สวบ! สวบ! สวบ! ชายชุดดำกว่ายี่สิบคนทะยานออกมาจากพุ่มไม้ ล้อมปากถ้ำเอาไว้ทุกทิศทาง ชายชราชุดดำก้าวออกมาช้า ๆ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเ็า
"ในที่สุด... ก็หาพวกเจอเสียที" ดวงตาของเขาจ้องเหวินซานเขม็ง ก่อนเผยรอยยิ้มละโมบ
"เด็กน้อย... ส่งเพลิงิญญามา ข้าจะไว้ชีวิตสหายของเ้า"
เซิ่งหลินแค่นเสียง "คนอย่างเ้ามีหรือจะรักษาคำพูด"
ผู้าุโกุ่ยหัวเราะเสียงดัง "ก็จริง เดิมทีพวกเ้าก็ต้องตายอยู่แล้ว" ตูม! แรงกดดันมหาศาลปะทุออกจากร่างของเขา ต้นไม้รอบด้านสั่นะเื ชาวชุดดำทั้งหมดชักอาวุธออกมาพร้อมกัน
ชายชราชุดดำค่อย ๆ ยกมือขึ้น "ฆ่า!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ชายชุดดำกว่ายี่สิบคนก็พุ่งเข้ามาพร้อมกัน รัศมีคมอาวุธสะท้อนแสงเย็นเยียบราวกับคลื่นเหล็กที่โถมเข้าหาเหยื่อ
เหวินซานก้าวขึ้นไปข้างหน้าหนึ่งก้าวโดยไม่ลังเล เขายื่นแขนกั้นเซิ่งหลินไว้ด้านหลัง สีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตาเด็ดเดี่ยวราวกับเตรียมสู้ตาย
ผู้าุโกุ่ยยกยิ้มเ็า ก่อนปลดปล่อยแรงกดดันออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง
ครืนนน!
พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของเหวินซานแตกร้าวเป็ใยแมงมุม ลมหายใจของเขาหนักอึ้งราวกับถูกขุนเขาทั้งลูกกดทับ เืลมในอกปั่นป่วนจนแทบกระอักออกมาอีกครั้ง
ชายชุดดำค่อย ๆ ก้าวเข้ามาทีละคน วงล้อมแคบลงเรื่อย ๆ ไม่เหลือช่องว่างแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งพลันดังมาจากฟากฟ้า
"ผู้ใดบังอาจแตะต้องศิษย์สำนักโอสถจันทราของข้า" น้ำเสียงนั้นไม่ดังนัก แต่กลับะเืไปทั่วทั้งผืนป่า ชายชราชุดดำสีหน้าเปลี่ยนทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้น
วูม! ลำแสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งลงมาจากท้องฟ้า เพียงพริบตา ร่างของชายชราผู้หนึ่งก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเหวินซานและเซิ่งหลิน
ชุดคลุมสีเขียวเข้มสะบัดพลิ้ว หนวดเคราสีขาวปลิวไหวตามแรงลม แม้จะยืนเฉย ๆ แต่แรงกดดันจากร่างของเขากลับหนักอึ้งดุจขุนเขา เหวินซานเบิกตากว้าง "ผู้าุโกู้!"
เซิ่งหลินเองก็รีบประสานมือคารวะ "ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์!" กู้หยวนชิงพยักหน้าเพียงเล็กน้อย สายตากลับจับจ้องไปยังชายชราชุดดำไม่กะพริบ
"ผู้ฝึกตนนอกรีต ถึงกับกล้าจับศิษย์ของสำนักโอสถจันทรา พวกเ้าช่างกล้าหาญนัก" ชายชราชุดดำแค่นหัวเราะ "กู้หยวนชิง ข้าก็นึกว่าใคร เ้ามาคนเดียวหรือ"
กู้หยวนชิงยิ้มบาง ๆ "คนเดียว... ก็เพียงพอจะส่งพวกเ้าไปพบยมโลกแล้ว" สิ้นคำ เขาสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ เม็ดยาสีเขียวมรกตหลายสิบเม็ดลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนแตกออกพร้อมกัน
ฟู่ม! หมอกสีเขียวอ่อนแผ่กระจายไปทั่วทั้งป่า ชายชุดดำหลายคนสีหน้าเปลี่ยนทันที "รีบกลั้นหายใจ!" แต่ก็สายเกินไป เพียงสูดไอหมอกเข้าไปเล็กน้อย พลังิญญาภายในร่างของพวกมันก็ชะงักงัน แขนขาเริ่มอ่อนแรง บางคนถึงกับทรุดลงกับพื้น
กู้หยวนชิงกล่าวเรียบ ๆ "โอสถ... ไม่ได้มีไว้รักษาคนเท่านั้น หากใช้ถูกวิธี มันก็สังหารคนได้เช่นกัน" สีหน้าของชายชราชุดดำพลันเคร่งเครียด
ผู้าุโกู่มองกู้หยวนชิงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่ก่อนที่เขาจะทันเอ่ยสิ่งใด เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นจากฟากฟ้า เงาร่างนับสิบสายแหวกผ่านท้องฟ้าพุ่งตรงลงมายังผืนป่าเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่อึดใจ ผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีเขียวปักลายจันทราแห่งสำนักโอสถจันทราก็ทยอยลงมาจากหลังสัตว์อสูรบินตัวใหญ่ั์ แต่ละคนแผ่กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งน่าเกรงขาม
ชายชราชุดดำหน้าเปลี่ยนสีทันที "กำลังเสริม..."
กู้หยวนชิงเหลือบมองศิษย์ของตน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "ผู้าุโหลิว" ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวออกมา ประสานมือคารวะ
"พาศิษย์และคนของเรา เข้ากวาดล้างเหมืองแห่งนั้น ช่วยชาวบ้านทุกคนออกมาให้ได้ หากพบผู้ฝึกตนนอกรีต" กู้หยวนชิงหยุดเล็กน้อย "สังหารให้หมด"
“รับทราบ!” ผู้ฝึกตนกว่าห้าสิบคนบนหลังสัตว์อสูรบินรับคำพร้อมกัน เสียงประสานกึกก้องสะท้อนไปทั่วผืนป่า ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะบังคับสัตว์อสูรบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งตรงไปยังเขตเหมืองลับด้วยความรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
ผู้าุโกุ่ยเมื่อเห็นสถานการณ์พลิกผันและกำลังเสริมของสำนักหลั่งไหลมาสมทบไม่ขาดสาย ก็รู้ทันทีว่าแผนการทั้งหมดพังทลายไม่เป็ท่าแล้ว เขากัดฟันกรอดด้วยความเจ็บแค้น ก่อนจะแผดเสียงะโลั่น “ถอนกำลัง!”
ชายชราชุดดำแค่นหัวเราะ ก่อนสะบัดมือสร้างอักขระสีเืขึ้นกลางอากาศ พลังโลหิตทั้งร่างปะทุขึ้นพร้อมกัน ร่างของมันพร่าเลือน เตรียมใช้วิชาหลบหนี
"คิดจะหนีหรือ" กู้หยวนชิงเพียงยกนิ้วขึ้นช้า ๆ
ฟึ่บ!
โซ่อัคคีสีทองพุ่งทะลุอากาศด้วยความเร็วที่มองแทบไม่ทัน ฉีกกระชากอักขระโลหิตจนแตกกระจาย ก่อนพันธนาการรอบร่างผู้าุโกุ่ยอย่างแ่า
มันะเิพลังดิ้นรนสุดชีวิต พลังิญญาโหมกระหน่ำราวกับคลื่นั์ แต่โซ่ทองกลับยิ่งรัดแน่นขึ้นทุกครั้งที่มันต่อต้าน
แกร๊ก!
เสียงกระดูกลั่นดังขึ้น ชายชราชุดดำกระอักเืคำโต คุกเข่าลงกับพื้นอย่างไร้หนทางขัดขืน
เมื่อทุกอย่างสงบลง กู้หยวนชิงจึงหันกลับมามองเหวินซาน เพียงแวบเดียว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป "เ้าได้รับาเ็ถึงเพียงนี้เชียวหรือ" เหวินซานฝืนยิ้ม "ศิษย์...ยังไหวขอรับ"
กู้หยวนชิงส่ายหน้า "ยังไหวอะไรกัน" เขายกมือแตะชีพจรของเหวินซาน ยิ่งตรวจ คิ้วก็ยิ่งขมวดแน่น ก่อนจะหันไปมองเซิ่งหลิน "เ้าก็ใช้พลังเกินขีดจำกัด" เซิ่งหลินก้มหน้าลง "ศิษย์ไร้ความสามารถ"
กู้หยวนชิงถอนหายใจเบา ๆ "เื่นี้ไม่ใช่ความผิดของพวกเ้า ที่พวกเ้ารอดกลับมาได้ ก็นับว่าเกินความคาดหมายแล้ว" กล่าวจบ เขาก็ยกนิ้วขึ้นจรดริมฝีปากแล้วเป่าปากส่งเสียงผิวหวีดแหลมยาวกังวานไปทั่วผืนป่า
พริบตานั้น ท้องฟ้าก็พลันมืดครึ้มลงเล็กน้อยเมื่อ “นกกระเรียนเมฆา” สัตว์อสูรคู่กายตัวมหึมาที่มีขนสีขาวบริสุทธิ์ บินโฉบลงมาจากยอดไม้สูงใหญ่และขยายร่างใหญ่โตจนกว้างขวางพอที่จะรองรับคนนับสิบ
"ขึ้นมา" กู้หยวนชิงเอ่ยปากพรางสะบัดมือควบคุมพลังิญญาหิ้วร่างของผู้าุโกุ่ยที่ถูกโซ่อัคคีพันธนาการไว้ให้ขึ้นไปบนหลังนกด้วย เหวินซานกับเซิ่งหลินมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะก้าวตามขึ้นไปยืนบนหลังนกกระเรียนเมฆาั์
กู้หยวนชิงหันกลับไปมองทิศทางของเหมืองลับเป็ครั้งสุดท้าย แววตาเคร่งขรึม "เื่นี้คงไม่ใช่เพียงผู้ฝึกตนนอกรีตกลุ่มเล็ก ๆ เกรงว่าจะมีคนอยู่เื้ัอีกมาก" เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะส่งกระแสจิตสั่งการ
พริบตานั้น นกกระเรียนเมฆาก็กางปีกกว้างส่งเสียงร้องก้องฟ้า แล้วทะยานพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้ากลับสำนักโอสถจันทราทันที
การเดินทางใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม นกกระเรียนเมฆาก็พาทุกคนบินกลับมาถึงเขตสำนักโอสถจันทรา ทันทีที่ลงจากหลังสัตว์อสูร กู้หยวนชิงไม่ได้พาทั้งสองกลับที่พักทันที แต่กลับคุมตัวผู้าุโกุ่ยและมุ่งหน้าไปยังตำหนักกลางของสำนักในทันที
ระหว่างทาง ศิษย์จำนวนไม่น้อยต่างหยุดมอง เมื่อเห็นสภาพของเหวินซานและเซิ่งหลินที่เต็มไปด้วยคราบเื ทุกคนล้วนรู้ว่า... ภารกิจครั้งนี้ คงไม่ใช่เื่เล็ก
ไม่นาน ทั้งสามก็มาหยุดอยู่หน้าตำหนักหลังหนึ่ง เหนือประตูมีป้ายไม้สลักอักษรสีทองว่า "ตำหนักรองเ้าสำนัก"
กู้หยวนชิงยกมือประสาน "ศิษย์น้องกู้ ขอเข้าพบ" เพียงไม่นาน ประตูก็ค่อย ๆ เปิดออก ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดคลุมสีครามเดินออกมา
กู้หยวนชิงประสานมืออีกครั้ง "รองเ้าสำนัก" ชายผู้นั้นพยักหน้า ก่อนสายตาจะกวาดมองเหวินซานและเซิ่งหลิน เมื่อเห็นาแทั่วร่างของทั้งสอง คิ้วก็ขมวดเล็กน้อย "เกิดเื่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
กู้หยวนชิงกล่าวเสียงหนัก "ภารกิจครั้งนี้...เกินกว่าที่คาดไว้มาก เ้าสำนักยังปิดด่านอยู่"
รองเ้าสำนักกล่าวพลางถอนหายใจ "เื่นี้... คงต้องให้ข้าตัดสินใจแทนไปก่อน" เขาผายมือเชิญทุกคนเข้าไปภายในห้อง หลังจากนั่งลงเรียบร้อย รองเ้าสำนักจึงกล่าว "เล่าเื่ทั้งหมด อย่าปิดบังแม้แต่รายละเอียดเดียว"
เซิ่งหลินประสานมือ ก่อนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดั้แ่แฝงตัวเข้าไปในเหมืองลับ การค้นพบค่ายกลหลอมชีวิต การต่อสู้ จนกระทั่งหลบหนีออกมา
แม้แต่กู้หยวนชิง ซึ่งทราบเื่มาบ้างแล้ว เมื่อได้ฟังรายละเอียดทั้งหมด ก็ยังอดกำหมัดแน่นไม่ได้ "...สุดท้าย ศิษย์และศิษย์น้องหลบหนีออกมา จากนั้นจึงส่งข่าวขอกำลังสนับสนุน" เซิ่งหลินกล่าวจบ ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
รองเ้าสำนักหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้า ๆ "ใช้ชีวิตมนุษย์หล่อเลี้ยงเตาหลอม... ผู้ฝึกตนนอกรีตพวกนี้... ช่างอุกอาจนัก"
กู้หยวนชิงพยักหน้า "ข้าส่งคนไปตรวจสอบแล้ว เหมืองถูกทำลาย ช่วยชาวบ้านออกมาได้จำนวนหนึ่ง แต่คนร้ายระดับสูงหลบหนีไปหลายคน"
รองเ้าสำนักถอนหายใจเบา ๆ "ดูเหมือน... เื้ัเื่นี้จะไม่ธรรมดา" จากนั้นสายตาของเขาก็ตกลงบนเหวินซาน "เ้ามีสิ่งใดจะเพิ่มเติมหรือไม่"
เหวินซานชำเลืองมองเซิ่งหลินเพียงครู่เดียว นางส่ายหน้าแ่เบาแทบสังเกตไม่เห็น เขาจึงประสานมือแล้วตอบอย่างสงบนิ่ง "ไม่มีขอรับ"
เมื่อเสร็จสิ้นการสอบถาม กู้หยวนชิงก็ก้าวออกไปด้านหน้า สะบัดมือโยนร่างของเชลยในพันธนาการลงกระแทกกับพื้นหินอ่อนเบื้องหน้า ทันทีที่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน รองเ้าสำนักก็พลันเบิกตากว้างด้วยความใ รองเ้าสำนักจำได้ทันทีว่ามันคือ “อู๋กุ่ย” หรือที่ศิษย์ในสำนักต่างขนานนามว่า ‘เฒ่าอสูรกุ่ยิ’ ผู้เฒ่าจอมโเี้ที่มีชื่อเสียงชั่วช้าในอดีต
กู้หยวนชิงและรองเ้าสำนักรุมซักถามถึงเื้ัและรายละเอียดภายในเหมืองลับแห่งนั้น ทว่าอู๋กุ่ยกลับหัวเราะเยาะออกมาอย่างไม่เกรงกลัว มันเอ่ยปากโกหกหน้าตาย บิดเบือนความจริงว่าเหมืองนั้นเป็เพียงจุดฝึกตนส่วนตัวและปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเื่การสังหารผู้คนเพื่อหลอมโอสถิญญา
เหวินซานที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาก้าวออกมาก้าวหนึ่งประสานมือแล้วกล่าวแย้งขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเ็า "ท่านผู้าุโ ตอนที่ศิษย์เกือบถูกมันหลอม ศิษย์ได้ยินกับหูตนเองว่ามันพูดถึงแผนการใช้ชีวิตผู้คนนับหมื่นเพื่อสร้างเมล็ดเพลิงิญญาถวายให้แก่ ‘นายท่าน’ ของพวกมัน"
คำพูดของเหวินซานราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางตำหนักกลาง อู๋กุ่ยหันขวับมามองเด็กหนุ่มด้วยแววตาอาฆาตมาดร้ายและเคียดแค้นถึงขีดสุด มันรู้ตัวดีว่าไม่มีทางรอดพ้นความตายไปได้แน่
แกร็ก!
ดวงตาของอู๋เฉินกุ่ยเบิกโพลงขึ้นด้วยความอำมหิต มันใช้ฟันกรามกัดยาพิษร้ายแรงที่ซ่อนไว้ในปากอย่างเด็ดเดี่ยวทันที
เืสีดำสนิททะลักออกจากมุมปากของอู๋กุ่ยในพริบตา ร่างกายของมันกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง
ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอย อู๋กุ่ยกลับฝืนเค้นเสียงหัวเราะแหบแห้งออกมาอย่างน่ากลัว มันใช้สายตาสาดมองทุกคนด้วยความสมเพชเวทนา ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำสุดท้ายด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"ฮ่า ๆ ๆ..."
"อีกห้าปี..."
"พวกเ้าจะได้เห็นวันที่แผ่นดินเปลี่ยนเ้าของ"
มันหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มสยดสยองแล้วกล่าวประโยคสุดท้ายที่ทำให้ทุกคนในตำหนักกลางหน้าถอดสี
"จำเอาไว้..."
"หนอนบ่อนไส้ของนายท่าน... อยู่ในทุกสำนัก"
สิ้นเสียงคำรามนั้น ลมหายใจของอู๋กุ่ยก็ดับวูบลงอย่างสมบูรณ์ ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอันหนาหนักและน่าสะพรึงกลัวที่ปกคลุมไปทั่วทั้งตำหนักกลาง
รองเ้าสำนักกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว กลิ่นอายพลังิญญาอันเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจากร่างโดยไม่รู้ตัว โต๊ะหินเบื้องหน้าปรากฏรอยแตกร้าวลึกกระจายตัวออกเป็วงกว้างจากแรงกดดันมหาศาลที่เล็ดลอดออกมา
"ช่างอำมหิตนัก..." เขาเอ่ยเค้นเสียงลอดไรฟัน แววตาคมกราบฉายความเดือดดาลและคับแค้นใจอย่างไม่ปิดบัง "ยอมกลืนพิษปลิดชีพเพื่อปิดปากตนเอง แม้แต่วินาทีสุดท้ายก็ยังไม่ยอมเอ่ยปาก"
รองเ้าสำนักหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นโทสะที่กำลังแผดเผาอยู่ในอก ก่อนจะค่อย ๆ คลายหมัดที่กำแน่นช้า ๆ
ตึก... ตึก…
ปลายนิ้วเรียวเคาะลงบนโต๊ะหินที่แตกร้าวเป็จังหวะช้า ๆ เพื่อเรียกสติคืนมา
รองเ้าสำนักเงยหน้าขึ้นทอดสายตาลึกลงไปยังเบื้องล่าง ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
"ภารกิจครั้งนี้ แม้ว่าเราจะไม่สามารถจับกุมตัวผู้อยู่เื้ัได้ แต่พวกเ้าก็นำข่าวสารที่สำคัญกลับมาทันเวลา"
เขากวาดสายตาคมกริบหยุดลงที่ร่างของเซิ่งหลิน ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เซิ่งหลิน เ้าตัดสินใจได้ดี รู้จักถอยเมื่อสู้ไม่ได้ และให้ความสำคัญกับการส่งข่าวมากกว่าการฝืนต่อสู้"
เซิ่งหลินประสานมือ "ศิษย์เพียงทำตามหน้าที่เ้าค่ะ" รองเ้าสำนักพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนหันมามองเหวินซาน สายตาของเขาหยุดอยู่ครู่หนึ่ง "ส่วนเ้า... ศิษย์สายในผู้หนึ่ง กลับกล้าเสี่ยงชีวิตแฝงตัวเข้าไปในรังของศัตรู ทั้งยังสามารถสังเกตและจดจำรายละเอียดต่าง ๆ นับว่าไม่เลว" เหวินซานรีบประสานมือ "ศิษย์เพียงโชคดีขอรับ"
รองเ้าสำนักยิ้มบาง "ความโชคดี ไม่อาจพาคนผู้หนึ่งรอดตายได้เสมอไป สิ่งที่ช่วยเ้าคือสติ" กู้หยวนชิงที่นั่งอยู่ด้านข้างถึงกับพยักหน้าเห็นด้วย รองเ้าสำนักโบกมือเบา ๆ กล่องหยกสองใบค่อย ๆ ลอยออกมา "นี่คือรางวัลจากสำนัก" กล่องแรกลอยไปตรงหน้าเซิ่งหลิน อีกกล่องลอยมาหยุดตรงหน้าเหวินซาน
เมื่อเปิดออก ภายในบรรจุหินิญญาเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ เหวินซานกวาดตามองเพียงแวบเดียว ก็ถึงกับสูดหายใจลึก หินิญญาระดับต่ำ... หนึ่งร้อยก้อน นอกจากนี้ยังมีขวดหยกอีกสามใบ รองเ้าสำนักกล่าวต่อ "โอสถฟื้นฟูิญญา โอสถรักษาเส้นิญญา และโอสถบำรุงโลหิต ล้วนเป็รางวัลของพวกเ้า"
เหวินซานรีบลุกขึ้นคารวะ "ศิษย์ขอบพระคุณรองเ้าสำนัก" รองเ้าสำนักเพียงพยักหน้า แต่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เขาหันไปมองกู้หยวนชิง ก่อนกล่าวช้า ๆ "ข้ามีอีกรางวัลหนึ่ง"
แม้แต่กู้หยวนชิงยังเลิกคิ้ว รองเ้าสำนักมองเหวินซาน รองเ้าสำนักเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้ทั้งห้องตกตะลึง "ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป ข้าอนุญาตให้เ้า เข้าสู่หอตำราขั้นที่สี่สามวัน"
ทันทีที่สิ้นคำ เซิ่งหลินถึงกับเบิกตากว้าง แม้แต่กู้หยวนชิงยังหันมองรองเ้าสำนักด้วยความประหลาดใจ "ศิษย์พี่..." รองเ้าสำนักยกมือขึ้นเป็เชิง
เหวินซานชะงักไป "หอตำราขั้นที่สี่..."
รองเ้าสำนักกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "จงจำไว้ ความรู้ในหอตำราขั้นที่สี่ มีค่ามากกว่าหินิญญานับแสนก้อน หากเ้าคว้าเอาไว้ได้ วันหนึ่งเ้าจะเข้าใจว่ารางวัลครั้งนี้มีค่ามากเพียงใด"
เหวินซานกำหมัดแน่น หัวใจเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุม สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป... หินิญญาหนึ่งร้อยก้อนอาจเป็รางวัลใหญ่ แต่สำหรับเขา การได้เข้าสู่หอตำราขั้นที่สี่ต่างหาก คือรางวัลที่ล้ำค่าที่สุดนับั้แ่ก้าวเข้าสำนักโอสถจันทรา