และแล้วก็มาถึงวันที่ฉันจะได้สยายปีกโบยบินไปประเทศจีน ทั้งตื่นเต้น ทั้งกลัว แต่ก็ดีใจไปพร้อมๆกัน ฉันนัดเจอถิงถิงที่สนามบินสุวรรณภูมิกรุงเทพเวลาเที่ยงคืน ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมงถึงจะได้ ซึ่งมหาลัยที่ฉันกับถิงถิงตัดสินใจไปเรียน คือมหาลัยเทียนจิน
“พ่อ แม่ พี่ไม้(ชื่อพี่ชาย) ไปก่อนนะ จะกลับมา่ปิดเทอมนะ ไม่ต้องห่วง ดูแลตัวเองดีๆด้วยล่ะ”
ฉันบอกลาพร้อมส่งกอดให้พ่อแม่และพี่ชาย ก่อนจะขึ้นเครื่องจากสนามบินต่างจังหวัดไปสนามบินสุวรรณภูมิที่นัดเจอกับถิงถิงไว้
“ลูกก็ดูแลตัวเองดีๆนะ อย่าลืมโทรหาแม่ทุกวัน โทรไปก็ต้องรับนะ อย่าหายไป เข้าใจไหม”
“รับทราบ!!!”
ฉันตอบกลับแม่อย่างหนักแน่น เพราะไม่อยากให้แม่คิดมาก
“ไปแล้วนะ”
ฉันหันกลับไปมองพวกท่านก่อนเดินไปขึ้นเครื่อง พวกท่านก็ยังคงมองมาที่ฉันจนสุดสายตา ฉันได้แต่พยายามฮึบน้ำตาไว้ไม่ให้ไหล
“เราเลือกแล้วข้าวฟาง เราต้องเดินหน้าต่อไป”
“ถิงถิง ถิงถิง ฉันอยู่นี่”
หลังจากมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ฉันก็มานั่งรอถิงถิง เพื่อไปเช็คอินขึ้นเครื่องพร้อมกัน ถิงถิงวิ่งมาพร้อมเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มพร้อมนอน และกระเป๋าเดินทางลูกใหญ่สองใบ กับอีกหนึ่งใบที่สะพายด้านหลังไว้ ส่วนฉันแต่งตัวชิวๆไม่ต่างจากถิงถิงแค่เปลี่ยนจากเสื้อยืดเป็เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนตัวใหญ่ที่ใส่สบาย มีกระเป๋าลากหนึ่งใบกับสะพายหลังอีกหนึ่งใบ
“แ…ก มา…ถึง..เมื่อไหร่แล้ว แฮกๆๆ”
ฉันเห็นถิงถิงวิ่งมาแต่ไกล ถิงถิงวิ่งมาอย่างหอบแล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน
“ใจเย็นเพื่อน พักหายใจก่อนค่อยๆพูด ฉันพึ่งถึงได้ไม่นาน”
ฉันรีบช่วยเอากระเป๋าที่ถิงถิงแบกไว้อยู่ลง และขยับที่ว่างข้างๆให้ถิงถิงนั่งหายใจ
“ดีขึ้นแล้ว เรารีบไปเช็คอินเถอะ ค่อยไปนั่งพักด้านใน”
ถิงถิง ลุกขึ้น แล้วยกกระเป๋าสะพายหลังไว้ด้านหลังเล็กๆของเธอเหมือนเดิม หลังจากที่เราสองคนเช็คอินเสร็จ ก็เดินมานั่งรอขึ้นเครื่องด้านในตามลำดับ รอไปอีกสักพักและแล้วพนักงานก็เรียกขึ้นเครื่อง
“ตื่นเต้นว่ะ”
ฉันหันไปพูดกับถิงถิง เพราะนี้คือการเดินทางไกลครั้งแรกของฉันกับถิงถิง
“เออ เหมือนกันเลย เรากำลังจะไปโบยบินกันเพื่อน ตื่นเต้นสุดๆ ที่ตื่นเต้นกว่า คือพรุ่งนี้ฉันจะได้เจอตงหยางตัวเป็ๆครั้งแรกั้แ่รู้จักกันมาปีกว่าๆ ด้วย”
ถิงถิงพูดไป อมยิ้มไป บิดไปบิดมา ทำเอาฉันที่กำลังตื่นเต้นเริ่มรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา
“อิจฉาว่ะ มีฟงมีแฟน นี่ดูฉันโสดยาวไป มีแค่หลินลี่หยางในดวงใจ
นี้ ไม่มีที่ว่างให้ใครอื่นเลย” //>o</
“จ้าๆๆๆ”
ถิงถิงยิ้มแล้วขยับหันไปอีกทางอย่างเอือมระอากับเพื่อนคนนี้ แล้วชิ่งหนีนอนหลับไปเสียดื้อๆเลย เราต่างคนต่างนอนหลับไปจากการเหนื่อยในเดินทาง และแล้วก็เป็เวลา ตี 5 ครึ่ง เครื่องบินนำเราสองคนมาถึงประเทศจีนอย่างสวัสดิภาพ หลังจากได้สัมภาระมาครบแล้วฉันกับถิงถิงก็กุลีกุจอออกมาถึงตรงด่านตรวจคนเข้าเมือง
“แกว่าเราจะผ่านไหม”
ฉันถามถิงถิงอย่างอดกังวลไม่ได้
“ผ่านอยู่แล้ว เอกสารเราครบ แล้วอีกอย่างเรายังดูไม่เหมือนอาชญากรนะ” (ー<ー)
และแล้วก็ถึงตาพวกเรา
ถิงถิงเดินเข้าไป แล้วคุยกับพนักงานเล็กน้อยก่อนรับเอกสารที่ยื่นไปให้คืนกลับมา แล้วเดินออกไปรอฉันที่ทางออก และแล้วก็ถึงตาฉัน
“Can you speak Chinese?”(แคน ยู สปีค ไชนิส?)
(คุณพูดภาษาจีนได้ไหม)
“Yes Can speak a little”(เยส แคน สปีค อะ ลิทเทล)
(ได้นิดหน่อยค่ะ)
ฉันยิ้ม แล้วตอบพนักงานไปแบบมั่นใจ และแล้วยังไม่ทันได้เตรียมใจ
“你好, 你 来中国有什么打算? ” (นี่อ่าว,นี่ล๊ายจงควอลโยเฉินมะท๊าสว่าน)
(สวัสดี, คุณมาประเทศจีนวางแผนอะไรไว้ไหม?)
คุณพนักงานก็เริ่มสนทนาทดสอบฉันซะแล้ว ไม่เป็ไรข้อนี้เราตอบได้
“你好,我来中国留学的” (เหวอ ล๊ายจงคลอลลิ๊วเซ๊เถอะ)
(สวัสดีค่ะ, ฉันมาเรียนต่อที่ประเทศจีนค่ะ)
ว๊ายๆๆๆ ฉันพูดภาษาจีนกับต่างชาติครั้งแรก ในใจคิดภูมิใจกับตัวเองอยู่หรอกนะ ถึงแม้มันจะเป็เพียงประโยคทั่วไปก็ตาม หลังจากนั้นพนักงานก็ไม่ถามอะไรฉันอีกเลย ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่านะ หรือสำเนียงฟังไม่เข้าใจนะ ในระหว่างที่ฉันกำลังคิดทบทวนบทสนทนาเมื่อสักครู่นั้นด้วยความรู้สึกเริ่มกังวลเข้ามาแทนที่ความภูมิใจเมื่อกี้ หลังจากนั้นพนักงานคนนั้นก็ยื่นเอกสารคืนมาให้ฉันแล้วทำมือโบกๆให้ฉันเดินไป ในที่สุดฉันก็ผ่านเข้าด่านต่อไปแล้ว //// (^o^) ฉันรีบลากสัมภาระเดินไปหาถิงถิงที่กำลังเล่นโทรศัพท์รอฉันอยู่
“ทำไมนานจัง”
ถิงถิงดูนาฬิกาแล้วหันมาถามฉัน
“ไม่รู้สิ สงสัยหน้าฉันสวยเกินเหมือนไม่ได้มาเรียนแหละมั่ง”
ฉันตอบถิงถิงแบบหน้านิ่งๆ เพื่อ้าเห็นรอยยิ้มของเพื่อน แต่สิ่งที่ได้….
“(ー_ー)”
“จ้าๆ ไปกันเถอะ”
หลังจากเห็นสีหน้าของเพื่อน ฉันก็ถึงกับยอมจำนนต่อการเล่นมุกของฉันไปเอง หลังจากที่พยายามหารถเป็ครึ่งชั่วโมง เราทั้งสองก็ได้มานั่งอยู่ในรถแท็กซี่คันนึง หลังจากที่ขึ้นรถมาแล้วรถก็ออกเดินทางไปบนถนนเรื่อยๆเพื่อไป ณ สถานที่เป้าหมาย ฉันกับถิงถิงต่างได้แต่เงียบกันทั้งคู่ เพื่อใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวความสุขจากการมองวิวต่างๆผ่านหน้าต่างรถที่กำลังวิ่ง เทียนจินเป็เมืองที่มีต้นไม้เยอะมาก ทำให้สองข้างทางต่างเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ร่มรื่น และมีถนนที่สะอาด มีตึกที่แปลกตาที่ไม่เคยเห็นเยอะแยะมากมาย แถมยังมีผู้คนข้างทางที่กำลังเดินและขายของกันไปมา ทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจสุดๆ หลังจากนั่งรถมาได้สักพัก รถแท็กซี่ก็ค่อยๆชะลอตัวช้าๆ แล้วหยุดลง
“ถึงแล้วน้อง”
หลังจากคุณลุงคนขับพาเราทั้งสองมาถึงมหาลัยเทียนจิน ฉันกับถิงถิงก็ค่อยๆลงมาจากรถ พร้อมลากสัมภาระอันหนักอึ้งไปตรงหน้ามหาลัย ด้านหน้ามหาลัยมีถนนเส้นใหญ่ที่มีทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ไฟฟ้าวิ่งพลุกพล่าน และมีผู้คนทั้งหญิงและชายต่างเดินเข้าออกจากมหาลัยเหมือนไม่ได้ปิดเทอมอยู่
“ไปกันเถอะ”
ถิงถิงพูดดึงสติฉันที่กำลังสังเกตไปรอบๆอย่างตื่นเต้นและกังวล ฉันเดินตามถิงถิงไปติดๆ และยังคงกวาดสายตาไปรอบๆ
“ทำไมคนเยอะจังเลย เหมือนไม่ได้ปิดเทอมเลยนะ”
“อาจจะมีคนมาก่อนกำหนดเพื่อเตรียมตัวล่วงหน้าเหมือนเราก็ได้”
“อืม…. ก็น่าจะใช่”
หลังจากเดินมาได้สักพัก ก็เริ่มรู้สึกสับสนกับเส้นทาง ต้องบอกไว้ก่อนเลยนะว่าฉันเป็คนที่สับสนกับทิศมากที่สุดแล้ว ก็เลยไม่ชอบออกไปไหนคนเดียว ไม่รู้ว่าเป็แบบนี้มาั้แ่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็เป็คนหลงทางเก่งเป็อันดับต้นๆเลยล่ะ ยังดีที่มีถิงถิงอยู่ อย่างน้อยก็อุ่นใจ
“มหาลัยใหญ่เกินอ่ะ แล้วเราต้องเดินไปตรงไหนล่ะเนี่ยถิงถิง”
“แก คือว่า…..”
แต่ถิงถิงยังไม่ทันได้พูดอะไร อยู่ๆก็มีมือปริศนามาสกิดฉันจากด้านหลัง ฉันใรีบหันไป และเจอกับผู้ชายแปลกหน้าวัยรุ่นคนหนึ่ง ผิวขาวผ่องอย่างกับอาบน้ำมันละสิบรอบ อายุน่าจะประมาณ 26-27 ได้ กำลังใช้มือยื่นมาสกิดไหล่ฉันและมืออีกข้างยังยืนล่วงกระเป๋ากางเกงไว้อยู่ แสงแดดที่ส่องลงมาทำให้เห็นผมสีผมน้ำตาลอ่อนของเขาดูสว่างขึ้นมา บวกกับตาตี๋ที่กำลังยิ้มให้ฉันอย่างเป็มิตร จมูกที่โค้งได้รูป และปากเรียวบางก็กำลังพูดอะไรบางอย่างกับฉัน
“สวัสดี พี่เป็รุ่นพี่ปี3 พอดีทางมหาลัยให้รุ่นพี่มาดูแลน้องๆที่มาใหม่นะ น้องมาจากที่ไหนหรอ มีอะไรให้ช่วยไหม”
ฉันยืนนิ่ง เพราะมัวแต่กำลังสำรวจใบหน้าของคนแปลกหน้าที่เข้ามาทักทายอยู่อย่างไม่ทันตั้งตัว จนถิงถิงเอาศอกกระทุ้งข้างเอวให้ฉันรู้สึกตัว
“เออ….เออ…”
“เป็คนไทยค่ะ พอดีหาหอหญิงไม่เจอค่ะ”
เพราะมัวแต่ยื่นอึ้งอยู่กับการได้พูดจีนกับคนจีนแบบตัวต่อตัวครั้งแรก(ลืมนับคุณพี่พนักงานด่านตรวจไปเสียสนิท) ทำให้เ้ากรรมลืมศัพท์ในหัวไปหมดเลย ยังดีที่มีถิงถิงที่ตอบแทนไปก่อน
“เรียนสาขาอะไรล่ะ”
“ฉันเรียนสาขาภาษาการสอน ส่วนเพื่อนฉันเรียนสาขาการแปลค่ะ”
ถิงถิงตอบอย่างมั่นใจ และชี้มาที่ฉันเพื่อพูดแทนฉัน
“อ่อ นั้น….น้องคนนั้นก็เป็รุ่นน้องในคณะพี่อ่ะดิ”
พูดจบก็ชี้นิ้วมาทางฉัน
“พี่ชื่อ จาง ซีห่าวนะ เรียกซีห่าวเฉยๆก็ได้ พี่เรียนสาขาการแปลปี3 ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
พอพูดแนะนำตัวจบก็ยื่นมือมาที่หน้าฉัน ซึ่งฉันก็แปลกใจอยู่นะ เพราะคนที่พูดสนทนาด้วยกับเขาอยู่ก็คือถิงถิง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรต่อเพราะยังมัวตีกับคำศัพท์ในหัวอยู่
“อ่อ…สวัสดีค่ะรุ่นพี่ ฉันชื่อเ้าถิงถิง ส่วนเพื่อนฉันชื่อเ้าข้าวฟางค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
ถิงถิงพูดแนะนำตัวและยื่นมือไปจับมือของรุ่นพี่ หลังจากนั้นฉันก็รีบยื่นมือไปจับมือมือของรุ่นพี่เหมือนกันเพื่อแสดงความรู้จัก (ชื่อฉันยัยถิงถิงก็ใส่นามสกุลเหมือนของถิงถิงไปให้เลย จะได้ไม่ต้องคิดอีก)
“นั้นรบกวนรุ่นพี่ซีห่าวพาฟางฟางไปหอพักหน่อยนะคะ พอดีหนูมีธุระต่อนะคะ”
ฉันผู้ที่ไม่รู้ว่าธุระที่ยัยถิงถิงว่านั้นคืออะไร ได้แต่ทำหน้าใกับสิ่งที่ถิงถิงพึ่งพูดออกไปเมื่อกี้อยู่เลย แต่ทันทีที่ฉันกำลังหันหน้าไปถามถิงถิง ยัยนั้นก็รีบลากกระเป๋าของตัวเองไปทางตึกอีกด้านอย่างไว เหมือนรู้ว่ายังไงฉันก็ไม่ยอมไปกับรุ่นพี่แน่นอน ฉันได้แต่ยื่นยิ้มแห้งๆให้กับรุ่นพี่ที่อยู่ตรงหน้าแทน
“ไปกันเถอะ มาเดี่ยวพี่ช่วยถือ”
พูดจบรุ่นพี่ก็มาดึงกระเป๋าเดินทางของฉันไปไว้ที่มือของเขาอย่างไว แล้วลากออกไปโดยไม่รอให้ฉันพูดอะไรเลย เดินไปสักพัก บทสนทนาที่ฉันไม่อยากให้เกิดขึ้นก็ดันเกิดขึ้นจนได้
“หิวมั่ย กินอะไรหรือยัง?”
“ยังไม่หิวค่ะ”
ฉันรวบรวมความกล้าตอบกลับไป ชั่งมันเถอะพูดไม่ชัดก็ไม่เป็ไรหรอก เรายังต้องพบเจอแบบนี้ไปเกือบ 4 ปี จะไม่คุยกับใครเลยก็ไม่ได้ ในหัวคิดแค่นี้เลยตอนนั้น
“ก็พูดได้นิ”
พูดจบก็หันมายิ้มให้ฉัน
“(ဝ_၀)”
“(ーvー៴)”
พูดได้จ้าพูดได้ แต่แค่กลัวพูดไม่ชัดเท่านั้นเอง ภายในใจฉันเถียงจะขาดใจเมื่อได้ยิ้มคำพูดของรุ่นพี่เมื่อกี้ที่ฟังแล้วไม่ค่อยรื่นหูสักเท่าไหร่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยิ้มแห้งๆคืนไป เมื่อไหร่จะถึงสักทีนะ อยากถึงห้องจะแย่แล้ว ยัยถิงถิงก็ดันมาทิ้งไปซะอีก~
“ตึกนี้แหละ ห้องไหนอ่ะ”
“ห้อง 401ค่ะ”
“เดี่ยวพี่ยกขึ้นไปให้นะ”
“ไม……เป”
///>_<*//
ยังไม่ทันได้พูดอะไร รุ่นพี่ก็แบกกระเป๋าขึ้นไปแล้ว นี่ฉันถูกเมินอีกแล้วหรอเนี้ย แล้วมาหาว่าเราพูดไม่ได้ พอจะพูดเคยจะรอฟังบ้างไหมล่ะ ฉันได้แต่กดอารมณ์ที่เริ่มมีน้ำโหแล้วรีบวิ่งตามรุ่นพี่ขึ้นไป
(ถิงถิง)
ขณะที่ฉันกำลังดูวิวนอกหน้าต่างรถแท็กซี่ที่กำลังวิ่งไปข้างหน้า
~ครืด~~
ฉันเปิดโทรศัพท์มาดูข้อความที่ตงหยางส่งเข้ามา
{ขึ้นรถหรือยัง ถึงไหนแล้ว ให้ไปรับไหม} (ตงหยาง)
{ขึ้นรถแล้ว กำลังไป น่าจะอีกสักพัก} (ถิงถิง)
{โอเค ถึงแล้วทักมานะ} (ตงหยาง)
{//^_^//} (ถิงถิง)
หลังจากนั่งรถมาได้สักพัก รถก็จอดตรงหน้ามหาลัย ฉันกับข้าวฟางก็รีบไปรับสัมภาระที่คุณลุงกำลังช่วยยกลงจากหลังรถให้พวกเรา ฉันหันไปมองข้าวฟางเป็ระยะๆเพราะข้าวดูจะตื่นเต้นและเป็กังวลกับการเริ่มต้นของเรามาก
{ถึงแล้วนะ นายอยู่ที่ไหนหรอ} (ถิงถิง)
ระหว่างที่เราเดินเข้าไปด้านในที่มีนักศึกษาหญิงชายเดินไปมาเต็มไปหมด ฉันก็ส่งข้อความหาตงหยางเพื่อนัดเจอ
{กำลังไป เจอกันที่ตึกคณะคอมพิวเตอร์นะ เดินจากหน้ามหาลัยแล้วเลี้ยวซ้ายตรงสวนหย่อมเดินตรงมาอีกไม่ไกลก็ถึง} (ตงหยาง)
{โอเค แล้วเจอกันนะ} (ถิงถิง)
หลังจากนัดกับตงหยางแล้ว ฉันก็หันไปหาข้าวฟางเพื่อจะบอกเื่ที่ต้องไปหาตงหยางก่อน แต่ยังไม่ไม่ทันได้บอก ก็ดันเจอผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังสกิดไหล่ข้าวฟาง เพื่อช่วยเหลือการมาของเราสองคน ข้าวฟางดูใแล้วยืนอึ้งเหมือนคนหายใจไม่ออกตรงหน้าผู้ชายคนนั้น ฉันเลยต้องตอบและแนะนำตัวแทนข้าวฟางไปก่อน พอคุยไปได้สักพักก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้คือรุ่นพี่สาขาข้าวฟาง ฉันจึงฝากให้เขาพาข้าวฟางไปส่งที่หอก่อน แต่ดูข้าวฟางเหมือนจะใกับสิ่งที่ฉันทิ้งข้าวฟางไว้กับรุ่นพี่ แต่ไม่ทันได้ฟังข้าวฟางพูดฉันก็รีบลากกระเป๋าออกมาก่อน ถ้าให้เดาตอนนี้ฉันรับรู้ถึงสายตาพิฆาตของข้าวฟางที่มองไล่หลังฉันมาเป็แน่
หลังจากเดินลากกระเป๋าไปตามทางที่ตงหยางบอก ก็เจอกับตึกคณะคอมพิวเตอร์ที่ดูใหญ่และเก๋ไม่เหมือนที่เคยเห็นมา พอมองดีๆตรงม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างตึกก็มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ พอเห็นฉันเขาคนนั้นก็ยืนขึ้นมองมาที่ฉัน
“สวัสดีค่ะ คุณใช่ตงหยางไหมคะ”
“ใช่ครับ ผมชื่อตงหยาง คุณคือถิงถิงใช่ไหม”
ถึงแม้ว่าเราจะวีดีโอคอลหากันบ่อย แต่ตัวจริงตงหยางเป็ผู้ชายตัวสูง ราวๆ180 เห็นจะได้ ผิวขาวละเอียด ใบหน้าของเขายังมีความคมเข้มที่อาจจะเกิดจากขนคิวที่หนากับจมูกที่โด่งเป็สันทำให้เขาดูคมเข้มขึ้นไปกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่รู้ แถมยังมีผมสีดำที่ตัดผมทรงรากไทรที่เรี่ยหู ตาตี๋แต่ตาดูอิดโรยเหมือนคนที่นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง แต่ไม่ทำให้เสน่ห์ของเขาลดลงเลย ว๊ายยยอยากจะกรี๊ด เกินปกไปอีก //>_</////
“อ๋อ ใช่ค่ะ รอนานไหมคะ พอดีเจอรุ่นพี่ที่เขามาช่วยรุ่นน้องที่เข้ามาใหม่นะคะ ก็เลยมาช้านิดนึง”
“อ๋อ ไม่นานๆ พี่ก็พึ่งมา”
ตงหยางเป็นักศึกษาปริญญาโท ปี3สาขาคอมพิวเตอร์ ตอนนี้เขาอายุประมาณ27ปี ส่วนใหญ่งานอดิเรกของเขาเวลาฉันโทรไปทุกครั้งแล้วต้องเจอคือการเขียนโค้ด นั้นคือเหตุที่ขอบตาของเขาคล่ำและอิดโรย
“ไปเดี๋ยวพี่เดินไปส่งที่หอ”
ตงหยางจะเกร็งๆและเขินๆเหมือนทำตัวไม่ถูกในการเจอกันครั้งแรกของเราสองคน จึงทำให้ระหว่างทางที่เดินไป บทสนทนาจึงมีเพียงฉันที่เป็คนชวนคุยตลอด และคำตอบที่ตงหยางตอบมาก็สั้นซะเหลือเกิน จนมาถึงหน้าหอ
~ครืด~~~ครืด~~
“ครับอาจารย์ ได้ครับ เดี๋ยวจะส่งให้ครับ”
ตงหยางรับโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาสักครู่ก่อนจะวางสายไป
“ถิงถิง ขอโทษทีนะพอดีพี่มีงานที่ต้องส่งให้อาจารย์ พี่ต้องรีบไปก่อนนะ”
“อ๋อ ไม่เป็ไรค่ะ พี่ไปทำงานเถอะค่ะ ฉันขึ้นไปเองได้ค่ะ”
ตงหยางทำหน้ารู้สึกผิดกับการที่ไม่ได้ช่วยถิงถิงขนกระเป๋าไป้า
“นั้น เดี๋ยวตอนเย็นพี่เลี้ยงข้าวขอโทษแล้วกันนะ”
“ได้ค่ะ แล้วเจอกันค่ะ บาย”
“อืม แล้วเจอกัน”
ตงหยางยกมือบายๆฉัน แล้วรีบเดินออกไป ปล่อยให้ฉันมองดูแผ่นหลังที่ค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆ
(ข้าวฟาง)
ในที่สุดเราทั้งสองก็พาตัวเองมาอยู่ในห้อง 401 เรียบร้อยแล้ว ด้านในมีเตียงอยู่สองเตียง และมีโต๊ะทำการบ้านอยู่คนละมุม เหมือนแยกสัดส่วนความเป็ส่วนตัวไว้เรียบร้อยแล้ว ที่เคยได้ศึกษาจากอินเทอร์เน็ตมาห้องพักนักศึกษาต่างชาติจะมีแค่ห้องที่อยู่คนเดียวกับอยู่สองคน ไม่เหมือนนักศึกษาที่จีนที่ต้องอยู่ด้วยกันประมาณสี่คน เตียงอีกเตียงที่พูดไปเมื่อกี้ก็ไม่ใช่เตียงของถิงถิงนะ เพราะถิงถิงอยู่ห้อง 203 แต่อีกคนที่ต้องอยู่กับฉันก็ไม่รู้ว่าเป็ใคร หรือเป็คนประเทศอะไร นิสัยใจคอเป็ยังไงบ้างอันนี้ก็ดูว่า์จะกลั่นแกล้งไหม เราไม่สามารถเลือกคนที่สนิทมาอยู่กับเราได้ เป็การจัดการของมหาลัยทั้งหมด แต่เอาไว้ค่อยคิดอีกทีแล้วกันนะ
“ขอบคุณรุ่นพี่มากๆนะคะ”
“โอเค ไว้เจอกันนะ”
ฉันรับกระเป๋าจากรุ่นพี่แล้วได้แต่ขอบคุณรุ่นพี่พร้อมส่งรอยยิ้มให้ หลังจากรุ่นพี่ออกไปฉันเริ่มเดินสำรวจห้อง เตียงนี้น่าจะเป็ของฉันนะ เพราะอีกเตียงมีข้าวของวางอยู่ บ่งบอกถึงการมีเ้าของของเตียงนั้นแล้ว
“เห้อ……เหนื่อยจัง โทรหายัยถิงถิงตัวแสบหน่อยสิ ธุระที่ว่าคืออะไร ทำไมมันถึงสำคัญกว่าเพื่อนอย่างฉัน”
หลังจากนั่งบ่นอยู่คนเดี่ยวสักพัก ฉันก็ล่วงหาโทรศัพท์ในกระเป๋าแล้วหยิบมากดโทรหาถิงถิง
“อัลโหล~”
หลังจากเรียกสายอยู่สักพักก็มีการรับสาย
“แกอยู่ไหนเนี่ย ไอธุระที่แกว่ามันคืออะไร ทำไมฉันถึงไม่รู้อะไรเลยล่ะ”
ฉันไม่รอให้ถิงถิงพูดอะไรก่อน ฉันรีบแทรกถามก่อน
“ขอโทษทีข้าวฟาง พอดีฉันนัดตงหยางไว้อ่ะดิ แต่ยังไม่ทันได้บอกแก ก็เจอรุ่นพี่ซีห่าวซะก่อน ฉันเห็นว่ารุ่นพี่เขาดูเป็คนดี เลยวานให้เขาไปส่งแกก่อนนะ ขอโทษจริงๆนะเพื่อน เดี่ยวพรุ่งนี้เลี้ยงข้าวไถ่โทษนะ หายโกรธน๊า นะนะน๊าาา”
“เหอะ!!! ชานมด้วยล่ะ”//^_^//
“โอเค”
หลังจากที่ถิงถิงต้องใช้ไม้ตายง้อฉันด้วยการเอาของกินมาล่อ ซึ่งไอเราก็ขัดเื่ของกินไม่ได้ด้วยสิ จึงยอมยกโทษให้ถิงถิงไป
“ว่าแต่ ตอนนี้แกอยู่ไหนอ่ะ แล้วตงหยางเป็ยังไงบ้าง ตรงปกไหม”
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ฉันรีบถามคำถามถิงถิงไปแบบรวดเร็ว
“ฉันพึ่งแยกกับตงหยางที่หน้าตึกหอ กำลังจะขึ้นไป ตรงปกก็ตรงปกนะ แต่ฉันว่าตัวจริงสูงกว่าที่คิดไว้อีก และอีกอย่างนะพูดน้อยมาก ไม่รู้เขินหรือยังไง ฉันพูดกับเขาประมาณสิบคำ เขาตอบฉันประมาณคำสองคำ เมื่อก่อนก็พูดเยอะนะตอนคุยโทรศัพท์กัน”
“อาจจะพึ่งเจอกัน ยังเขินแหละ ค่อยๆดูไป มีเวลาอีกเยอะ”
ฉันได้แต่พูดปลอบๆใจเพื่อนไปไม่ให้คิดเยอะ
“ฉันถึงห้องแล้ว แค่นี้ก่อนนะ”
“โอเค”
หลังจากวางสายจากถิงถิง ฉันก็ลุกขึ้นทำภารกิจเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย เตรียมพร้อมกับการต้องอยู่ที่นี้ไปอีกยาวๆ