รุ่งเช้าวันถัดมา แสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดลงบนูเาดัชนี
ลมเย็นพัดผ่านปากถ้ำอย่างแ่เบา หยานเฉินไคออกมาจากถ้ำ ยืนอยู่บนพื้นที่โล่งที่ยังคงเป็หินดิบ
เขาไม่รีบร้อนเพียงหยิบหนังสือภาพเล่มหนึ่งออกมาเปิด
บนหน้ากระดาษเป็ภาพตัวอย่างการแกะสลักหินขั้นพื้นฐาน ลวดลายเรขาคณิต เส้นโค้งเรียบง่าย ไม่มีความซับซ้อนแต่้า “ความแม่นยำ”
เด็กน้อยนั่งลงวางหนังสือไว้ด้านหน้ามองภาพ… แล้วมองหิน
“ต้องเหมือนให้มากที่สุด…”พลังปราณธาตุลมสีฟ้าเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่หมุน
ไม่พัด แต่เคลื่อนที่เป็ เส้นบางเฉียบ
ฟู่
เส้นลมเคลื่อนผ่านผิวหิน เกิดร่องตื้นราวกับถูกขีดด้วยพู่กัน
หยานเฉินไคหยุดทันที ตรวจดูผลลัพธ์“ลึกไปนิด…”เขาปรับใหม่ ลดความเร็ว ลดแรง
เส้นลมปราณเคลื่อนอีกครั้ง คราวนี้เส้นหินปรากฏขึ้นอย่างพอดี
ไม่ลึก ไม่ตื้น เรียบเนียนและต่อเนื่อง เด็กน้อยเริ่มแกะสลักตามภาพในหนังสือ เส้นตรง เส้นโค้ง มุมฉากแต่ละเส้นใช้เวลาไม่น้อย
เขาหยุดบ่อยเพื่อตรวจสอบแล้วแก้ไข จนเมื่อเงยหน้าขึ้น
ภาพหินที่อยู่ตรงหน้า แทบไม่ต่างจากภาพในหนังสือ
หยานเฉินไคจ้องมองผลงานก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างพอใจจากนั้นเขาลุกขึ้นมองพื้นที่โล่งรอบถ้ำ
“ลานหิน… ต้องดูสะอาด และเป็ระเบียบ”
พลังปราณลมสีฟ้าแผ่ออกเป็วงกว้าง เคลื่อนที่ช้า กวาดผิวหินทั้งหมดอย่างสม่ำเสมอ เศษหินเล็ก ๆ ถูกปาดออก พื้นหินค่อย ๆ เรียบเสมอกัน
สะท้อนแสงอาทิตย์เป็เงานวล เขาแบ่งพื้นที่ลานออกเป็สัดส่วน ตรงกลางโล่ง ขอบด้านนอกยกสูงขึ้นเล็กน้อย
เกิดเป็ระดับขั้นอย่างสง่างามจากนั้น หยานเฉินไคเริ่มวาง ลวดลายบนพื้นลาน ไม่ซับซ้อน เพียงเส้นเรขาคณิตที่ต่อเนื่องกัน
ให้ความรู้สึกหรูหราแต่ไม่ฟุ่มเฟือย ลมสีฟ้าเคลื่อนอย่างนิ่งสงบ ไม่มีเสียงปะทะ มีเพียงเสียงหินถูกขัดอย่างแ่เบา
สุดท้ายเขาหันไปยังขอบลาน
“รั้วหิน…”
หยานเฉินไคเลือกหินที่แข็งที่สุด บีบอัด ตัดแล้วตั้งเรียงทีละต้น
รั้วหินไม่สูง แต่หนา และมั่นคง้าถูกขัดให้โค้งมนไม่มีคม ให้ความรู้สึกสงบมากกว่าป้องกัน
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เด็กน้อยยืนอยู่กลางลานหิน มองผลงานรอบตัว ลานหินสะอาด เรียบ มีลวดลายอย่างพอดี
ถ้ำด้านหลังดูราวกับที่พำนักของผู้บำเพ็ญเพียรผู้สูงศักดิ์บนท้องฟ้า
โจวหยางมองลงมาเงียบ ๆ สายตาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
‘นี่ไม่ใช่แค่พร์…แต่เป็จิตใจที่นิ่งเกินวัย’
ลมสีฟ้าอ่อน ๆ พัดผ่านลานหินเป็สัญญาณของการฝึกที่ก้าวสู่ระดับใหม่
จาก “การควบคุม”สู่ “ความงาม”
หลังจากลานหินและถ้ำบำเพ็ญเพียรถูกจัดสร้างเสร็จสมบูรณ์ หยานเฉินไคกลับเข้าสู่ถ้ำนั่งขัดสมาธิบนแท่นหินที่เขาขัดแต่งด้วยตนเอง
ลมหายใจไม่มี จังหวะชีพจรไม่มี มีเพียงการรับรู้ที่นิ่งสนิทพลังปราณธาตุลมสีฟ้าค่อย ๆ ไหลเวียนรอบกาย ไม่ปะทะ ไม่คลุ้มคลั่ง เชื่อฟังดั่งแขนขา
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า
ขั้นที่หนึ่ง… สอง… สาม
การกลั่นลมปราณของหยานเฉินไคไม่ต้องใช้การ “เร่ง”
เขาเพียงปล่อยให้พลังปราณเข้าไปเติมเต็มช่องว่างในร่างกายที่ว่างเปล่า
ขั้นที่สี่
พลังปราณเริ่มหนาแน่น
ขั้นที่ห้า
พลังเริ่มหมุนเป็วังวนเล็ก ๆ
ขั้นที่หก
แรงกดดันในถ้ำเพิ่มขึ้น หินรอบข้างเริ่มเกิดรอยแตกร้าวเล็กน้อย
แต่หยานเฉินไคยังคงนิ่งไม่ตื่นเต้น ไม่หลงดีใจ
ขั้นที่เจ็ด
ขั้นที่แปด
จนกระทั่งกลั่นลมปราณ ขั้นเก้า
พลังปราณรอบตัวเขาถูกดึงเข้าสู่จุดเดียวจุดที่ควรเป็ ตันเถียน วังวนพลังปราณขยายตัวอย่างรวดเร็ว แรงกดดันเพิ่มขึ้นแบบก้าวะโ
หินในถ้ำเริ่มสั่นไหวแต่แล้วรอยร้าวไม่ใช่ในถ้ำ ไม่ใช่ในลานหิน…แต่เป็ภายในร่างกาย
ตันเถียนที่เพิ่งก่อรูป ไม่อาจทนรับพลังมหาศาลนั้นได้มันแตกสลายลงในเสี้ยววินาที พลังปราณที่ถูกอัดแน่น
ะเิออกพุ่งกระจายไปทั่วร่าง ถ้ำสั่นะเื พลังปราณสลาย ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบ
หยานเฉินไคยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่มีเสียงครวญ ไม่มีความเ็ป เขาเพียงลืมตาขึ้นช้า ๆ มองฝ่ามือของตนเอง
“…ตันเถียนพังแล้วสินะ”น้ำเสียงสงบราวกับกำลังสรุปผลการทดลอง
ไม่มีความเสียใจ ไม่มีความโกรธ ไม่มีคำถามว่า “ทำไมถึงเป็ข้า”
เขาลุกขึ้นเดินไปยังห้องเก็บหนังสือ เปิดหนังสือทีละเล่มอ่านอย่างตั้งใจ เปรียบเทียบข้อมูล ขีดเส้นใต้แิสำคัญในความทรงจำ
“ตันเถียน คือภาชนะ ผู้ฝึกฝนส่วนใหญ่ใช้ภาชนะเดียว หากภาชนะพัง… เส้นทางยุติ”
หยานเฉินไคหยุดอ่านสายตานิ่งสงบ
“…ถ้าภาชนะรับไม่ได้ ก็ไม่จำเป็ต้องใช้ภาชนะเดียว”
เขาปิดหนังสือ นั่งลงกลางห้อง ร่างกายของเขา…ไม่ใช่มนุษย์ ไม่มีอวัยวะ ไม่มีขีดจำกัดทางกายภาพ
ภายในเป็ ความว่างเปล่า ความว่าง…ที่สามารถ “ขยาย” ได้ พลังปราณรอบตัวเริ่มถูกดูดเข้ามาอีกครั้ง ไม่เข้าสู่จุดเดียว
แต่แผ่กระจายออกไปทั่วช่องว่างภายในหยานเฉินไคไม่ได้สร้างตันเถียน เขาขุด ขุดลงความว่างเปล่า
ให้ลึกขึ้น กว้างขึ้น ไร้ขอบเขต พลังปราณไม่ถูกอัด ไม่ถูกบังคับ มันเพียง “ไหล” และ “สะสม”จากหยดน้ำเป็ลำธาร
จากลำธารเป็แม่น้ำ ภายในร่างกายที่ว่างเปล่า ปรากฏพื้นที่หนึ่งขึ้นมา
กว้าง ลึก นิ่งสงบ พลังปราณรวมตัวกัน ไม่หมุนวน ไม่ปะทะ เหมือนผืนน้ำไร้คลื่น
หยานเฉินไครับรู้ได้ทันที โดยไม่ต้องมีใครบอก
“…นี่ไม่ใช่ตันเถียน…นี่คือทะเล”
เขาลืมตาขึ้นแววตานิ่งและมั่นคง พื้นที่ทะเลปราณ เส้นทางบำเพ็ญของเขา ได้แยกออกจากโลกใบนี้ ั้แ่วินาทีนั้น
หยานเฉินไคเริ่มต้นใหม่อีกครั้งไม่เร่ง ไม่ฝืน ไม่ยึดติดกับความล้มเหลวครั้งก่อน เขานั่งอยู่กลางถ้ำบำเพ็ญเพียร
บนแท่นหินที่ถูกขัดเรียบจนสะอาด พลังปราณธาตุลมสีฟ้าไหลเวียนรอบกายอย่างสงบ
ครั้งนี้
เขาไม่สร้าง ตันเถียน ไม่พยายามก่อรูปภาชนะใด ๆ พลังปราณทั้งหมด ถูกส่งเข้าสู่ พื้นที่ทะเลปราณ ผืนน้ำพลังที่เคยนิ่งค่อย ๆ ขยายออก ลึกขึ้ นกว้างขึ้น
เงียบสงบยิ่งกว่าเดิม
กลั่นลมปราณ ขั้นที่หนึ่งถึงขั้นที่สามราบรื่นราวกับการหายใจ
ขั้นที่สี่ถึงขั้นที่หก พลังปราณไม่หนาแน่นจนกดดัน แต่แผ่ขยายเป็ชั้น ๆ คล้ายคลื่นเบา
ขั้นที่เจ็ด
ขั้นที่แปด
ทะเลปราณเริ่มสะท้อนแสงสีฟ้าลึกลับ ไม่เจิดจ้า แต่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง
จนกระทั่งกลั่นลมปราณ ขั้นเก้า
หยานเฉินไคไม่รู้สึกถึงการ “ทะลวง”ไม่เกิดแรงะเื ไม่เกิดปรากฏการณ์ใดภายนอก แต่ภายในเขาััได้ถึงบางสิ่ง…กำแพง
ไม่ใช่กำแพงพลัง ไม่ใช่กฎเกณฑ์ ไม่ใช่คอขวดแบบผู้บำเพ็ญทั่วไป
เป็กำแพงที่ มองไม่เห็น ไร้รูป ไร้เสียง ราวกับโลกทั้งใบกำลังบอกว่า“เส้นทางนี้… ยังไม่ถึงเวลา”
หยานเฉินไคลองขยับ พลังปราณพยายามยกระดับแต่ทะเลปราณกลับนิ่งสนิท ไม่ตอบสนองต่อคำสั่งนั้น เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตานิ่งสงบ
“…ขึ้นสร้างรากฐานไม่ได้สินะ”ไม่มีความผิดหวัง ไม่มีความคับข้อง เขาเพียงยอมรับข้อเท็จจริง ราวกับนักเรียนที่พบว่าหนังสือบทต่อไปยังไม่ถูกเปิดให้อ่าน
หยานเฉินไคหยิบหนังสือออกมาอ่านอีกครั้ง เปรียบเทียบข้อมูล แต่ไม่มีบรรทัดใดกล่าวถึง ทะเลปราณ ไม่มีใครเคยอธิบายกำแพงเช่นนี้
เขาปิดหนังสือ ไม่คิดมาก
“ถ้ายังขึ้นไม่ได้…ก็แค่ฝึกควบคุมให้ดียิ่งขึ้นก็พอ”นับจากวันนั้น หยานเฉินไคไม่สนใจระดับขั้นอีก เขาฝึกควบคุมพลังปราณธาตุลมสีฟ้า
ให้บางเฉียบราวเส้นไหม ให้เร็วราวสายลม ให้ช้าราวอากาศนิ่ง ฝึกตัดแต่งหินโดยไม่ให้เกิดเศษ ฝึกเคลื่อนพลังผ่านปลายนิ้ว ฝึกกระจายพลังให้ทั่วถ้ำโดยไม่ทำลายโครงสร้าง
วันแล้ววันเล่า
เดือนแล้วเดือนเล่า
สามปีเต็ม
ทะเลปราณภายในร่าง
ไม่เพียงลึกขึ้นแต่เริ่มมีชั้น มีกระแส มีความลึกลับ ที่แม้แต่เขาเองยังอธิบายไม่ได้ กำแพงที่มองไม่เห็น
ยังคงอยู่แต่หยานเฉินไคไม่เร่ง
ไม่ฝืน ไม่ถามว่าทำไม เขาเพียงฝึกอย่างสงบ อย่างมั่นคง
ราวกับรู้ดีว่าเส้นทางของเขา ไม่ได้วัดด้วย“ระดับ”แต่ด้วย “ความพร้อม”
หลังผ่านการฝึกควบคุมพลังปราณอย่างยาวนาน
หยานเฉินไคค่อย ๆ ตระหนักถึงความจริงหนึ่งวิชาของโลกใบนี้ ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตันเถียน
เพื่อเส้นลมปราณ เพื่อร่างกายมนุษย์
แต่เขา… ไม่มีสิ่งเ่าั้
ทะเลปราณภายในร่างกายที่ว่างเปล่า ทำให้การไหลของพลังปราณไม่เป็เส้น
ไม่เป็วง ไม่เป็โครงสร้างตายตัว
“ถ้าใช้วิชาของคนอื่น ข้าจะต้องบิดตัวเองให้เข้ากับมัน…ไม่คุ้ม”หยานเฉินไคจึงตัดสินใจสร้างวิชาของตนเอง
ไม่ยิ่งใหญ่ ไม่ซับซ้อนแต่ก็เหมาะสมกับตนเอง
เขาเลือกธาตุที่คุ้นเคยที่สุด ลมคือการเคลื่อนไหว ความเร็วและเป็อิสระ
น้ำนั้นไหลลื่น เปลี่ยนรูปเป็ธรรมชาติ ไม่ฝืน
"วิชาธาตุลมระดับต่ำ" หยานเฉินไคยืนอยู่กลางลานหินพลังปราณสีฟ้าอ่อนหมุนวนรอบกำปั้น
เขาไม่อัดพลัง ไม่เร่งความเร็ว เพียง “ปล่อย” ลมออกไปตามแรงเคลื่อนไหว
กำปั้นวายุ
หมัดถูกปล่อยออกอย่างเรียบง่าย แต่แรงลมกลับพุ่งนำหน้า กระแทกหินเบื้องหน้าแตกเป็ผงละเอียด
ไม่มีแรงสะท้อนกลับ ไม่มีอาการฝืน“เหมาะกับการฝึกพื้นฐาน ประหยัดพลังและถ่ายทอดแรงได้ดี”เขาจดจำความรู้สึกนั้น
แล้วต่อยอดคลื่นลม
หยานเฉินไคกวาดฝ่ามือออกด้านข้าง พลังปราณแผ่กระจายเป็ระลอก ลมไม่พุ่งเป็จุด
แต่เคลื่อนเป็ “ผืน”หินก้อนเล็ก ๆ ถูกผลักถอย ฝุ่นทรายลอยขึ้นอย่างเป็ระเบียบ
“ควบคุมพื้นที่ ไม่เน้นสังหาร”กระบี่วายุขนาดจิ๋ว เขาควบแน่นพลังปราณที่ปลายนิ้ว ลมถูกบีบอัดจนบางเฉียบ
แทบมองไม่เห็นเพียงดีดนิ้ว เสียง ฉึก เบา ๆ ดังขึ้น หินด้านไกลถูกตัดเรียบ รอยตัดเรียบเนียนราวกระจก
หยานเฉินไคมองปลายนิ้วตนเอง ไม่รู้สึกถึงแรงต้านใด ๆ“เหมาะกับการโจมตีแม่นยำและฝึกควบคุมละเอียด”
เกราะลมวิชานี้เขาใช้เวลานานที่สุด ไม่ใช่การห่อหุ้มแต่เป็การสร้างชั้นลมซ้อนกัน ลมหมุนช้าแต่ต่อเนื่องเมื่อเศษหินถูกโยนเข้าใส่ มันเบี่ยงทิศ ช้าลงก่อนจะตกลงพื้น
“ไม่แข็งแต่ไม่แตก”หยานเฉินไคนั่งลง มองลานหินที่เต็มไปด้วยร่องรอยการฝึก
วิชาทั้งหมด ไม่มีชื่อโอ้อวด ไม่มีระดับสูงส่งแต่ทุกกระบวนท่า ถูกออกแบบมาเพื่อ ทะเลปราณ ใช้พลังน้อยควบคุมง่าย ปรับเปลี่ยนได้
“วิชาของข้าไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อฆ่าแต่เพื่อ ใช้พลังให้เข้าใจ’”
เขาหลับตาลงพลังปราณลมและน้ำไหลเวียนช้า ๆ เริ่มผสาน เริ่มทดลองเส้นทางของหยานเฉินไค
ในฐานะ ผู้สร้างวิชาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
หลังจากสร้างรากฐานของวิชาธาตุลมและน้ำได้อย่างมั่นคง
หยานเฉินไคไม่ได้หยุดอยู่แค่การแยกใช้ เขาเริ่มสังเกตว่า ลม ไม่ได้มีไว้เพียงเคลื่อนและน้ำก็ไม่ได้มีไว้เพียงไหล
“ลม… สามารถพาความเย็นได้ น้ำ… สามารถเปลี่ยนสถานะได้”แิเรียบง่ายแต่ไม่เคยมีใครบอกเขา
หยานเฉินไคยืนอยู่กลางลานหิน พลังปราณธาตุน้ำเริ่มรวมตัวที่ฝ่ามือ หยดน้ำใส ๆ ก่อตัวขึ้นกลางอากาศ
จากนั้นพลังปราณธาตุลมสีฟ้าก็ไหลเข้ามา ไม่แรง ไม่เร็วแต่เย็น
ลมหมุนวนรอบหยดน้ำ ความเร็วเพิ่มขึ้นทีละน้อยอุณหภูมิลดลงอย่างต่อเนื่อง หยดน้ำเริ่มขุ่นแล้วหยุดนิ่ง
แช่แข็ง
หยานเฉินไคเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่ด้วยความใแต่ด้วยความเข้าใจ
“ไม่ต้องบีบแค่เปลี่ยนสภาพ”
เขานึกถึงข้อมูลบางอย่าง ภาพจำที่เคยผ่านความคิดมา
รูปแบบการปลดปล่อยพลังที่ไม่ใช่การยิงเป็เส้นแต่เป็ การแตกกระจาย