เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 95 ความตายทุกย่างก้าว

            นิกายหยุนไห่ ณ หุบเขาเมฆพายุ เขตลานประลองเป็นตาย

            โลหิตไหลชโลมพื้นดินจนกลายเป็นสีแดง ถึงแม้จะผ่านมา 7 วันแล้ว แต่ในอากาศยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

            มีซากศพนับไม่ถ้วนนอนทอดกายอยู่บนพื้นดิน อาจเป็นเพราะอากาศในช่วงนี้ค่อนข้างหนาวดังนั้นศพเหล่านี้จึงยังไม่เน่าเปื่อยมากนัก

            แต่สิ่งที่แปลกที่สุดก็คือ ในหุบเขาเมฆพายุที่เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่เดินวนเวียนรอบๆศพ ถึงแม้ว่าในอากาศจะเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะหลีกหนี กลับกันดวงตาของพวกเขากลับแวววับด้วยความโลภ

            “สมแล้วที่เป็นนิกายใหญ่ถึงแม้ว่าศพเหล่านี้จะเป็นเพียงศิษย์ของนิกายแต่ในตัวของพวกเขาก็มีของดีอยู่มากมาย”

            ผู้ฝึกยุทธ์ชายที่สวมชุดสีเหลืองพูดขึ้นมาพลางหยิบเคล็ดวิชาระดับเหลืองออกมาจากศพ ขณะเดียวกันก็มองซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่าจะมีคนมาเห็น

            ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น คนอื่นๆ ที่มาที่นี่ล้วนมีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นก็คือการแสวงโชคพวกเขาแต่ละคนพากันค้นหาสิ่งของมีค่าจากศพ เพื่อหยิบฉวยเป็นของตัวเอง หลังจากที่ได้ยินมาว่านิกายหยุนไห่ถูกทำลาย พวกเขาก็รีบมุ่งหน้ามาที่นี่ทันทีด้วยความหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์บางอย่าง

            ในตอนนั้นเองด้านบนของหุบเขาก็ปรากฏเงาสองร่างขึ้นมา

            เงาทั้งสองร่างนี้ คนหนึ่งเป็นสตรีที่มีหน้าตาที่งดงามและรูปร่างอันเย้ายวนเป็นอย่างมาก

            ส่วนอีกคนเป็นผู้ชายสวมหน้ากากสีทองอ่อนๆ และแผ่กลิ่นอายที่อันตรายออกมา            

            เงาทั้ง 2 ร่างนี้คือหลินเฟิงและเมิ่งฉิง

            ด้วยความสามารถที่หลินเฟิงได้แสดงในวันนั้น ทำให้นิกายใหญ่ๆ ล้วนต้องการสังหารเขาดังนั้นหลินเฟิงจึงต้องระมัดระวังตัวไว้ และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องสวมหน้ากากที่หยิบมาจากวิหารโบราณ

            เมื่อเห็นศพอยู่ในหุบเขาเป็นจำนวนมากและได้กลิ่นคาวเลือดที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศเมิ่งฉิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าที่งดงามก็พลันเหยเกขึ้นมา

            “ทำไมเราต้องถึงมาที่นี่?” เมิ่งฉิงหมุนตัวกลับมาถามหลินเฟิงทันใดนั้นนางก็สังเกตเห็นว่าหลินเฟิงมองไปที่หุบเขาสองตาไม่กะพริบ ร่างกายของเขายังแผ่กลิ่นอายอันเย็นยะเยือกออกมา

            “ไอ้พวกสัตว์เดรัจฉาน… กระทั่งศพเหล่านี้ พวกแกก็ยังไปรบกวน”

            หลินเฟิงเห็นหลายคนกำลังค้นตัวศพเพื่อหาของมีค่าหลังจากที่หยิบสิ่งของได้แล้ว พวกนั้นก็ยกเท้าเตะศพจนกระเด็นออกไปเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้หลินเฟิงตัวสั่นด้วยความโกรธ

            ราวกับรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของหลินเฟิง เมิ่งฉิงจึงยืนเงียบๆไม่คิดรบกวนหลินเฟิงอีก

            หลินเฟิงกางแขนออกราวกับนกยักษ์ที่กำลังสยายปีก แล้วกระโดดลงไปยังหุบเขา

            ด้านล่างของหุบเขาเมฆพายุกลุ่มคนที่กำลังค้นหาของมีค่าจากศพก็พลันชะงักไปชั่วครู่ราวกับรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างพวกเขาหันไปมองทางเข้าของหุบเขา และเห็นร่างของหลินเฟิงที่กระโดดลงมาถึงพื้น

            “ก็แค่คนมา…”

            เมื่อเห็นว่ามีคนมาเพิ่ม ทุกคนก็หันกลับไปทำเรื่องของตัวเองต่อไม่มีใครให้ความสนใจหลินเฟิงอีก

            “เจ้าอยากทำอะไรก็ทำไป แต่อย่ามารบกวนพวกเรา”

            คนที่เพิ่งเตะศพเมื่อครู่เห็นว่าหลินเฟิงเดินมาที่ข้างๆ ตัวเอง จึงปรายตามองหลินเฟิงอย่างเย็นชา ขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แยแส

            ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมานอกจากคลื่นดาบอันทรงพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของหลินเฟิง ทำให้ชายคนนั้นดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยและผงะถอยหลังด้วยความกลัว

            “เจ้าจะทำอะไร?! มีผู้คนมากมายอยู่ที่นี่หรือเจ้าไม่ต้องการจะแบ่งปันสมบัติ?”

            เมื่อชายคนนั้นสัมผัสได้ถึงคลื่นดาบที่พลุ่งพล่านร่างของเขาก็ตึงเครียดขึ้นมา ขณะที่จงใจตะโกนออกมาเสียงดังเพื่อดึงดูดความสนใจของทุกคนและทำให้หลินเฟิงเกิดความละอายใจขึ้นมา

            เมื่อฝูงชนได้ยินว่ามีคนต้องการฮุบสมบัติไว้เพียงคนเดียว พวกเขาก็หันกลับมามองหลินเฟิงด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

            ก่อนที่พวกเขาจะเห็นลำแสงดาบวาดผ่านอากาศไปอย่างรวดเร็ว

            ดาบนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อโอ้อวด แต่มีไว้เพื่อสังหาร

            เมื่อเห็นชายที่เพิ่งตะโกนเมื่อครู่ถูกหลินเฟิงฟันหัวขาดโดยไม่พูดไม่จาดวงตาของทุกคนก็พลันฉายแววโมโหขึ้นมา

            คิดจะใช้ความแข็งแกร่งเพื่อฮุบของมีค่าในตัวศพไว้คนเดียวอย่างนั้นหรือ?

            “ทุกคนมาที่นี่ล้วนมีจุดประสงค์เดียวกัน ท่านไม่ควรลงมืออย่างเหี้ยมโหดแบบนี้มิฉะนั้นต่างฝ่ายต่างจะเสียผลประโยชน์”

            ผู้บ่มเพาะที่อยู่ไม่ไกลจากหลินเฟิงมากนักกล่าวอย่างเย็นชา

            หลินเฟิงหันไปมอง ภายใต้หน้ากากสีทอง ม่านตาของเขาได้กลายเป็นสีเทาอันลึกล้ำและเต็มไปด้วยความเย็นชาไร้อารมณ์และความรู้สึก

            หลินเฟิงก้าวเท้าเพียงเล็กน้อย ร่างของเขาก็พุ่งถลาไปอย่างรวดเร็วดุจสายลมเพียงพริบตาเดียวก็มาปรากฏตัวเบื้องหน้าของคนพูด แล้วตวัดดาบฟันออกไปหมายสังหาร

            เหี้ยมโหด?

            คนที่มาปล้นของมีค่าไปจากศพอย่างพวกเจ้า! คนที่เหยียบย่ำศพคนตายอย่างพวกเจ้า!!! ยังมีหน้ามาพูดคำนี้อยู่อีกหรือ!!!

            ดาบเปล่งแสงขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของชายคนนั้นพลันเบิกกว้าง เขารู้สึกกลัวมาก

            “ข้าเห็นว่าเจ้าชอบซากศพมากเพราะฉะนั้นข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นศพเช่นเดียวกับพวกเขา”

            นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเฟิงพูด น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารเย็นชาและไร้ความรู้สึก ประกอบกับมีหน้ากากอยู่บนหน้าก็ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวสั่น

            เพียงแค่ก้าวเดียวก็ไปปรากฏขึ้นตรงหน้าของเหยื่อจากนั้นก็สังหารเหยื่อด้วยดาบ

            “เขาคิดจะทำอะไร? เป็นไปได้ไหมที่เขาต้องการสังหารผู้คนทั้งหมดในหุบเขาเมฆพายุ?”

            เมื่อเห็นหลินเฟิงลงมือสังหารคนอย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็เริ่มหวาดกลัวขึ้นมา

            “หยุดเดี๋ยวนี้!!! เจ้าจะทำอะไร?” ผู้บ่มเพาะอีกคนกล่าวขึ้น เมื่อเห็นหลินเฟิงเดินมาที่เขา

            “เอาชีวิตเจ้า”

            หลินเฟิงตอบก่อนที่ดาบจะส่องสว่างอีกครั้ง

            ผู้คนในหุบเขาค่อยๆ หยุดการกระทำของตัวเอง และหันไปมองชายสวมหน้ากากคนนั้นที่กำลังไล่ฆ่าคนอื่นๆทุกย่างก้าวล้วนมีคนตาย!!!

            ตอนนี้หลินเฟิงได้สังหารคนมากกว่าสิบคนโดยที่พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปทำอะไรให้หลินเฟิงโกรธแค้น

            “ไม่ดีแล้ว พวกเราต้องหยุดเขา ไม่เช่นนั้นพวกเราเองก็จะถูกฆ่าไปด้วย”

            มีบางคนรู้สึกได้ถึงภัยอันตรายที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆดังนั้นจึงเปิดปากพูดขึ้นมา ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย

            “มาร่วมมือกัน พวกเราจะไม่ปล่อยให้มันได้สังหารใครอีก”

            ฝูงชนต่างพุ่งเข้าหาหลินเฟิงและเตรียมโจมตีเขา พลังของเขาน่ากลัวเกินไปดาบของเขาเปรียบเสมือนเคียวยมทูต ที่ไม่ว่าใครได้พบล้วนต้องตายทุกคน!

            หลินเฟิงสังหารคนไปอีกหนึ่งคน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ทันทีที่ฝูงชนเข้ามาใกล้หลินเฟิงพวกเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความตายจากร่างของชายที่สวมหน้ากาก

            “อย่าไปกลัวมัน พวกเรามีตั้งหลายคน หากรวมมือกันต่อให้มันแข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องถูกกำจัดไปอยู่ดี”

            ราวกับจะสังเกตเห็นถึงร่องรอยความหวาดกลัวของผู้คนที่อยู่รอบๆ ทำให้บางคนพูดปลอบใจขึ้นมา

            หลินเฟิงก้าวเดินช้าๆ ไปยังกลุ่มคนที่กำลังรุมล้อมเขาไว้ คลื่นดาบของเขาพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสายยิ่งเดินเข้าไปใกล้มากเท่าไร คลื่นดาบก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็บดขยี้ความมั่นใจของพวกเขา

            “ข้าไม่ต้องการสมบัติใดๆ”

            ในที่สุดความมั่นใจของหนึ่งในนั้นก็ถูกคลื่นดาบของหลินเฟิงทำลายจนย่อยยับเขาหันหลังและวิ่งหนีไป เขามีความรู้สึกว่าหากพวกเขาเผชิญหน้ากับชายสวมหน้ากากคนนั้นพวกเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

            “ดาบแห่งความตาย”

            หลินเฟิงกวัดแกว่งดาบอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นลมปราณแห่งความตายสีเทาก็พลันปรากฏขึ้นมาที่คลื่นดาบและทำให้คลื่นดาบนี้ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า!

            ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ…

            เสียงการเคลื่อนไหวเล็กๆ ดังขึ้นทำให้ร่างของกลุ่มคนที่ร่วมมือกันกำจัดหลินเฟิงแข็งทื่ออยู่กับที่ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

            เมื่อพวกเขาก้มหน้าลงก็เห็นว่าที่ท้องของตัวเองมีรอยดาบลากเป็นทางยาวพร้อมกับหยดเลือดที่ค่อยๆ ไหลออกมาจากบาดแผล

            “ทำไม?!”

            แต่ละคนค่อยๆ ทรุดลงกับพื้น แม้ในตอนที่กำลังจะตายพวกเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ทำไมชายผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ถึงต้องสังหารพวกเขาด้วย?

            “เพราะพวกเจ้าทั้งหมดสมควรตาย”

            หลินเฟิงจับดาบแน่น เมื่อสายตาที่เย็นชากวาดมองไปที่ใดฝูงชนที่อยู่ที่นั่นก็พากันวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว

            พลังของหลินเฟิงแข็งแกร่งเกินไปแล้ว เพียงดาบเดียวก็สังหารคนได้เป็นสิบทำให้อีกร้อยคนที่เหลือตัดสินใจหนีไปจากที่นี่ พวกเขามาแสวงโชค ไม่ได้มาตาย!!!

            “ใครบังอาจมาก่อกวนที่นี่!!!”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากด้านบนของหุบเขาเมฆพายุ จากนั้นเงาร่างทั้งสามก็กระโดดลงมาที่หุบเขา

            “เจ้าเป็นใคร?” ชายที่เป็นผู้นำของกลุ่มถามเขาเป็นชายหนุ่มที่ดูหล่อเหลาเป็นอย่างมากและมีท่าทางที่สง่างาม แต่ทว่าน้ำเสียงที่เขาพูดกับหลินเฟิงนั้นทั้งห้วนทั้งเย็นชา

            คนคนนี้ก็คือเฉินซิง อดีตศิษย์สายในของนิกายหยุนไห่แต่ชื่อของเขาไม่ได้ถูกจารึกไว้บนผนังหินจัดอันดับ ตอนที่นิกายหยุนไห่ถูกกวาดล้างเขาก็อกสั่นขวัญหายมาตลอด ด้วยความกลัวว่าต้วนเทียนหลางจะกำจัดเขาเหมือนคนอื่นๆ

            แต่โชคดีที่เหวินเริ่นเหยียนบอกให้ต้วนเทียนหลางไว้ชีวิตเขาหลังจากที่ผ่านการทดสอบจากต้วนเทียนหลางเขาก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ และก่อนที่ต้วนเทียนหลางจะจากไปเขาก็ได้มอบหมายให้เฉินซิงดูแลนิกายหยุนไห่

            ส่วนเหวินเริ่นเหยียนนั้น เขามีพรสวรรค์อย่างแท้จริง ดังนั้นต้วนเทียนหลางจึงให้ความสำคัญกับเขามากหากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่สร้างเสร็จเมื่อไร เมื่อนั้นเหวินเริ่นเหยียนก็จะกลายเป็นคนในสังกัดของราชวงศ์และจะกลายเป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับความเคารพ

            ในอนาคตเมื่อเหวินเริ่นเหยียนออกจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่เขาก็จะกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในอาณาจักรเสวี่ยเยว่ อนาคตของเหวินเริ่นเหยียนจะต้องสดใสสุดขีดกระทั่งตัวเขาเองก็ไม่กล้าไปเทียบเคียงกับเหวินเริ่นเหยียน

            ด้วยพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งของเขา เหวินเริ่นเหยียนจะได้ติดตามต้วนเทียนหลางและอาจกลายเป็นแม่ทัพสักวันหนึ่ง โชคชะตาของเขาถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องเหนือกว่าคนทั่วไป

            “พรสวรรค์ของหลินเฟิงนั้นน่ากลัวมาก น่ากลัวยิ่งกว่าเหวินเริ่นเสียอีกถ้าหากตอนนั้นเขายอมติดตามต้วนเทียนหลางไปอนาคตของเขาจะต้องรุ่งโรจน์อย่างไร้ขีดจำกัด แต่น่าเสียดายที่เขามันโง่ไปหน่อยถึงได้เลือกเส้นทางแห่งความตาย จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่เห็นว่าเขาจะปรากฏตัวขึ้นมาอีก”

            เมื่อคิดเกี่ยวกับเหวินเริ่นเหยียน เฉินซิงก็นึกถึงหลินเฟิงขึ้นมาชายคนนั้นเป็นคนที่น่ากลัวมาก เพียงแค่ใช้วาจาไม่กี่คำก็สามารถทำให้จิตใจของคนอื่นๆสั่นไหวและหวาดกลัวขึ้นมาได้

            เมื่อหลินเฟิงเห็นเฉินซิง ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายเย็นชายิ่งกว่าเดิม

            ดีจริงๆ เฉินซิงทรยศนิกายเพื่อเปลี่ยนสถานะของตัวเองแล้วยังกล้ามาหยิ่งผยองต่อหน้าทุกคนอย่างไร้ยางอายอีก!!!

            “ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ใกล้จะสร้างเสร็จแล้วดังนั้นอ๋องเทียนหลางจึงยุ่งมาก จนไม่มีเวลามาดูแลจัดการนิกายหยุนไห่ดังนั้นอำนาจในการจัดการที่นี่จึงเป็นหน้าที่ของข้า หากเจ้าอยากจะค้นหาของมีค่าจากศพพวกนั้นก็ทำไปข้าจะไม่เข้าไปแทรกแซง แต่อย่าก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นที่นี่ มิฉะนั้นข้าจะพรากชีวิตสุนัขของเจ้าซะ!!!”

            เฉินซิงตะโกนใส่หลินเฟิง เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วหุบเขาน้ำเสียงของเขาเหมือนก่อนหน้าที่หลินเฟิงจะใช้วาจาอันโหดร้ายทำร้ายจิตใจของเขา นิสัยของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนเป็นเลือดเย็นและไร้ความปรานีหากเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า เขาจะสุภาพนอบน้อมประหนึ่งสุนัขเชื่องๆแต่ถ้าเผชิญหน้ากับผู้ที่อ่อนแอกว่าเขาจะทำตัวราวกับว่าตัวเองสูงส่งและไร้เทียมทาน

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน