บทที่ 4 ไปขุดผักป่า
วันรุ่งขึ้น สวี่เจาตี้ตื่นขึ้นมาเพราะความหิว
เมื่อคืนเธอกินน้อย ่ดึกท้องร้องจ๊อก ๆ ไม่หยุด ในความฝันเธอยังคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่
เมื่อออกมาจากห้อง เฉินเจี้ยนกั๋วก็ไม่อยู่ในบ้านแล้ว ่เวลานี้คงออกไปออกกำลังกายตอนเช้าแล้ว
บนโต๊ะอาหารในห้องนั่งเล่นมีหมั่นโถวข้าวโพดหนึ่งลูก หมั่นโถวบักวีตหนึ่งลูก ข้าง ๆ มีชามโจ๊กข้าวฟ่างใส ๆ หนึ่งชาม
หมั่นโถวข้าวโพดหยาบมาก กินเข้าไปแล้วรู้สึกระคายคอจริง ๆ
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สวี่เจาตี้ก็กัดหมั่นโถวบักวีตคำหนึ่ง
ของพวกนี้พอเข้าปาก รสแรกที่ได้ลิ้มคือรสขม ข้างในยังมีกลิ่นดินปนอยู่ด้วย
สวี่เจาตี้ย่นหน้าเข้าหากันหมดแล้ว
เธอเดินเข้าไปในครัว รินน้ำร้อนใส่แก้วหนึ่งแก้ว ก่อนจะกลืนก้อนหมั่นโถวบักวีตลงไปพร้อมกับน้ำร้อน เธอเติมเกลือเล็กน้อยลงในโจ๊กข้าวฟ่าง
ทันทีที่โจ๊กข้าวฟ่างไหลลงสู่กระเพาะอาหาร ความรู้สึกสบายก็แผ่ซ่านไปทั่วท้องของเธอ
เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมความอยากอาหาร บอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าต้องลดน้ำหนักให้ได้
ด้วยส่วนสูง 165 เิเ และน้ำหนัก 170 จิน หรือประมาณ 85 กิโลกรัม เธอไม่ได้มีรูปร่างอ้วนเป็ชั้น ๆ แต่เป็แบบร่างกายแข็งแรง มีเนื้อมีหนังไปทั้งตัว ดูเหมือนคนตัวใหญ่และแข็งแรง
รูปร่างแบบนี้ดูเทอะทะ ไม่อ่อนช้อยเอาเสียเลย
สวี่เจาตี้ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ อย่างน้อยใบหน้าของเธอก็ไม่ได้น่าเกลียด
ในที่สุดห้องก็ถูกทำความสะอาดจนหมดจด แต่ตอนนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ไม่มีเสบียงอาหารเหลืออยู่ที่บ้าน แล้วเธอจะทำอย่างไร
จริงอยู่ว่าในมือของเธอมีเงินอยู่สิบกว่าหยวน แต่มันเป็เงินที่ขโมยมาจากเฉินเจี้ยนกั๋ว
อย่างไรก็ตาม แค่มีเงินก็ไม่พอ เธอต้องใช้ตั๋วด้วย
เธอเข้าไปค้นหาในครัวก็พบว่ามีมันฝรั่งอยู่สิบกว่าลูกกับแป้งข้าวโพดอีกถุงเล็ก ๆ เท่านั้น
มองสภาพตรงหน้าแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ มื้อเที่ยงนี้ไม่รู้จะกินอะไรดี
ในความทรงจำของเธอ ฝั่งตรงข้ามบ้านเป็ป่าเล็ก ๆ ่เดือนมีนาคมแบบนี้เป็่เวลาที่เหมาะแก่การเก็บผักป่าที่สุด
ที่บ้านไม่มีผักอะไรเลย ขึ้นเขาไปขุดผักป่าดีกว่า
เงินสิบกว่าหยวนนี้เดี๋ยวก็คงได้ใช้ประโยชน์ เอาเก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน
ว่าแล้วสวี่เจาตี้ก็คว้าตะกร้ากับมีดเล็ก ๆ ออกไปทันที
พวกเขาอยู่ชั้นสาม ตอนลงมาถึงข้างล่าง ่เวลานี้แทบไม่เจอใครเลย
เมื่อวานมัวแต่ยุ่งกับการเก็บกวาดบ้าน เลยไม่ได้สังเกตบริเวณรอบ ๆ อาคารที่เธออยู่นี้สูงห้าชั้น มีหลายแถวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่ละชั้นมีสองห้อง การออกแบบของห้องเหมือนกันทุกอย่าง
เดินเลี้ยวผ่านกำแพง ลานกว้างไม่ไกลนักมีเสียงะโดังก้องมาเป็ระยะ ๆ
ตอนที่เธอออกไปข้างนอก ก็ได้แจ้งชื่อและลงทะเบียนไว้แล้ว หลังจากกล่าวขอบคุณกับคนเฝ้าประตูทั้งสองคน สวี่เจาตี้ก็ตรงไปยังูเาฝั่งตรงข้ามทันที
นายทหารหนุ่มทั้งสองคนที่เฝ้าประตูอยู่ รู้จักชื่อเสียงของสวี่เจาตี้เป็อย่างดี
"คนที่เพิ่งออกไปเมื่อกี้ ใช่ภรรยาหัวหน้าเราหรือเปล่าวะ"
"เหมือนจะใช่ แต่ก็เหมือนไม่ใช่นะ ภรรยาหัวหน้าไม่น่าจะพูดขอบคุณกับพวกเรานี่"
"นั่นสิ เื่เมื่อวานแกได้ยินรึยัง"
"ได้ยินสิโว้ย... ชู่ว... เวลาปฏิบัติหน้าที่ ห้ามคุยเื่อื่น รีบเข้าที่"
ทั้งสองสบตากัน ต่างรู้กันดีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
ฤดูใบไม้ผลิเดือนมีนาคม พืชผักนานาชนิด ผุดขึ้นจากพื้นดิน สมัยก่อน ตอนที่สวี่เจาตี้ทำงานล้างจานในร้านอาหาร เธอรู้จักผักป่าพวกนี้เยอะมาก
ใครจะไปคิดว่า ประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชนของเธอ วันหนึ่งจะทำให้เธอเอาชีวิตรอดในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ได้
ในทุ่งข้าวสาลีเบื้องหน้า ผักจี้ไช่สีเขียวขจีขึ้นอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็ ผักจี้ไช่ ดอกผูกงอิง ต้นอ่อนของต้นหลิว ลูกหม่อน ต้นหอมป่า ผักกูด ผักอู่เยวี่ย และอื่น ๆ ตราบใดที่กินได้ เธอก็ไม่รังเกียจที่จะเก็บใส่ตะกร้าไปหมด
มองจากประตูเขตกองทัพ จะเห็นผู้หญิงร่างท้วมคนหนึ่ง กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ในทุ่งข้าวสาลีที่อยู่ไม่ไกลออกไป
เด็กน้อยสองคนมองตามร่างนั้นเดินขึ้นเขาไปช้า ๆ
บนเนินเขา ต้นหอมป่าขึ้นเป็กอ ๆ อ่อนน่าทาน แต่กว่าจะดึงออกมาได้ โดยเฉพาะเวลาเด็ดใบหอมที่เหี่ยวเฉาออกไปนี่สิ ยุ่งยากน่าดู
แต่เธอก็ไม่ได้รังเกียจ เด็ดไปได้หลายกอแล้วใส่ลงตะกร้า
ไม่ถึงชั่วโมง ตะกร้าในมือของสวี่เจาตี้ก็เต็ม
กำลังจะลงจากเขา ก็เห็นผักกูดโผล่พ้นยอดขึ้นมาเป็กอ ๆ
ผักเยอะแยะขนาดนี้ ทำไมคนในบ้านพักไม่มาเก็บกันนะ?
ดีเลย ไม่มีใครเก็บ เธอก็จะได้เก็บไปเยอะ ๆ เอาผักกูดพวกนี้ไปลวกแล้วตากแดดเก็บไว้กินตอนหน้าหนาว
กระเป๋าเสื้อผ้าทั้งสองข้างของสวี่เจาตี้เต็มไปด้วยผักป่า เธอถือตะกร้าอย่างมีความสุข เดินลงจากเขา โดยไม่ทันสังเกตเห็นพุ่มหญ้าแห้งข้าง ๆ เท้า
ทันใดนั้น เสียงไก่ฟ่าขันโฉบเฉี่ยว ทำลายความเงียบสงบ ก่อนจะบินผ่านข้าง ๆ เท้าเธอไป
สวี่เจาตี้ใแทบแย่ สองวันมานี้ไม่ได้กินอะไรดี ๆ รู้สึกเหมือนจะเป็ลม
เธอวางตะกร้าไว้ข้างเท้า แต่ไม่คิดว่าในพุ่มหญ้าจะมีไก่ฟ้าอยู่ด้วย
ไก่ฟ้าตัวนั้นนอนหมอบอยู่ ไม่ยอมบินหนี ส่งเสียง “กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก” เบา ๆ
ในใจของเธอดีใจจนยิ้มออกมา ถ้ายิ่งจับไก่ฟ้าตัวนี้กลับไปได้ก็คงจะดี
เธอค่อย ๆ ยื่นมือออกไป พร้อมกับกลั้นหายใจ
สัตว์ป่าก็คือสัตว์ป่า มือของสวี่เจาตี้ดีเพิ่งจะแตะโดนหญ้าแห้ง เ้าไก่ฟ้าตัวน้อยก็ร้อง พร้อมกับกระพือปีกเป็เส้นตรงบนอากาศ บินไปเกาะอยู่บนต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไปสิบกว่าเมตร
ตอนที่สวี่เจาตี้ดียังรู้สึกเสียดายอยู่นั้น ก็เห็นของสีขาว ๆ โผล่ออกมาจากกองหญ้าแห้ง เธอจึงรู้สึกสงสัยและเปิดกองหญ้านั้นออกดู ปรากฏว่าในกองหญ้ามีไข่ไก่ฟ้าอยู่หนึ่งรัง
หนึ่ง สอง สาม สี่…
โอ้โห มีตั้งสิบสองลูก
สวี่เจาตี้ดีแทบจะดีใจจนร้องไห้ ต้องรู้ก่อนว่าของสิ่งนี้ในตอนนี้นับว่าเป็ของดี
ไข่ไก่หนึ่งฟองในท้องตลาด ถ้าไม่มีตั๋วจะขายอยู่ที่หนึ่งเหมาสามสี่เฟิน ไข่ไก่ฟ้าแม้ว่าขนาดจะเล็กกว่าไข่ไก่ แต่ถ้าเอาไข่พวกนี้สิบกว่าลูกกลับไป ใส่ต้นหอมลงไปหน่อย กินแบบประหยัด ๆ หน่อยก็สามารถทำได้ตั้งสองจาน
เธอคิดถึงไข่เจียวต้นหอม นึกแล้วน้ำลายแทบไหล
สวี่เจาตี้ดีใจเหมือนเก็บสมบัติได้ มองไปรอบ ๆ แล้วหยิบผักป่าในตะกร้าออกมาครึ่งหนึ่ง ค่อย ๆ เอาไข่ไก่ฟ้าใส่ลงไปตรงกลางผัก แล้วเอาผักปิดทับก่อนจะเดินกลับบ้าน
นายทหารที่เฝ้าประตูอยู่เห็นเธอกลับมาพร้ะกร้าที่อัดแน่น ก็รู้ทันทีว่าไปเก็บผักป่ามา
แต่ผักในตะกร้านี้มันดูมั่วไปหมด แบบนี้กินได้เหรอ?
ชายคนหนึ่งถามว่า "พี่สะใภ้ เก็บผักป่ามาเยอะแยะแบบนี้ กินได้จริงเหรอครับ"
"กินได้สิ พวกนี้ฉันเคยกินมาก่อน เดี๋ยวทำให้เฉินเจี้ยนกั๋วเอามาให้พวกนายชิม"
พวกเขาทั้งสองคนนี้ก็เป็คนบ้านนอก ยุคนี้ชนบททั่วประเทศยากจน พวกเขาก็เคยกินผักป่ามาก่อน เพียงแต่สภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละท้องที่ต่างกัน ความแตกต่างระหว่างเหนือใต้ก็มี ผักป่าบางชนิดไม่ต้องพูดถึงเื่กิน แม้แต่เห็นก็ยังไม่เคยเห็น
ตอนนี้ พวกเขามองอย่างสงสัย
"พี่สะใภ้ ไม่กินดีกว่ามั้งครับ เผื่อกินแล้วท้องเสียจะแย่"
สวี่เจาตี้ยิ้มแล้วพูดว่า "ไม่เป็ไรหรอก ถ้าพรุ่งนี้ฉันยังสบายดี พวกนายค่อยกินก็ได้"
ทันทีที่สวี่เจาตี้เดินออกไป ทั้งสองคนก็หันมามองหน้ากัน
"พวกเขาบอกว่าพี่สะใภ้ใหญ่เป็คนปากร้าย แต่ฉันว่าไม่เห็นเป็อย่างนั้นเลย"
"ฉันก็ว่าไม่อย่างนั้น เธออาจจะดูแข็งแรงไปหน่อย แต่มารยาทเรียบร้อย พูดจาสุภาพ ไม่เห็นเหมือนที่พวกเขานินทากันเลยสักนิด"