การต่อสู้เดิมพันด้วยชีวิตหนิงเจี่ยพลันสงบใจััพลังที่ไหลอาบทั่วร่าง ประสาทััอายตนะเปิดกว้างถึงขีดสุด
ดาบอัสนีเผาผลาญถูกนำมาใช้อีกครั้งชายหนุ่มตาจ้องเขม็งไปยังขุนศึกไร้พ่ายหงเฉิน พลังกดดันช่างรุนแรงอะไรปานนี้"ด้วยพลังฝึกปรือและความเชี่ยวชาญยุทธ์ของข้าในตอนนี้คงต้องตายอย่างแน่นอนต้องพลิกวิกฤตเป็โอกาสให้ได้”
คิดส่วนคิด ในวินาทีนั้นเห็นหงเฉินหัวเราะเยาะท่าทีเด็กหนุ่ม เขาบังคับม้าเดินเยาะเข้ามาพลางสะบัดฝีมือส่งๆ ใส่หนิงเจี่ย วูมมมม!!คลื่นพลังตัดอากาศพลันก่อตัวเป็เงาวงแหวนครึ่งวงกลมสีม่วงคมกริบเย็นเยียบไม่ทันไรปรากฎอยู่ตรงหน้าหนิงเจี่ยหมายจะผ่าร่างชายหนุ่มเป็สองซีกทันที
หนิงเจี่ยยกดาบอัสนีเผาผลาญป้องกันตามสัญชาตญาณเปรี้ยง!!! “อ้ากกกกกก!!!” พลังคมวงแหวนปะทะกับดาบอัสนีเผาผลาญชายหนุ่มพลันแปลบที่หัวไหล่ซ้ายคมวงแหวนเฉือนเนื้อของเขาเืกระฉูดพุ่งออกมาจากหัวไหล่ร่างกระเด็นถอยหลังฝุ่นตลบเด็กหนุ่มหน้าซีด หอบหายใจ เหงื่อท่วมตัว รำพึง"แค่สะบัดมือส่งๆก็เกือบฆ่าข้าได้แล้ว น่ากลัวอะไรเช่นนี้ข้าจะหาวิธีต้านทานพลังเช่นนี้อย่างไรดี"
กลิ่นคาวเืคละคลุ้งเตะจมูกปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวหนิงเจี่ยให้ตื่นขึ้นเต็มที่ เขาขบกรามแน่นข่มความเ็ปที่หัวไหล่ซ้ายซึ่งร้อนผ่าวราวกับถูกไฟนาบาแลึกจนเห็นกระดูกขาวโพลน แต่ชายหนุ่มกลับแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมดวงตาที่เคยใสซื่อบัดนี้ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้ที่บ้าคลั่ง
"ฮ่าฮ่าฮ่า! แมลงสาบตัวน้อยอึดกว่าที่คิดนี่" ขุนศึกไร้พ่ายหงเฉินหัวเราะร่าอยู่บนหลังม้ากระดูกน้ำเสียงเย้ยหยันดังก้องกังวาน "แต่การดิ้นรนของเ้ามันช่างน่าสมเพชสิ้นดีคิดหรือว่าสายตาที่มุ่งมั่นนั่นจะช่วยอะไรเ้าได้ในเมื่อพลังห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว!"
"หุบปาก!" หนิงเจี่ยตวาดลั่นพลางกระชับดาบอัสนีเผาผลาญในมือขวาแน่นขึ้น แม้แขนซ้ายจะห้อยรุ่งริ่งแต่พลังปราณในร่างกลับเดือดพล่านยิ่งกว่าเก่า "ข้าบอกแล้วไง ว่าถ้าต้องตายข้าก็จะลากเ้าลงขุมนรกไปด้วยกัน!"
หงเฉินเลิกคิ้วสูง แววตาดูแคลนเปลี่ยนเป็ความรำคาญ"ปากดีนักนะ ไอ้หนู เช่นนั้นก็จงแหลกสลายไปซะ! กระบวนท่าสังหาร... 'คลื่นม่วงกวาดปฐี'!"
สิ้นเสียงคำรามง้าวในมือขุนศึกปีศาจพลันเปล่งแสงสีม่วงเข้มข้นจนแสบตาคราวนี้มันมิใช่เพียงการสะบัดมือส่งๆ อีกต่อไปพลังปราณมหาศาลถูกอัดแน่นจนห้วงอากาศรอบตัวง้าวบิดเบี้ยวก่อนจะถูกปลดปล่อยออกมาเป็คลื่นพลังงานรูปจันทร์เสี้ยวขนาดมหึมากว้างกว่าสิบจั้ง!
วูมมมมมม!!!
คลื่นพลังสีม่วงกวาดผ่านพื้นดินเสียงหวีดหวิวของอากาศที่ถูกฉีกกระชากฟังดูโหยหวนราวกับภูตผีกรีดร้องพื้นหินที่มันเคลื่อนผ่านแตกละเอียดเป็ผุยผง พลังทำลายล้างระดับนี้เพียงแค่โดนสะกิดนิดเดียว ร่างกายมนุษย์คงไม่เหลือแม้แต่ซาก!
หนิงเจี่ยเบิกตาโพลงสัญชาตญาณร้องเตือนถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาด้วยความเร็วสูง 'รับไม่ได้! รับตรงๆ ตายแน่!'
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเองประสาทััที่เปิดกว้างถึงขีดสุดของเขาทำงานอย่างบ้าคลั่งโลกทั้งใบดูเหมือนจะหมุนช้าลง...เขาเห็นการไหลเวียนของพลังปราณสีม่วงในคลื่นั์นั่น... เห็นช่องว่างเล็กๆของกระแสอากาศ... และที่สำคัญที่สุด...
เขามองเห็น 'เส้นใย'บางอย่างที่เชื่อมโยงระหว่างตัวขุนศึกหงเฉินกับร่างจำแลงบนหลังม้า!
'นั่นมัน... จุดกำเนิดพลัง!'
ความคิดแล่นผ่านสมองดุจสายฟ้าฟาดแทนที่จะถอยหนีด้วยความหวาดกลัว หนิงเจี่ยกลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเขาะเิพลังปราณที่เหลือทั้งหมดลงสู่ฝ่าเท้าดีดร่างพุ่งสวนทางเข้าหาคลื่นพลังมรณะ!
"ย้ากกกก!" เขาฝืนเปิดพลังแห่งดาราทองขึ้นพร้อมกันถึงสามดาว“ทัณฑ์อัคคี คลื่นวายุอัสนี วารีรวมกระจาย”
ชายหนุ่มคำรามลั่นผมตั้งชั้นออร่าในตัวที่แผ่พุ่งออกมาน่ากลัวขีดสุดเหมือนเทพมารล้างโลก เห็นร่างกายบิดพลิ้วด้วยท่าร่างพิสดาร คลายกระแสลมที่มิอาจจับต้องลอดผ่านช่องว่างของคลื่นพลังสีม่วงไปได้อย่างเฉียดฉิวชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด!ิัตามร่างกายถูกไอร้อนของพลังปราณบาดจนเืซิบ แต่เขาไม่สนใจเป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว... เสียงเด็กหนุ่มก้องกังวาน รับกระบวนท่าของข้าดูบ้าง “อัสนีเพลิงเผาผลาญกระบวนท่า มหาดาบถักทอรัศมี”
ขุนศึกไร้พ่ายที่กำลังตกตะลึง!
"อะไรกัน!?" หงเฉินอุทานอย่างไม่เชื่อสายตา"เ้ากล้า..."
"ตายซะเถอะแก!!!"
ในระยะประชิดหนิงเจี่ยทุ่มเทพลังชีวิตทั้งหมดลงในดาบอัสนีเผาผลาญซึ่งบัดนี้ดูราวกับอาวุญจากขุมนรก(บรรยายการเปลี่ยนแปลงของดาบอัสนีเผาผลาญให้น่าสะพรึง) ในไม่ถึงพริบตา ลำแสงดาบสีแดงวิวัฒน์กลายเป็เงาดาบใหญ่โตตัวดาบบรรจุรัศมีคลื่นพลังมากมายถักทอเป็เส้นบางเบา เคลือบสายฟ้าปะทุขึ้นท่วมใบดาบจนดูราวกับอาวุธจากแห่งเทพอสูรเขาจ้วงแทงดาบไปข้างหน้าอย่างสุดแรงแล้วฟาดฟันลงไปยังจุดที่เขาเห็นเส้นใยพลังงานเชื่อมต่ออยู่... บริเวณทรวงอกของร่างเกราะจำแลง!
เปรี้ยงงงงงงง! วิ้งงงง
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟสีดำ แดง สายฟ้าและม่วงะเิออกอย่างรุนแรงณ จุดที่ดาบปะทะเกราะ แรงสะท้อนทำให้หนิงเจี่ยกระอักเืออกมาคำโตแต่เขากัดฟันฝืนทน ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ดวงตาจ้องเขม็งไปยังรอยร้าวเล็กๆที่เริ่มปรากฏขึ้นบนเกราะสีม่วงตรงหน้าซึ่งบัดนี้ร่างของขุนศึกหงเฉินถึงกับกระเด็นตกจากลงมาไปไกลหลายจั้ง
"แตกสิ แตกกกก โว้ยย!"
ขุนศึกหงเฉิน ก้มมองรอยร้าวเล็กๆบนเกราะตรงหน้าอกตนเองด้วยแววตาที่สั่นไหววูบหนึ่งความหวาดหวั่นจากกระบวนท่าเมื่อครู่ของ หนิงเจี่ย ยังคงตกค้างอยู่ในจิติญญาของเขาอย่างมิอาจปฏิเสธ
ทว่า... เพียงชั่วพริบตาความหยิ่งผยองในฐานะขุนพลผู้ไร้พ่ายก็กลับคืนมาปกคลุมความหวาดกลัวนั้นจนสิ้น
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าจะถล่ม "เ้าเด็กโง่!เ้าคิดจริง ๆ หรือว่ารอยขีดข่วนเพียงเท่านี้จะล้มข้าได้?"
มันแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพลางคำรามลั่นด้วยความลำพองใจ:
"เกราะของข้านี้คือ เกราะหมื่นิญญาอสูร! มันถูกหลอมขึ้นจากดวงิญญาอสูรนับหมื่นที่ถูกสังเวยภายใต้คมง้าวของข้าต่อให้ตอนนี้มียอดฝีมือ ขั้นเทียนน่ามาเอง ก็มิอาจทำลายเกราะนี้ได้! แล้วมดปลวกอย่างเ้า...จะมีปัญญาทำกระไรได้!"
ขณะที่หงเฉินหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง หนิงเจี่ย กลับยืนนิ่งสงบเืที่ไหลอาบหัวไหล่ซ้ายยังคงหยดลงสู่พื้นหิน มุมปากโลหิตแต่ชายหนุ่มกลับไม่แสดงความเ็ปออกมาแม้แต่น้อย
ดวงตาที่เป็ หลุมดำหมุนวน ของเขาจ้องมองไปยังรอยร้าวบนหน้าอกของหงเฉิน...เขาไม่ได้มองเห็นเพียงรอยแตกทางกายภาพ แต่มองเห็น การสั่นคลอนของกระแสิญญา ภายในนั้น
เสียงในหัวที่คุ้นเคยพลันดังขึ้น:
$$ {"แจ้งเตือนวิเคราะห์: พบจุดอ่อนจากการแทรกซึมของปราณอัคคีทมิฬ"}$$
$$ {"สถานะเกราะหมื่นิญญาอสูร:โครงสร้างิญญาไม่คงที่... กำลังวิวัฒน์กระบวนท่าตอบโต้"}$$
"ขั้นเทียนน่าทำไม่ได้...ไม่ได้หมายความว่าข้าจะทำไม่ได้" หนิงเจี่ยกระซิบเสียงต่ำเย็นเยียบจนบาดลึกเข้าไปในบรรยากาศ
เขาค่อยๆ ยกดาบอัสนีเผาผลาญขึ้นอีกครั้งคราวนี้ใบดาบไม่ได้เปล่งแสงสีทองหรือแดง แต่มันกลับ ดูดซับแสงสว่างรอบข้าง เข้าไปจนใบดาบกลายเป็สีดำสนิทราวกับความว่างเปล่า
ซินหยาน ดวงตาทอแววลึกลับสับสนคลายมีการต่อสู้กันภายในจิตใจผิงอัน และ มู่อี้ ที่เฝ้ามองอยู่ไกลๆต่างกลั้นหายใจ บริเวณบนเขาที่พวกเขาจากมาปรากฎแสงสว่างและคลื่นพลังทำลายแรงสั่นะเืส่งมาถึงยังบริเวณที่พวกเขาอยู่จนรู้สึกได้
"หนิงเจี่ย... อย่าฝืน!" มู่อี้และผิงอ้วนะโขึ้นพร้อมกันด้วยความห่วงใยซินหยานอยู่เหม่อใจลอย
ด้านหนิงเจี่ยบัดนี้ เขาโคจรพลัง ดาราทองทั้ง 5 ให้หมุนวนอยู่ในจุดศูนย์กลางปราณของตนเอง พลังงานจากธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟพยายามจะประสานเข้ากับพลังหลุมดำเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า "ทำลายล้าง" อย่างแท้จริง
อสุรกายหงเฉิน หยุดหัวเราะทันทีเมื่อััได้ถึงความกดดันที่เปลี่ยนไปมันกระชับง้าวในมือแน่นขึ้น "เ้าเด็กนี่... คิดจะแลกชีวิตงั้นหรือ? ย่อมได้!ข้าจะบดขยี้ิญญาเ้าให้กลายเป็ส่วนหนึ่งของเกราะข้าเสียเดี๋ยวนี้!"
ขณะที่ง้าวสีม่วงมรณะของขุนศึกหงเฉินกำลังจะบดขยี้ลงมา สติของหนิงเจี่ยที่ดำดิ่งสู่ความว่างเปล่าก็พลันกระจ่างแจ้งขึ้น
เขาไม่ได้สนใจความเ็ป หรือความตายที่อยู่ตรงหน้าสมาธิทั้งหมดพุ่งตรงไปยัง "จุดบอด" เล็กๆ บนเกราะนั้น
ทันใดนั้น เสียงในหัวที่เ็าดุจเครื่องจักรก็ดังกระหึ่มขึ้นกลบเสียงหัวเราะของอสุรกายจนหมดสิ้น!
$${"แจ้งเตือน:สภาวะจิติญญาเข้าสู่ขีดจำกัดสูงสุด... ความปรารถนาในการ 'ทำลายล้าง'ผสานเข้ากับ 'แก่นแท้แห่งการกลืนกิน'"}$$
$${"เงื่อนไขครบถ้วน!ทำการปลดล็อก 'ดาราทองที่ 5'..."}$$
$${"...นามแห่งดาราคือ[สุญญตาจิตมาร] (ความว่างเปล่าแห่งจิตมาร)"}$$
วินาทีนั้น ห้วงอากาศรอบตัวหนิงเจี่ยบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงไม่ใช่การะเิออก แต่เป็การ "ยุบตัว" ลงอย่างน่าสยดสยองแสงสว่าง เสียง หรือแม้แต่กลิ่นคาวเืถูกดูดกลืนหายไปในร่างของเด็กหนุ่มจนหมดสิ้น
ดาบอัสนีเผาผลาญในมือที่เคยเป็สีดำสนิทบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้มีรูปร่างเป็โลหะอีกต่อไปแต่มันคือ "รอยแยกของมิติ" สีดำมืดที่อัดแน่นจนเป็รูปทรงดาบมันคือความว่างเปล่าที่พร้อมจะลบทุกอย่างที่ััให้หายไปจากสารบบ
$${"เริ่มกระบวนการวิวัฒน์ทักษะตอบโต้:ผสาน [ดาราทอง 5: สุญญตาจิตมาร] เข้ากับ[ดาบอัสนีเผาผลาญ]"}$$
$$\text{"กำเนิดกระบวนท่าใหม่...[ดาบสูญสิ้นภพ จบสิ้นิญญา]"}$$
"หือ? พลังอะไรกัน!"หงเฉินชะงักกึกสัญชาตญาณนักรบโบราณกรีดร้องเตือนภัยถึงอันตรายระดับสูงสุดที่มันไม่เคยพบเจอมาก่อน"อย่าได้คิดเล่นตุกติก! ตายซะ!!"
มันทุ่มสุดตัว ฟาดง้าวพลังปราณม่วงลงมาหมายจะยุติทุกสิ่ง!
หนิงเจี่ยเงยหน้าขึ้นดวงตาที่เป็หลุมดำไร้ก้นบึ้งจ้องมองอสุรกายั์อย่างเ็า เขาไม่หลบ ไม่ป้องกันแต่กลับก้าวเท้าสวนทางขึ้นไปหาคมง้าวนั้น!
"คนที่จะหายไป... คือเ้า!"
หนิงเจี่ยแทงดาบแห่งความว่างเปล่าสวนขึ้นไปตรงๆ!
เปรี้ยงงงงงงง!.... วูบบบบบบ!
ภาพที่ปรากฏทำเอาทุกคนหยุดหายใจเมื่อพลังปราณม่วงอันมหาศาลของหงเฉินที่ปะทะเข้ากับปลายดาบของหนิงเจี่ยแทนที่จะะเิออก กลับถูก "ดูดกลืน" หายเข้าไปในรอยแยกสีดำนั้นในพริบตา!
ดาบของหนิงเจี่ยพุ่งทะลวงผ่านการโจมตีราวกับผ่าเต้าหู้ปลายดาบเสียบเข้าใส่รอยร้าวเล็กๆ บนหน้าอกของเกราะหมื่นิญญาอสูรอย่างแม่นยำราวกับจับวาง!
กึ้ก!
ทุกอย่างหยุดนิ่งไปชั่วขณะ หงเฉินก้มมองดาบสีดำที่ปักคาอกตนเอง"ปะ... เป็ไปไม่ได้... เกราะข้า..."
"ิญญาหมื่นดวงที่แกภาคภูมิใจนักหนา..."หนิงเจี่ยบิดข้อมือ เสียงดาบครูดกับเกราะดังบาดหู แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือเสียงหวีดร้องโหยหวนที่ดังออกมาจากภายในเกราะ"ข้าจะรับมันไว้เอง!"
"สำแดงเดช... สุญญตาจิตมาร!"
ตูมมมมมมมม!
ไม่ใช่การะเิของพลัง แต่เป็การะเิของ "แรงดึงดูด"!
จุดที่ดาบปักอยู่กลายเป็ศูนย์กลางของหลุมดำขนาดจิ๋วเกราะหมื่นิญญาอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงใบหน้าิญญานับหมื่นที่สิงสถิตอยู่ในเกราะกรีดร้องออกมาพร้อมกันด้วยความหวาดกลัวพวกมันไม่ได้ถูกทำลาย แต่กำลังถูก "กระชาก" ออกมาจากตัวของหงเฉิน!
"ม่ายยยย! หยุดนะ! ิญญาของข้า!พลังของข้า! อ๊ากกกกกก!"
ขุนศึกผู้ไร้พ่ายกรีดร้องอย่างน่าสมเพชเมื่อเกราะที่เปรียบเสมือนชีวิตของมันกำลังถูกดูดกลืนเข้าไปในดาบของหนิงเจี่ยร่างิญญาจำแลงของมันเริ่มโปร่งแสงและแตกสลายตามไปด้วย
หนิงเจี่ยคำรามลั่น เร่งพลังดูดกลืนถึงขีดสุดดึงกระชากิญญาอสูรทั้งหมดเข้ามาเป็พลังงานของตนเอง จนกระทั่ง...
เพล้ง!
เสียงที่เหมือนกระจกมิติแตกละเอียดดังสนั่นเกราะเทพาสีแดงชาดะเิออกเป็ผุยผงแสงสีแดงก่อนจะถูกดูดหายวับไปในดาบจนหมดสิ้นเหลือเพียงร่างิญญากระดูกที่แท้จริงของหงเฉินที่กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอยู่เบื้องหน้าเพชฌฆาตหนุ่มผู้ถือครองพลังแห่งความว่างเปล่า