บทที่ 22 คารวะเป็ศิษย์หยุนซาน
การประลองบนลานประลองครั้งนั้น ทำให้ชื่อของหวังเฉินกลายเป็ที่รู้จักไปทั่วสำนักชิงหยุนในเริ่มแรกเื่ราวถูกพูดถึงในหมู่ศิษย์ภายนอก หลังจากนั้นศิษย์ชั้นในบางคนที่ได้เห็นการต่อสู้ก็เริ่มพูดคุยถึงเื่นี้และในที่สุดชื่อเสียงของหวังเฉินก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่ศิษย์ชั้นใน
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ศิษย์หลักบางคนยังสนใจการต่อสู้นี้เป็พิเศษเพราะการที่ผู้ฝึกตนระดับโพ้นฟ้าสามารถเอาชนะศิษย์ชั้นในระดับกลางของขั้นเหนือฟ้าได้ นับเป็เื่ที่หาได้ยากยิ่งในสำนักชิงหยุน
สำหรับศิษย์ที่มีพร์โดดเด่นแล้วการท้าทายข้ามระดับอาจไม่ใช่เื่แปลก เช่น การที่ศิษย์ในระดับต้นของขั้นเหนือฟ้าเอาชนะระดับสูงสุดของขั้นเดียวกันหรือศิษย์ในขั้นสร้างฐานระดับต้นเอาชนะระดับสูงสุดในขั้นเดียวกันเื่เหล่านี้แม้จะสร้างความฮือฮา แต่ยังคงเป็การต่อสู้ภายในขอบเขตเดียวกันเท่านั้น
แต่การประลองระหว่างหวังเฉินกับจางหลงนั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง หวังเฉินเป็เพียงศิษย์ภายนอกมีพลังอยู่ในระดับโพ้นฟ้าแต่กลับสามารถทำให้จางหลง ซึ่งเป็ศิษย์ชั้นในระดับกลางของขั้นเหนือฟ้าาเ็สาหัสได้ หากในตอนนั้นหวังเฉินมีเจตนาฆ่า จางหลงก็คงจะถูกเขาฆ่าอย่างง่ายดายโดยที่ไม่มีทางต่อต้านพอคิดแบบนี้แล้วจึงเป็เื่ที่เหลือเชื่ออย่างมาก
เื่นี้จึงเกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในหมู่ศิษย์ของสำนักชิงหยุนศิษย์จำนวนมากพยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหวังเฉิน เพื่อสืบเสาะว่าเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาหรือวิชาเทพอะไรที่ทำให้เขามีพลังมากขนาดนี้
หวังเฉินไม่รู้เื่เหล่านี้เลย และถึงแม้จะรู้เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะสำหรับเขาแล้วขั้นโพ้นฟ้านั้นยังถือว่าต่ำต้อยนัก ่เวลาที่เขาเป็ศิษย์ภายนอกนี้แท้จริงแล้วก็เป็เพียงแผนการหลบซ่อนตัวในระหว่างสะสมพลังของเขาเพียงเท่านั้น
ขณะนี้เขากำลังเดินทางร่วมกับโจวชิงและหยุนลู่ไปยังยอดเขาแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยพลังปราณหนาแน่นจนแทบจะจับต้องได้หมอกลอยวน ต้นไม้เขียวขจี สัตว์ิญญาวิ่งเล่นไปมา บรรยากาศราวกับอยู่ดินแดนเซียน
ยอดเขาแห่งนี้คือเขตพำนักของหยุนซานผู้เป็บิดาของหยุนลู่และยังเป็หนึ่งในผู้าุโของสำนักชิงหยุน ในเทือกเขาชิงหยุนที่ทอดยาวนับพันลี้นั้นผู้าุโแต่ละคนจะได้รับสิทธิ์ดูแลยอดเขาแห่งหนึ่งเป็ของตนเอง และในฐานะผู้ฝึกตนระดับกำเนิดแก่นแท้ ผู้าุโหยุนซานย่อมต้องมียอดเขาเป็ของตนเองอย่างไม่ต้องสงสัย
ครั้งนี้ ผู้าุโหยุนซานได้เรียกหวังเฉินมาพบ แม้ว่าหวังเฉินจะยังไม่ทราบแน่ชัดถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายแต่เขาก็พอคาดเดาได้บ้างเล็กน้อย ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อย ไม่เหมือนคนที่กำลังจะไปเข้าพบผู้าุโระดับกำเนิดแก่นแท้กลับกันเขาเดินทางมาด้วยความสบายใจ ราวกับกำลังมาเยี่ยมชมสวนหลังบ้านของตนเอง
ระหว่างทาง หวังเฉินเอาแต่เหลียวซ้ายแลขวามองสำรวจภูมิทัศน์ของยอดเขาด้วยความสนใจพร้อมทั้งคิดในใจ
"ขั้นกำเนิดแก่นแท้ จะเป็ระดับเช่นไรกันแน่? ตอนนี้ข้ายังไม่อาจเข้าใจได้ แต่หากดูจากยอดเขาแห่งนี้ แม้จะงดงามและมีพลังปราณล้นเหลือแต่พลังปราณกลับซ่อนเร้น ซ่อนความอันตรายไว้อย่างล้ำลึกชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เขตธรรมดา แต่เป็อาณาเขตที่เต็มไปด้วยค่ายกลอันซับซ้อน"
เมื่อเดินมาถึงด้านหน้าถ้ำหินโบราณแห่งหนึ่ง หวังเฉินก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ในความคิดของเขา ผู้าุโหยุนซานซึ่งเป็ถึงระดับผู้บรรลุกำเนิดแก่นแท้ควรจะอาศัยอยู่ในตำหนักเซียนที่โอ่อ่าอลังการ แต่นี่กลับเป็เพียงถ้ำหินที่เรียบง่ายไม่ได้มีแม้แต่ตำหนักที่ดูดี นับว่าเป็ตัวอย่างของคำว่า"เรียบง่ายที่สุดคือความยิ่งใหญ่" อย่างแท้จริง
หลังจากที่หวังเฉินได้สติกลับมา เขาก็รู้สึกนับถือในใจ ทุกผู้ฝึกตนที่สามารถบรรลุขั้นกำเนิดแก่นแท้ได้นั้นล้วนแล้วแต่เป็ตำนานที่มีเส้นทางไม่ธรรมดาและล้วนมีความเข้าใจต่อหนทางแห่งเต๋าที่เป็เอกลักษณ์ของตนเองอย่างลึกซึ้งมิเช่นนั้นคงไม่มีทางบรรลุความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้
“ไม่เลวเลย ไม่เลวเลย สงบนิ่งไม่ตื่นตระหนก แม้ในเขาหยุนหลิงของข้าเ้าก็ยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ สมกับเป็ผู้มีพร์ในการฝึกตน”
เสียงใสสง่างามดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของหวังเฉินเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับชายผู้หนึ่งในชุดนักพรตวัยกลางคนยืนอยู่ไม่ไกลจากเขา โจวชิงที่อยู่ข้างๆแสดงท่าทีเคารพนอบน้อมอย่างถึงที่สุดสื่อให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อครูบาอาจารย์แบบเต็มที่
ส่วนหยุนลู่ที่ปกติซุกซนขี้เล่นตอนนี้กลับดูเรียบร้อยน่ารักขึ้นมาในทันที ทำให้หวังเฉินอดรู้สึกขันในใจไม่ได้
“คารวะท่านผู้าุโหยุนซาน”
แม้ว่าผู้าุโหยุนซานจะเป็ถึงผู้บรรลุขั้นกำเนิดแก่นแท้ แต่หวังเฉินก็ไม่ได้แสดงออกถึงการประจบประแจงมากเกินไปเพียงคารวะด้วยท่าทางเรียบง่ายก่อนจะสงบนิ่งไม่พูดอะไรอีก หยุนซานเห็นท่าทีของหวังเฉินเช่นนั้นก็รู้สึกพอใจยิ่งนักจากนั้นเขาหันไปมองโจวชิงพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ชิงเอ๋อร์ การเคารพครูบาอาจารย์นั้นเกิดจากใจหาใช่พิธีรีตองที่ซับซ้อนเกินความจำเป็ไม่ ผู้ฝึกตนเหตุใดจึงต้องยึดติดกับพิธีการมากมายถึงเพียงนี้?” โจวชิงตอบรับด้วยความนอบน้อม แต่จากท่าทีที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก หวังเฉินจึงสันนิษฐานได้ว่าเขาน่าจะเคยถูกตำหนิเื่นี้มาหลายครั้งแล้ว
ภายในถ้ำหินที่เรียบง่าย หยุนซานนั่งขัดสมาธิอย่างสงบ ขณะที่หวังเฉินและคนอื่นๆนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่า รอคอยคำถามจากท่านผู้าุโ
“หวังเฉิน ชิงเอ๋อร์บอกว่า เ้าตอนแรกเลือกฝึกฝนเคล็ดวิชานั้นใช่หรือไม่?วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย?”
หวังเฉินพลันคิดในใจว่า “มาแล้ว”
“ถูกต้อง วิชานี้เหมาะสมกับข้าที่สุดอีกทั้งตอนนี้ข้ากำลังจะบรรลุขั้นแรกแล้ว” เมื่อหยุนซานได้ยินเช่นนั้นก็มีท่าทีสั่นสะท้านดวงตาทั้งสองเปล่งประกายเจิดจ้าจนเหมือนจะแผ่กระจายมาส่องร่างหวังเฉิน
ภายใต้การชักนำของพลังปราณ หวังเฉินปลดปล่อยปราณสีเขียวที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเสียงะเิดังขึ้นทำให้เสื้อคลุมสีเขียวบนตัวเขาแตกกระจายเป็ผุยผงเผยให้เห็นเรือนร่างท่อนบนที่แข็งแรงกำยำ กล้ามเนื้อเป็มัดๆแผ่พลังโบราณอันดุร้ายจนสามารถป้องกันสายตาที่หยุนซานพยายามใช้สอดส่องได้
หยุนซานรู้สึกตกตะลึง สีหน้าเปลี่ยนไปทันที “เป็จริงตามคาด! วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกายนี้เอง เคล็ดวิชานี้เมื่อครั้งในอดีตข้าก็เคยฝึกฝนมัน แต่น่าเสียดายที่พร์ของข้าไม่เพียงพอและไร้ซึ่งวาสนาทำให้ไม่อาจฝึกสำเร็จได้ น่าเสียดาย น่าเสียดาย...” เขาถอนหายใจยาว ดวงตาฉายแววหม่นหมองราวกับนึกถึงเื่ราวในอดีตก่อนจะกลับมามีสติอีกครั้งในพริบตา
“ข้า้ารับเ้าเป็ศิษย์ ไม่ทราบว่าเ้าจะยินดีหรือไม่?”
หวังเฉินได้ยินเช่นนั้น ใจพลันคิดวิเคราะห์ถึงผลได้ผลเสียต่างๆแต่ในขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะลังเล การมีอาจารย์ที่อยู่ในระดับกำเนิดแก่นแท้เป็สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเขาในตอนนี้
“ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์!” หวังเฉินคำนับด้วยความเคารพอย่างยิ่งการกระทำเช่นนี้ถือเป็การยืนยันว่าเขาได้กลายเป็ศิษย์แห่งยอดเขาหยุนหลิงอย่างเป็ทางการ พร้อมกับสถานะใหม่ในฐานะศิษย์ชั้นในของสำนักชิงหยุน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข้อกำหนดที่ว่าศิษย์ภายนอกต้องบรรลุขั้นเหนือฟ้าภายในสามปีอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นการเป็ศิษย์ของผู้าุโยังมอบสิทธิประโยชน์อีกมากมายที่เหนือกว่าศิษย์ชั้นในทั่วไป
หวังเฉินเริ่มเข้าใจนิสัยของหยุนซานอย่างลึกซึ้งว่าเขาเป็คนเรียบง่ายไม่ใส่ใจในพิธีรีตองและความฟุ้งเฟ้อเช่นเดียวกับที่พักของเขาซึ่งมีเพียงถ้ำหินธรรมดาเท่านั้น
หลังจากนั้น หวังเฉินจึงเปลี่ยนตราประจำตัวศิษย์ใหม่และรับของใช้ที่จำเป็สำหรับศิษย์ชั้นในอย่างเป็ทางการเขาได้กลายเป็ศิษย์ของหยุนซานผู้าุโแห่งยอดเขาหยุนหลิงอย่างเต็มตัว