม่รู้สึกเจ็บอันใด”
“นั่นเป็ยาของหวงฮูหยิน”
เหมยฮวามิแปลกใจ
“หลายวันนี้ข้าพเ้ามีธุระต้องไปทำ ท่านนอนพักทานยาอยู่ที่นี่ อย่ากังวลกับทหาร พวกมันกำลังตามหาคนร้าย”
“เกิดเหตุร้ายแรงหรือไม่ ข้าฯเห็นไกว่เช่อเฉียว
“ไกว่เช่อเฉียว” เสี้ยวอู่ิทวนคำ
“มันเป็รองเ้าสำนักพรรคปราบั มีวิชายิงธนูสุดหยั่งคาด ท่านเคยประมือกับมันมาแล้ว”
เสี้ยวอู่ิมองนางอย่างจับจ้อง แล้วพยักหน้า
“ข้าฯเกือบเอาชีวิตไม่รอด ดีที่มีวิชาทางน้ำช่วยไว้”
นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“มีผู้ได้รับอันตรายหรือไม่”
เสี้ยวอู่ิยิ้มหุบลง
“พระจักพรรดินีทรงปลอดภัย”
เหมยฮวามิกล่าวอันใดอีก
เสี้ยวอู่ิก็มิคาดคั้นถามไถ่ ความจริงพอมันว่ายหลบหนีมาตามกระแสน้ำเชี่ยวกราก ก็ขึ้นฝั่งใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง จากนั้นรีบเดินทางเข้าเมืองฉางอานพบกับเว่ยกงกง ซึ่งได้ข่าวทางลับว่าจะมีการลอบประทุษร้ายต่อพระนางบูเช็กเทียน จึงใช้มาตรการความปลอดภัยให้ทรงนั่งในรถม้าคันสำรอง โดยมีผู้ทราบเื่เป็เชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ไม่กี่คน
ส่วนผู้ที่นั่งอยู่ในรถแทนนั้นย่อมเสียชีวิตหมดสิ้น
หลังเกิดเหตุเว่ยกงกงสั่งให้เสี้ยวอู่ิกับทหารจำนวนมากไล่ตามจับไกว่เช่อเฉียวอย่างกระชั้นชิด แต่กระนั้นมันยังมีโอกาสยิงธนูทำร้ายเหมยฮวาได้
หากกงกงไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ นางจะเป็เช่นไร
ผู้ที่จับตามองนางวันก่อนและบอกให้เสี้ยวอู่ิทราบ คือเว่ยกงกงนี่เอง
เสี้ยวอู่ิดื่มชาจนหมด จึงลุกขึ้น
“ท่านเข้าใจเลือกเสื้อผ้า”
นางเอ่ยชมเสียงเบา
“นั่นเป็ท่านกงกงเลือกให้ คนทึ่มทึบเช่นผู้น้อยจะเอาปัญญาที่ไหนไปจัดหาชุดสวยงามเช่นนี้”
มันพูดพร้อมยิ้มกว้าง
จากนั้นเดินโบกพัดออกจากโรงเตี้ยมไป
เหล่าทหารเปิดทางให้แล้วคำนับ
ไม่มีท่าทางของ “ผู้น้อย” แม้สักนิด
หวงซิ่นตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งห่างจากจุดที่ะโลงน้ำหลายลี้
สายน้ำชำละล้างคราบเืไปหมดสิ้น แต่ความหนาวเย็นกรัดกร่อนาแฉกรรจ์หลายแห่ง
แม่น้ำแห่งนี้ เสี้ยวอู่ิเคยใช้หลบหนีไกว่เช่อเฉียวมาแล้ว แต่หวงซิ่นวิชาทางน้ำไม่ดีเท่า จึงไม่สามารถล่องไปจนถึงหมู่บ้านได้
ในที่สุดมันก็กระเซอะกระเซิงมาจนพบด่านตรวจแห่งหนึ่ง
เ้าหน้าที่เห็นคนถูกทำร้ายาเ็สาหัส เมื่อทราบว่าเป็ศิษย์ตระกูลหวง จึงรีบปฐมพยาบาลแล้วให้รถม้าบรรทุกมันเข้าเมืองโดยเร็ว
เหมยฮวาพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมหลายวันจนอาการทุเลาขึ้นมาก
หวงฮูหยินมอบยาให้เสี่ยวอู้ิไว้ใช้ เผื่อประสบวิกฤติในการเดินทาง โชคดีที่มันรู้คุณค่านำตัวยาใส่ถุงกันน้ำอย่างดี แม้จะล่องแม่น้ำเชี่ยวมาหลายลี้ ยาก็ยังคงอยู่ในสภาพใช้การได้
แต่มันก็ใช้รักษานางจนแทบหมด
มันเชื่อมั่นตัวยาของหวงฮูหยินประหนึ่งโอสถทิพย์ หากอาการไม่สุดวิสัย ล้วนรักษาได้ทั้งสิ้น
ทหารที่เฝ้าโรงเตี๊ยมถอนกำลังจากไปหมดแล้ว
ผู้คนเริ่มกลับมาใช้บริการ
วันหนึ่งเสี้ยวอู่ิชวนนางนั่งลงสนทนา
“เหตุใดท่านมายังฉางอาน” ชายหนุ่มถามอย่างจริงจัง
นางมองหน้ามันพลางครุ่นคิด บางครั้งมันก็ดูทึ่มนัก
“ข้าฯ มาทำธุระเสร็จแล้วจะกลับ”
“กลับไปที่ใด”
เหมยฮวานิ่งไป ความจริงแล้วนางแทบไม่มีที่ไป ส่วนที่ที่พอไปได้ ล้วนแต่เกี่ยวพันกับบุรุษตรงหน้าทั้งสิ้น
“ข้าฯ อาจจะกลับลั่วหยาง”
“นั่นไม่มีปัญหา แต่ท่านคงจะเดินอาด ๆ ผ่านด่านตรวจที่เข้มงวด่นี้ไปได้ยาก”
ตอนนี้นางพอทราบแล้วว่าเสี้ยวอู่ิเป็คนของเว่ยกงกง นี่เป็เหตุให้ทหารเกรงอกเกรงใจมันน่าดู แต่ถึงอย่างไรในสายตาของทางการ นางยังนับเป็คนของพรรคปราบั กลุ่มลึกลับซึ่งปกปิดที่มาที่ไป แถมมีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจ
ที่ไม่นับนางเป็ฏไปด้วยถือว่าดีมากแล้ว
“ท่านจะให้ข้าฯ ทำอย่างไร”
คำถามนี้มีนัยว่านางยอมรับการจัดการจากมัน
บุรุษทึ่มตรงหน้ายังคงทำหน้าตาย
“เราคงอยู่ที่นี่นานไม่ได้ หากคนของหน่วยอื่นมาพบเข้า หรือมือธนูนั่นกลับมาอีกจะลำบาก”
นางกอดอกมองหน้ามันสายตาขุ่น
มันแย้มยิ้ม สายตาของสตรีบางคราวชัดเจนกว่าคำพูดของพวกนางเสียอีก
“ดูท่าพวกเราต้องเข้าวัง”
สายตาของนางเปลี่ยนเป็ทึ่งและประหลาดใจ
บุรุษที่อยู่ตรงหน้า กล้าหาญมุทะลุกว่าที่นางคิดมากนัก
การนำคนนอกเข้าวังหลวงมิใช้เื่ง่าย แม้จะมีขุนนางผู้ใหญ่เช่นกงกงสนับสนุน
โดยเฉพาะผู้ที่มีชนักติดหลังเช่นนาง
หากพลาดพลั้ง ทั้งหมดอาจต้องตายพร้อมกัน
ท่าทางของมันก็มิได้เป็การพูดเล่น
วันนี้บุรุษที่อยู่ตรงหน้าไฉนดูหล่อเหลาขึ้น
นางใคร่ครวญในใจ
หรือเงาภาพของคนผู้นั่นเริ่มจางไป