ข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 41 ในจวนเงียบเหงาเกินไป

            ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าอาเหยียนน้อยจะกล่าวออกมาอย่างกะทันหันเช่นนั้น สีหน้าของซั่งกวนหลิงนิ่งค้าง ทว่าโชคดีที่นางมักเก็บซ่อนอารมณ์ของตนได้ดีเสมอ นางจึงปรับท่าทางและกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “เหตุใดเสี่ยวซื่อจื่อถึงไม่อยากฟังเล่าเพคะ วิธีของหลิงเอ๋อร์อาจจะดีกว่าก็ได้นะเพคะ”

             อาเหยียนส่ายหน้ายืนกราน “ไม่มีทาง วิธีของท่านแม่ดีที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้วันนี้ท่านกล่าวมากเท่าไร สุดท้ายก็เป็นเพียงคำกล่าวว่างเปล่า การล่าสัตว์สิ้นสุดลงแล้ว และท่านพ่อก็ปลอดภัยไร้บาดแผล เช่นนั้นท่านจะกล่าวอย่างไรก็ได้”

             อ๊ะ!

             คำกล่าวนี้สำนวนรื่นหูทว่าตรงไปตรงมา ทำให้เป่ยเหลียนโม่ประหลาดใจอยู่หลายส่วน

             อาเหยียนมีอุปนิสัยอ่อนโยน เขาแทบจะไม่ค่อยพูดตรงไปตรงมาเช่นเมื่อครู่ คล้ายกับว่าเขาไม่ค่อยชอบซั่งกวนหลิงเท่าไรนัก เป็นเพราะเหตุใดกัน?

             ไม่คิดเลยว่านางยังไม่ทันได้รับคำชมเชยจากเป่ยเหลียนโม่สักคำ กลับถูกเสี่ยวซื่อจื่อเจาะจงอย่างไม่เกรงใจกันเสียก่อน

             ซั่งกวนหลิงไม่รู้ว่านางทำอันใดให้ซื่อจื่อผู้นี้ไม่พอใจ ครั้งที่แล้วเขาก็ไม่ยอมให้นางเข้าใกล้ อาจกล่าวได้ว่ากลัวคนแปลกหน้า ทว่าครั้งนี้นางแค่กล่าวเพียงไม่กี่ประโยคก็ถูกเขาปฏิเสธเช่นนี้เสียแล้ว

             แม้ว่าเรื่องจะจบไปแล้ว และวิธีของนางไม่สามารถนำไปใช้ได้อีก แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องขัดขวางนาง และลดทอนคำพูดของนางจนไม่เหลืออะไรเลยเช่นนี้ 

             “เสี่ยวซื่อจื่อ หลิงเอ๋อร์มิกล้ากล่าวว่าวิธีของหม่อมฉันดีที่สุดเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันคำนึงถึงความปลอดภัยของท่านอ๋อง และหากมีวิธีที่ดีกว่าย่อมสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้หวังเฟยต้องทุกข์ทรมานเช่นนั้นได้มิใช่หรือเพคะ”

             ไม่ต้องแล้ว อาเหยียนโบกมือ

             เขาไม่อยากฟัง ท่านพ่อก็คงไม่อยากฟังเช่นกัน แม้ไม่ใช่เรื่องดี แต่ยามนี้ท่านแม่ได้รับบาดเจ็บ กว่าจะช่วยท่านพ่อเปลี่ยนจากอันตรายเป็นปลอดภัยได้นั้นไม่ง่ายเลย แต่นางกลับหมายหยิบยกเพียงเรื่องที่สำเร็จไปแล้วขึ้นมาพูด มีเรื่องง่ายดายเช่นนั้นที่ใดกัน

             “ไม่ว่าจะกล่าวอะไรก็เป็นเพียงคำกล่าวที่ว่างเปล่า ผู้คนย่อมไม่ถลำเข้าไปในความผิดพลาดเดิม ในเมื่อวิธีการนั้นไม่สามารถใช้ได้ในภายหน้าแล้ว เช่นนั้นจะกล่าวขึ้นมาเพื่ออันใด ท่านเพียงแค่อยากกล่าวโทษท่านแม่ของข้าหรือ?”

             ซั่งกวนหลิงรีบคุกเข่าลงและกล่าวว่ามิกล้า ทว่าในใจนางกลับรู้สึกไม่พอใจในตัวเสี่ยวซื่อจื่อผู้นี้ยิ่งนัก

             นางไม่เคยยั่วยุเขา เหตุใดเขาถึงได้หักหน้านางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้อื่นล้วนกล่าวกันว่าซื่อจื่อมีอุปนิสัยเก็บตัวและอ่อนโยน แต่เขามักจะกระทบกระเทียบใส่นางเสมอ ช่างน่าโมโหนัก

             “ท่านพ่อ” อาเหยียนกระตุกแขนเสื้อของเป่ยเหลียนโม่ “ท่านพ่อไปดูท่านแม่สักหน่อยเถิด จะคุยเรื่องเหล่านี้กับผู้อื่นทำไม ท่านแม่เจ็บปวดเสียจนนอนไม่หลับทั้งวันทั้งคืน ดูทรมานยิ่งนัก ท่านพ่อไปดูสักหน่อยท่านแม่จะต้องดีใจแน่นอน”

             ถ้าให้เขาไป มิสู้ให้แมวดำไปเสียยังจะดีกว่า เป่ยเหลียนโม่จิ้มจมูกเขาอย่างขบขัน ไม่รู้ว่าเหยาเชียนเชียนบอกอาเหยียนว่าอย่างไร คำพูดของอาเหยียนในวันนี้ถึงได้เจาะจงไปที่ซั่งกวนหลิงอย่างเห็นได้ชัด

             หรือพอรู้ว่าข้างกายเขามีสตรีอื่น สตรีผู้นั้นจึงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาหรือ?

             นางจะตอบสนองรวดเร็วเช่นนี้เลยหรือ?

             “อาเหยียน อาเหยียน” เสียงเรียกเบาๆ ดังขึ้นสองสามครั้งจากนอกประตู เป่ยเหลียนโม่เลิกคิ้วเล็กน้อย เพิ่งกล่าวถึงไม่นานก็มาแล้ว

             ศีรษะของเหยาเชียนเชียนเต็มไปด้วยเหงื่อ ในด้านหนึ่งคือเหนื่อย และอีกด้านหนึ่งคือรีบ

             ทว่าเมื่อนางมาถึง สิ่งที่ควรพูดก็พูดไปบ้างแล้ว นางเห็นเพียงซั่งกวนหลิงคุกเข่า และอาเหยียนที่ถูกเป่ยเหลียนโม่อุ้มไว้ในอ้อมแขน สายตาที่มองมายังนางเจือแววภูมิใจอยู่หลายส่วน

             ท่านแม่ อาเหยียนช่วยท่านเฝ้าจับตามองท่านพ่อแล้ว

             เหยาเชียนเชียนรู้สึกขบขันเมื่อเห็นใบหน้าราวกับขอคำชมเชยของเขา นางส่ายหน้าอย่างจนใจ และก้าวเข้าไปคารวะเป่ยเหลียนโม่

             “ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันกำลังจะพาอาเหยียนไปดูของรางวัลที่ท่านอ๋องพระราชทานให้พอดี ไม่คิดว่าเขาจะมาขอบคุณพระองค์แทนหม่อมฉันเสียก่อน”

             นางยื่นมือออกไปหาอาเหยียน เป็นสัญญาณให้เขากลับมาอยู่ในอ้อมแขนของนาง

             ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่อาเหยียนไม่ทำตาม เพราะเดิมทีบาดแผลบนช่วงเอวของเหยาเชียนเชียนทำให้ไม่สามารถอุ้มเขาได้อยู่แล้ว อีกทั้งยามนี้เขาจะยังไปที่อื่นไม่ได้ เพราะสตรีผู้นี้ยังคงไม่ไปไหนเช่นกัน

             “ถวายบังคมหวังเฟยเพคะ” ซั่งกวนหลิงค้อมศีรษะคารวะ พลางเก็บซ่อนอารมณ์ทั้งหมดลงไป

             “แม่นางผู้นี้ เราเคยพบกันมาก่อนแล้ว รีบลุกขึ้นเถิด”

             เหยาเชียนเชียนกล่าวอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อย นางแอบเหลือบมองเป่ยเหลียนโม่และสบเข้ากับสายตาของเขาพอดี ยังไม่ทันแยกแยะว่าในนั้นมีแววรำคาญอยู่กี่ส่วน เหยาเชียนเชียนก็ดึงสายตากลับไปทันที

             นางเองก็ไม่มีเจตนาจะรบกวนเรื่องดีๆ ของพวกเขา นางเพียงแค่ไล่ตามความเร็วของอาเหยียนไม่ทันก็เท่านั้น

             “หลิงเอ๋อร์ได้ยินมาว่าเมื่อวานหวังเฟยได้รับบาดเจ็บ ในมือมีเทียบยาที่สามารถบำรุงลมปราณและเลือดได้ ใช้สำหรับรักษาและบำรุงร่างกายได้ดียิ่ง หม่อมฉันอยากมอบแด่หวังเฟยเพคะ หวังเฟยโปรดอย่ารังเกียจ”

             เหยาเชียนเชียนรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย รบกวนนางแล้วยังต้องรับของของนางอีก ในขณะที่เหยาเชียนเชียนกำลังจะเอ่ยปากอาเหยียนก็ส่งเสียงขัดขึ้นมาเสียก่อน “ไม่ต้องหรอกขอรับ ท่านพ่อสามารถหาหมอหลวงที่ดีที่สุดให้ท่านแม่ได้ และต้องใช้เครื่องยาที่ล้ำค่าที่สุด ไม่ต้องการสิ่งอื่นใด”

             เอ๊ะ?

             เหยาเชียนเชียนมองไปยังอาเหยียนน้อยด้วยความตกใจ เหตุใดถึงรู้สึกว่าวันนี้เขาดูผิดปกติ เมื่อครู่ยามที่นางไม่อยู่ ซั่งกวนหลิงยั่วยุให้เขาไม่พอใจหรือ?

             “อาเหยียน แม่นางหลิงเอ๋อร์มีเจตนาดี...”

             “ท่านแม่ๆ” อาเหยียนถีบขาเล็กน้อยหมายจะลงมา เขาวิ่งไปอยู่ข้างกายเหยาเชียนเชียนและกอดขานางไว้

             “รอบกายท่านพ่อมีผู้ชำนาญด้านการรักษามากมาย ให้พวกเขาตรวจอาการและรักษาท่านแม่เถิด อยากกินสิ่งใดที่จวนก็มีทั้งหมด ท่านพ่อต้องเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ท่านแม่อย่างแน่นอน”

             เด็กน้อยผู้นี้ให้ความรู้สึกราวกับกลัวว่าแม่นางหลิงเอ๋อร์จะแย่งพ่อของเขาไปอย่างไรอย่างนั้น

             เหยาเชียนเชียนโน้มกายลงไปและขยี้ศีรษะเขาเล็กน้อยอย่างขบขัน เด็กเล็กขนาดนี้แต่ความคิดกลับเฉียบไว ทั้งยังสามารถอ่านความรู้สึกของทั้งสองคนออก

             เพียงแต่น่าเสียดาย เหยาเชียนเชียนรู้สึกซาบซึ้งและเสียใจในเวลาเดียวกัน ในยุคนี้บุรุษมีมากชู้หลายเมียเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะเช่นเดียวกับชิงผิงอ๋องก็จะยิ่งมองเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ

             อาเหยียนอยากให้นางและเป่ยเหลียนโม่รักกัน แม้ว่านางจะเข้าใจ แต่ก็เกรงว่าจะเป็นจริงได้ยาก

             “เอาเถิด แม่ยืนอยู่นี่นานจนเหนื่อยแล้ว อาเหยียนกลับไปพักผ่อนกับแม่เถิด”

             นางอยากพาอาเหยียนออกไปจากที่นี่ คนสี่คนภายใต้สถานการณ์เช่นนี้น่ากระอักกระอ่วนไม่น้อย แต่ผู้ใดเล่าจะคิดว่าเมื่ออาเหยียนฟังแล้วจะหันกลับไปยื่นมือให้เป่ยเหลียนโม่

             “ท่านพ่อไปส่งท่านแม่กลับสิขอรับ กว่าท่านแม่จะเดินมาหาท่านพ่อได้ไม่ง่ายเลย หากกลับไปเองบาดแผลอาจจะฉีกขาดได้”

             เหยาเชียนเชียนฉีกยิ้มอ่อนอย่างยากลำบาก อาเหยียนนี่จริงๆ เลย แต่ในอีกแง่หนึ่งก็กล่าวได้ว่าเขาเป็นแก้วตาดวงใจของนางโดยแท้

             แต่ไม่ว่าจะใส่ใจมากเพียงใดก็ไม่อาจขวางภูเขาน้ำแข็งลูกนั้นของชิงผิงอ๋องได้ เหยาเชียนเชียนแหงนหน้ามองฟ้า ดูไปเช่นนี้ก็เหมือนนางเป็นภรรยาขี้หึงผู้หนึ่ง ทนเห็นสามีอยู่กับสตรีอื่นตามลำพังไม่ได้จึงต้องพาลูกมาหาด้วยกัน

             “หวังเฟยไม่ควรยืนนานเกินไปจริงๆ เพคะ” ซั่งกวนหลิงกล่าว “เพียงแต่น่าเสียดาย หลิงเอ๋อร์มีธุระต้องสนทนากับท่านอ๋อง สามารถให้เหล่าข้าหลวงส่งหวังเฟยกลับไปก่อนได้หรือไม่เพคะ เมื่อหลิงเอ๋อร์และท่านอ๋องเสร็จกิจแล้ว หม่อมฉันคิดว่าจะไปเยี่ยมหวังเฟยเพคะ”

             เสร็จ...กิจ เหยาเชียนเชียนอดคิดถึงสิ่งอื่นไม่ได้

             แม้จะกล่าวว่านางไม่ได้คิดเป็นอื่นต่อชิงผิงอ๋อง ทว่าต่อหน้าลูกก็ไม่ควรทำให้เขารู้สึกว่าแม่ของตนยกผู้เป็นพ่อให้แก่ผู้อื่น

             อีกทั้งไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาของนางหรือไม่ ดูเหมือนว่าในยามที่แม่นางหลิงเอ๋อร์พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนกับชิงผิงอ๋อง ในคำกล่าวนั้นคล้ายกับเจือแววภูมิใจหรือโอ้อวดอะไรทำนองนั้นอยู่เล็กน้อย

             “ในโลกใบนี้มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าท่านแม่ของข้าหรือ?” อาเหยียนกล่าว “ความสัมพันธ์นี้คนนอกไม่อาจบอกต่อผู้อื่นได้ ท่านพ่อพาท่านแม่กลับเถิด”

             เหยาเชียนเชียนยิ้มอ่อนโยนให้เขาและเงยหน้ามองไปยังเป่ยเหลียนโม่ที่เงียบมาโดยตลอด

             เมื่อเห็นว่าแววตาของเขาไร้ซึ่งความไม่พอใจ ดูท่าว่าแม่นางหลิงเอ๋อร์ผู้นี้จะทำผิดพลาดครั้งใหญ่เสียแล้ว นางวางสถานะของตนในใจชายหนุ่มไว้สูงเกินไป เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในความผิดพลาดครั้งใหญ่

             “สมบัติที่ท่านอ๋องพระราชทานให้ หม่อมฉันจัดวางไว้ในเรือนอย่างดี และหม่อมฉันรู้สึกยินดีมากเพคะ ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนไปดูด้วยกัน” เหยาเชียนเชียนขยับเข้าไปทีละน้อย

             “ราวกับหม่อมฉันเก็บความรู้สึกของท่านอ๋องไว้อย่างทะนุถนอม แม้ว่าแผลนี้จะเจ็บปวด แต่หากสามารถแบ่งเบาภาระของท่านอ๋องได้หม่อมฉันก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งเพคะ หม่อมฉันไม่กล้ารบกวนกิจการงานของท่านอ๋อง เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวพาอาเหยียนกลับไปก่อน จะได้...อ๊ะ!”

             ร่างกายของเหยาเชียนเชียนเซและล้มลงบนตัวของเป่ยเหลียนโม่พอดิบพอดี การเคลื่อนไหวนี้กระทบถึงบาดแผล เมื่อสังเกตเห็นนางตัวสั่นเล็กน้อย เป่ยเหลียนโม่จึงทั้งโกรธทั้งขบขัน

             มันคงเป็นเรื่องยากมากสำหรับนางที่จะแสดงฉากนี้ ช่างเถิด วันนี้เขาจะเชื่อฟังสองแม่ลูกนี้ก็แล้วกัน

             เขาอุ้มเหยาเชียนเชียนขึ้น และมองไปทางซั่งกวนหลิงที่ยังคุกเข่าอยู่

             “เจ้ากลับไปก่อน ถ้ามีธุระข้าจะเรียกเจ้ามา”

             อาเหยียนตามหลังผู้เป็นพ่อไปอย่างสมใจปรารถนา ไม่นานนักสามคนหนึ่งครอบครัวก็หายไปจากครรลองสายตาของซั่งกวนหลิง นางลุกขึ้นอย่างช้าๆ ในดวงตาเต็มไปด้วยไอสังหาร

             เหยาเชียนเชียนผู้นั้นมิใช่มารดาผู้ให้กำเนิดของเสี่ยวซื่อจื่อ แต่นางสามารถใช้เล่ห์กลเกลี้ยกล่อมให้เสี่ยวซื่อจื่อยกให้นางเป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถใกล้ชิดท่านอ๋องได้

             ได้ยินมาว่านางลงมือบีบคอเสี่ยวซื่อจื่อจนเกือบตายในคืนพิธีอภิเษกสมรส แต่มาวันนี้ทั้งคู่กลับกลายเป็นมีความสัมพันธ์แม่ลูกอย่างลึกซึ้ง

             ซั่งกวนหลิงเดินออกจากจวนอ๋องอย่างเนิบช้า นางหันกลับไปมองป้ายคำขวัญอันโอ่อ่าสง่างามพลางกำผ้าลายปักในมือแน่น

             ก่อนหน้านี้นางอาจจะไม่กล้าคิดว่านางสามารถครอบครองท่านอ๋องไว้เพียงผู้เดียว ทว่าเหยาเชียนเชียนผู้นั้นจะดีกว่านางสักเท่าไรกันเชียว ในเมื่อเหยาเชียนเชียนเคยคิดจะสังหารเสี่ยวซื่อจื่อ ทว่ายามนี้ท่านอ๋องก็ให้อภัยแล้ว เช่นนั้นนางที่อยู่เคียงข้างท่านอ๋องมาหลายปีย่อมได้เปรียบมากกว่ามิใช่หรือ

             “สตรีผู้นั้นมีความคิดลึกซึ้ง สามารถเกลี้ยกล่อมให้ซื่อจื่อยอมรับนางเป็นแม่ได้อย่างง่ายดาย และยังเกี่ยวพันกับองค์ชายสามมาหลายปี เห็นทีคนประเภทนี้จะปล่อยให้รั้งไว้ข้างกายท่านอ๋องไม่ได้”

             วันหนึ่งท่านอ๋องอาจถูกภาพลักษณ์ภายนอกของเหยาเชียนเชียนหลอกจนอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ไม่สำเร็จ และอนาคตของท่านอ๋องต้องสูญสิ้นด้วยน้ำมือของสตรีผู้นั้น ทว่านางจะไม่ปล่อยให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

             เหยาเชียนเชียนถูกชิงผิงอ๋องอุ้มกลับไปที่เรือน ทันทีที่เข้าไปข้างใน ทั้งสามคนก็เห็นปะการังสีแดงชิ้นนั้นส่องแสงแวววาวอยู่กลางเรือน

             อาเหยียนส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจอย่างอดไม่ได้ แม้ว่าเขาจะเคยเห็นคลังสมบัติในจวนมาแล้ว แต่ของสิ่งนี้เมื่อวางอยู่ในเรือนของท่านแม่กลับดูสวยงามเป็นพิเศษ

             ทว่าเป่ยเหลียนโม่กลับทำเพียงเหลือบตามองเล็กน้อย จากนั้นก็มองเก้าอี้เอนนอนและขนมตรงโถงทางเดิน

             สตรีผู้นี้สะดวกสบายเหลือเกิน อิงจากความคิดของนาง คาดว่าต้องการไปหาอาเหยียนเพื่อชวนมาชมทิวทัศน์ด้วยกัน แต่ไม่คิดว่าอาเหยียนจะคาดหวังให้พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันตามลำพัง เรื่องราววกไปวนมา จนสุดท้ายกลับกลายเป็นสภาพเช่นในยามนี้

             “อาเหยียน พ่อยังมีเรื่องจะคุยกับแม่ เจ้านั่งพักในสวนสักครู่ดีหรือไม่ พ่อจะส่งท่านแม่เข้าไปพักผ่อน”

             ดีๆๆ อาเหยียนน้อยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง และส่งทั้งคู่เข้าห้องไปด้วยรอยยิ้ม

             “ท่านอ๋อง หม่อมฉันอธิบายได้เพคะ” เมื่อถึงเตียงนอนเหยาเชียนเชียนก็ถดตัวเข้าไปข้างหลัง นี่คือเขากำลังเตรียมคิดบัญชีกับนางแล้วใช่หรือไม่ แต่นางไม่ได้เป็นคนบอกให้อาเหยียนวิ่งเข้าไปเสียหน่อย

             “หวังเฟยคิดว่าจวนนี้เงียบเหงาเกินไปหรือไม่”

             สองมือของเป่ยเหลียนโม่ค้ำอยู่สองฝั่งของนาง ในเมื่ออาเหยียนยืนกรานหวังให้พวกเขาทั้งคู่อยู่ด้วยกัน และในระยะนี้การกระทำของนางก็ไม่น่ารำคาญมากนัก เช่นนั้นมิสู้ทำความปรารถนาของอาเหยียนให้เป็นจริงเสียดีกว่า

             น้องสาวก็ได้ น้องชายก็ดี ก่อนหน้านี้เขากังวลว่าสตรีผู้นี้มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ หากให้กำเนิดบุตรก็ไม่สามารถเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ได้ แต่ยามนี้ลองคิดดูแล้ว เขาจะกำราบคู่เรียงเคียงหมอนของตนเองไม่ได้เลยเชียวหรือ?

             ชั่วขณะหนึ่ง ใจของชายผู้นี้ก็ไม่แน่นอนพอๆ กัน

             เหยาเชียนเชียนคิดโยงไปถึงซั่งกวนหลิงเมื่อครู่ และไตร่ตรองถึงนัยของคำพูดเป่ยเหลียนโม่ นางคิดว่าความหมายแฝงในนั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไร นางจึงให้ความร่วมมือกับเขาด้วยการพยักหน้า

             “ในจวนมีเพียงหม่อมฉันและหลิ่วอี๋เหนียงดูเงียบเหงาเกินไปจริงๆ หากท่านอ๋องพึงใจในตัวแม่นางหลิงเอ๋อร์ด้วยใจจริง จะสู่ขอนางก็ย่อมได้เพคะ”

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน