แต่ไฉนถนนหนทางกลับดูเปลี่ยวร้างชวนหม่นหมองมาตลอดหลายสิบหลี่ เงียบงัน ไร้แว่วเสียงวิหคน้อยร้อยเรียงลำนำขับขาน ดูทีถนนเส้นนี้มีโจรป่าออกปล้นสังหารบ่อยครั้งยิ่ง กะเก็งได้ตามรายทางจากเศษไม้หักซากรถเกวียนมองเห็นได้เป็ระยะ ไม่ช้า สองบุรุษต่างวัยเดินมาถึงประตูรั้วหินศาลเ้าถูกทิ้งร้าง ไม่เหลือสิ่งใดใช้การได้ ไม่ทิ้งไว้กระทั่งระฆังหรือกระถางธูป รูปสลักใด ๆ
เจียงหลงละมือไปตามผนังไม้ผุพัง พบว่าหลายจุดมีฝุ่นหนาจับอยู่ นึกแปลกใจภายในศาลเ้าคล้ายถูกปัดกวาดอยู่บ้าง หันกลับไปมองกู่ฉิงหรู ซึ่งยังไม่ได้เดินเข้ามาเห็นผู้เฒ่าเพ่งพินิจดินทรายบนพื้น จึงเดินตามเพื่อมาดู
“กำลังถูกตามล่าอยู่” ผู้เป็อาจารย์ชี้ไปที่ร่องรอยย่ำหน้าลาน ดูวกวนโกลาหลมีเท้าหนึ่งไม่ได้ก้าวย่ำวิ่งวุ่น เพียงหยัดเท้าอยู่จุดนี้แล้ววกกลับออกไป แสดงว่าเป็ผู้สั่งการมันเ่าั้
“เช่นนี้ควรทำอย่างไร”
“ที่ตามล่าไม่ได้ค้นหาโดยละเอียด” กู่ฉิงหรูกล่าวพลางเดินพลางขึ้นบันไดหินห้าขั้น “ด้วยแน่ใจว่าจะมีอีกกลุ่มติดตามมา ข้าแน่ใจว่าในศาลเ้านี้มีประตูกลสำหรับซ่อนต-”
ทว่าเมื่อเท้าเหยียบย่างผ่านเข้าธรณีประตูได้ครึ่งก้าว ไม่ทันกล่าวจบหางตาเห็นประกายแสงสะท้อนวาบบนใบเหล็กสีนิลพุ่งเข้าใส่รวดเร็วเที่ยงตรงดุจการฉกของอสรพิษทมิฬ
กู่ฉิงหรูแม้สูงวัย ร่างกายยังกระฉับกระเฉงอยู่มากกว่าบุรุษชราสามัญ เบี่ยงไหล่เอนกายพ้นวิถีทิ่มแทง เงาดำผ่านเบื้องหน้า จรดอยู่ยังพื้นหินในศาลเ้า ปรากฏเป็บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกะเก็งอายุไม่หนีจากศิษย์แซ่เจียงของตนนัก ในมือคร่ากุมหอกใบยาวรมน้ำมันดำสนิทไว้แน่นหมุนกายยืนขึ้น สะบัดปลายลงเบื้องล่างกล่าว
“ดูทีไม่พ้นตายลงที่นี่ อย่างไรจะขอฉุดรั้งผู้เฒ่าท่านนี้สู่ปรภพไปพร้อมกัน” ยามที่คนผู้นี้เอ่ยปากกล่าว จึงเห็นว่าลิ้นของมันมีสีเดียวกับใบหอกยาวนั้น
“หรือเ้าเข้าใจว่าผู้เฒ่ามาล่าสังหารเ้า” กู่ฉิงหรูตอบ คงใบหน้าและน้ำเสียงสงบราบเรียบเช่นเคย “ด้วยไม้ค้ำยันนี่หรือ”
บุรุษหนุ่มปริศนาผู้นี้คิ้วโก่งดุจยอดผาเทียมฟ้า จมูกและคางแหลมคมดูดุร้ายยิ่งปรายตามองที่กระบี่ในมือของเจียงหลงกล่าว “หรือในมือคนผู้นั้นไม่ใช่กระบี่”
“เป็เช่นนั้น” กู่ฉิงหรูยืนยันชัดถ้อย ยกมือปรามเจียงหลงที่กำลังจะดึงกระบี่ออกให้หยุดไว้เท่านั้น ดวงตาจดจ้องที่บุรุษหนุ่มเบื้องหน้า เผยยิ้มเล็กน้อยกึ่งขบขันแท้จริงในใจกลับลอบชื่นชมอยู่ บุรุษหนุ่มผู้นี้เพียงพอมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ใจหาญกล้านั้นสูงล้ำกว่ามากนัก ตั้งใจจะกล่าวถามนามแซ่แต่กลับถูกแทรกขัดขึ้น
“น้องเราหยุดมือ!!” เป็บุรุษอีกผู้หนึ่งซึ่งเดินออกมาที่ซ่อนอีกฟากฝั่งของห้อง มาตรว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่แม้สกปรกมอซอไม่แตกต่างทั้ง กลับยังมีใบหน้าคล้ายคลึงกันอยู่แปดเอาสิบส่วน แต่ทุกส่วนที่ทั้งคล้ายและต่างนั้นกลับส่งเสริมบุคลิกให้ดูคมคายยิ่ง ไม่ได้ถืออาวุธใดในมือ ทั้งไม่คล้ายเก็บซ่อนอาวุธลับใดไว้ เพียงประสานมือโค้งคำนับกู่ฉิงหรูกล่าวต่อไป “ขออภัยผู้าุโ น้องชายผู้น้อยมักหุนหันและหวาดระแวง”
“เช่นนี้ ไม่อาจกล่าวโทษได้” กู่ฉิงหรูถาม “ผู้ใดที่กำลังตามล่าเ้าทั้งสอง”
“กล่าวกับผู้าุโตามสัตย์...” บุรุษหนุ่มผู้นั้นกำลังเอ่ยตอบ
“ท่านพี่” บุรุษหนุ่มผู้ถือหอกใบยาว ดูทีจะเป็น้องชายส่ายศีรษะไม่ไว้วางใจ ทว่าผู้เป็พี่ยกมือปรามเป็นัยว่าตนไม่คิดเช่นนั้นหลับตาผงกศีรษะคราหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อจากที่ค้างไว้
“...เป็ทางการแคว้นจ้าวที่้ากำจัดเราสองพี่น้องแซ่จี ด้วยเราสองพี่น้องสืบเชื้อสายของจิ้นหวนกง เวลานี้ใช้แซ่ปลอมว่าจี ผู้น้อยจิ้นฝู ส่วนน้องชายนามจิ้นไฉ” บุรุษหนุ่มไร้อาวุธกล่าวแนะนำตนเองก่อนโค้งคำนับ
“ขออภัยที่ล่วงเกินผู้าุโ” จีจิ้นไฉประสานมือโดยที่ถือหอกใบยาวนั้นกล่าวอย่างไว้ท่า สายตาไม่ละจากผู้เฒ่ากู่ฉิงหรูและเจียงหลงศิษย์หนุ่มผู้ติดตามนั้น
“ไยเชื้อสายราชนิกุลของราชสำนักซึ่งล่มสลายเกือบร้อยปีพึ่งถูกไล่ล่าเอาชีวิตยามนี้” กู่ฉิงหรูเอ่ยถาม
จีจิ้นฝูผู้พี่ทอดถอนใจกล่าว “ผู้น้อยเองไม่อาจทราบ”
คนทั้งสี่รับรู้ได้ถึงความะเืของผืนดิน กีบเกือกอึกทึกกำลังควบไหวใกล้เข้ามา
“กลับไปซ่อนที่เดิมเสีย” กู่ฉิงหรูหันกลับไปยังประตูศาลเ้า ใช้ปลายไม้ค้ำยันสะกิดเจียงหลงกล่าว “เ้าด้วย”
“ศิษย์ทราบแล้ว” เจียงหลงผงกศีรษะอย่างว่าง่าย เดินเข้าไปหาพลางจะกล่าวถามถึงที่ซ่อน
แต่ไม่ทันได้เอ่ยคำใด ทันทีจีจิ้นไฉเห็นผู้เฒ่าเดินพ้นลงไปอย่างลานกว้างเบื้องล่าง พลันตวัดด้ามจี้ปลายหอกใบยาวเข้าที่คอของเจียงหลงกล่าว “หากผู้เฒ่าสมคบคิดตลบหลัง เกรงว่าศิษย์ของมันจะตายเสียก่อนงานสำเร็จ”
เจียงหลงเผยอคางขึ้นให้พ้นคมใบหอก เหลือบมองคนผู้พี่จิ้นฝูกล่าว “ดูทีน้องชายท่านค่อนข้างจะเป็มิตรอยู่”
“เราสองหาใช่สหายท่าน โปรดอย่าถือสา” จีจิ้นฝูเดินใกล้เข้ามาผายมือพลางกล่าว “กระบี่ท่าน”
“นี่กระบี่บิดาข้า... เ้าไม่มีบิดาหรือ” ครั้นเจียงหลงเห็นจิ้นฝูส่ายศีรษะสั้น ๆ ดังนั้นป่วยการจะกล่าวต่อไป ยื่นให้โดยดี
ก่อนจะเดินตามไปยังบานเลื่อนไม้ซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็ผนังลวงมีพื้นที่แคบ ๆ มากพอสำหรับซ่อนตัวอยู่ ปลายหอกยังคงจี้คายังคอของเจียงหลงเช่นเดิม ทั้งสามหายใจช้า จดจ่อรอฟังเสียงสถานการณ์ด้านนอก
เหล่าทหารฉกรรจ์ให้ชุดเกราะแผ่นร้อยถักสะท้อนแสงระยิบดุจเกล็ดเงินรั้งม้าหยุดที่เบื้องหน้ากำแพงหิน บังคับม้าเดินย่ำเท้าเข้ามากวาดสายตามองไปทั่วบริเวณลานกว้างศาลเ้าร้างนี้ จนกระทั่งผู้เฒ่าผมเผ้าเคราขาวในชุดยาว หยัดกายด้วยค้ำไม้ยืนขึ้น
“พรตเฒ่า... อาศัยอยู่ที่นี่หรือ” นายทหารในชุดเกราะกล่าว
“ผู้เฒ่าเพียงผ่านทาง... เหนื่อยล้าจึงแวะพัก มิคาดกระทั่งศาลเ้ายังถูกปล่อยทิ้งรกร้าง น่าอดสู น่าอดสูยิ่ง...” ผู้เฒ่ากล่าว
“แถบนี้โจรป่าเสือูเาชุกชุม ไม่เพียงไม่สมควรอาศัยอยู่ จะเดินทางผ่านยังนับว่าอันตรายยิ่ง พรตเฒ่าอ้างตนเป็ผู้ผ่านทางย่อมจะเห็นเศษซากปล้นชิงอยู่บ้าง” นายทหารชุดเกราะยังกวาดสายตามองทั่ว กล่าวเพิ่มเติม “ไม่ทราบ ก่อนมาถึงพบเห็นผู้ใดบ้างหรือไม่”
“ท่านมองหาบุรุษสองคน” กู่ฉิงหรูขยับไม้ค้ำกระแอมไอ กล่าวเรียบเฉย
“พรตเฒ่าพบ” สิ้นคำนายทหารชุดเกราะที่ลานกว้าง จิ้นไฉกระชับปลายหอกขึ้น เจียงหลงเผยอคางยกให้พ้นคมแล้ว กระนั้นยังคงบาดผิวคอให้เป็รอยเสี้ยวเล็บหากได้ยินว่าคำสั่งค้นหาเกรงว่ามันจะกระชากปาดคอสิ้น เจียงหลงกล่าวกระซิบกับสองพี่น้อง
“เ้าทั้งสองเข้าใจผิดแล้ว”
“บุรุษหนุ่มทั้งสองคล้ายกำลังหลบซ่อน ครั้นรู้ตัวว่าถูกผู้เฒ่าพบเห็นพลันวิ่งเตลิดไป ไม่ทันได้ไถ่ถามความสักคำหนึ่ง”
“พวกมันไปทางใด รบกวนพรตเฒ่าแล้ว” นายทหารชุดเกราะประสานมือกระแทกขึ้นเบื้องหน้าตน
กู่ฉิงหรูยังคงกล่าวชัดถ้อยเช่นเดิม “เกรงว่าท่านจะล่าช้าไป ด้วยว่าพบเจอระหว่างทางจากถนนเส้นเหนือ ถึงยามนี้ก็ล่วงเลยไปกว่าครึ่งวันแล้ว”
นายทหารเกราะได้ฟังดังนั้น ก้มลงครุ่นคิดพึมพำกับตนเอง “มิน่าเล่า จนยามนี้ยังไม่พบ” แล้วหันไปสั่งการพลพรรคทหารม้านอกรั้วหิน “ส่งคนไปแจ้งกลุ่มแรกให้ตามไปสมทบข้าที่เส้นทางเหนือ หากมันหลบนี้ไปถึงแคว้นเหยียนสำเร็จ เราคงไม่อาจจับมันได้อีก”
หนึ่งในนั้นประสานมือรับคำสั่ง แล้วฟาดแส้ตีม้าห้อตะบึงถีบทะยานสู่เส้นทางตะวันออกชั่วพริบตาหายลับไป นายทหารในชุดเกราะรั้งบังเหียนบังคับม้าที่กำลังตื่นตัวพร้อมกระโจนวิ่ง วกมากล่าวกับกู่ฉิงหรู “ขอบคุณพรตเฒ่าช่วยเหลือ”
ฉับพลันทะยานนำกลุ่มทหารม้าไป เหลือไว้เพียงฝุ่นตลบทั่วบริเวณ กู่ฉิงหรูเดินกลับเข้ามาในศาลเ้ากล่าว “ไปสิ้นแล้ว”
บานประตูเลื่อนเปิดบุรุษหนุ่มทั้งสามก้าวออกมาจากที่ซ่อน เจียงหลงคงถูกหอกจี้อยู่ที่คอเช่นเดิม ปัดมือจิ้นไฉกล่าวอย่างรำคาญว่า “ละมือเ้าเสียที”
แล้วบิดกายคลายปวดเมื่อยก่อนจะทรุดนั่งลงพิงหลัง
“หากไม่ได้ผู้าุโ ป่านนี้มิทราบเป็เช่นไรแล้ว” จีจิ้นฝูคุกเข่าโขกศีรษะคำนับ “สองพี่น้องเป็หนี้ชีวิตผู้าุโแล้ว”
แม้จิ้นไฉผู้น้องไม่ได้คุกเข่าโขกคำนับ แต่ยังประสานมือก้มศีรษะละสายตาลงมองพื้นหินเบื้องล่างเท้าของผู้เฒ่าท่านนี้
“เกรงแต่ว่า...” กู่ฉิงหรูสูดหายใจ “ยังมีกลุ่มคนตรงมาทางนี้อีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งสามไปซ่อนกันเถิด”
“ข้าไม่ไปแล้ว” เจียงหลงโบกมือโวย “ทั้งแคบทั้งเมื่อย ซ้ำเ้าหน้าแหลมจ้องจะตัดคอข้าอยู่ร่ำไป ให้มันซ่อนกันเองเถิดอาจารย์ ข้าไม่ได้ถูกตามล่าด้วย”
“หากไม่ใช่เพราะผู้เฒ่าช่วยเหลือเรา ดูทีเ้าจะตายไปเสียนานแล้ว” จิ้นไฉสะบัดหอกใบยาวชี้หน้าเจียงหลง แต่แล้วนิ่งไปคล้ายสะดุดหูได้ยินบางสิ่ง หันไปกล่าวกับจิ้นฝูผู้พี่ “ท่านพี่ ท่านได้ยินเสียงเพลาเช่นข้าหรือไม่”
จีจิ้นฝูผงกศีรษะทีหนึ่งหันมากล่าวกับกู่ฉิงหรู “ผู้าุโ เกรงว่านี่ไม่ใช่ผู้ตามล่าเรา”
“คล้ายเป็เช่นนั้น” ผู้เฒ่าจดจ้องตั้งใจฟังพลางกล่าว “ไม่มีเสียงเหล็กสำริดกระทบกัน หากแต่มากด้วยสร้อยปัดตกแต่งตีกระทบไม้ไปมาและผืนผ้าสะบัดตามลม หากไม่เป็ขบวนรถม้าของขุนนางใหญ่คงเป็ของเศรษฐีกว้างขวางผ่านทางมา”
เจียงหลงหัวเราะหึ หลับตาพักไม่อยากรับรู้ยุ่งเกี่ยวอีก ช่วยเหลือผู้คนทั้งยุ่งยากและอันตราย ซ้ำยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าสมควรช่วยเหลือหรือไม่เพียงใด หากแต่ผู้เป็อาจารย์ไม่คิดดังนั้นกล่าวกับสองพี่น้องว่า “อาจบางทีไม่ต้องแอบซ่อน อย่างไรสมควรรอบคอบไว้ก่อนเมื่อแน่ใจแล้วจึงออกมา”
กล่าวแล้วกู่ฉิงหรูเดินออกมาที่ลานกว้างอีกครั้ง รั้งรอเพียงไม่นานกลุ่มคนของสำนักคุ้มกันควบช้ามาตามเส้นทางเผยให้เห็นรถม้ากลางขบวน เป็รถม้าสีขาวราวหยกเขียนสีลงลายกลีบเหม่ยกุ้ย [กุหลาบ] ปลิดปลิวรอบคันงดงามยิ่ง ม่านลูกปัดสารพัดสี ตีกระทบเกรียวกราวเมื่อสารถีกระชากบังเหียนหยุดม้า ล้อไม้หมุนเอื่อยเสียดเพลาส่งเสียงอาดเบา ๆ ก่อนจะหยุดลง ข้ารับใช้ทั้งผู้ติดตามจำนวนหนึ่งลงมายืนที่หน้าและหลังรถม้านั้น
บุรุษผู้หนึ่งอายุราวสี่สิบต้น แหวกม่านปัดเดินลงมา มันสวมชุดยาวกรุยกรายไม่คล้ายขุนนาง ไม่คล้ายบัณฑิต หรูหรารุ่มร่ามเช่นเศรษฐีสกุลใหญ่ เคราแพะและคิ้วสั้นบนใบหน้าโดดเด่นยิ่ง ในมือไพล่หลังนั้นถือหนังสือไผ่ม้วนหนึ่ง ปรายหางตามองผู้เฒ่าที่ลานกว้างแว่บหนึ่ง ทำทีคล้ายไม่แลเห็น ไม่แยแสสนใจเดินผ่านมายังบันไดหิน หยุดแล้วประสานมือกล่าว “คุณชายทั้งสอง...”
“จางอวิ้นเป็ท่านจริง ๆ” จีจิ้นฝูกล่าวนำก่อนเดินออกมา
เจียงหลงกล่าวรั้งไว้ “กระบี่ข้า”
“ขออภัย... รับ” แล้วโยนคืนให้เจียงหลงที่นั่งพิงผนังไม้อยู่ จากจึงบ่ายหน้าให้จิ้นไฉผู้น้องเดินตามกันออกมากล่าวอย่างปิติยิ่ง โอบจับไหล่ทั้งสองของเศรษฐีเคราแพะผู้นั้น “ท่านจางอวิ้น ท่านมาถึงแล้ว ใช่ท่านจริง ๆ”
“จางอวิ้นมาช้า ขอคุณชายทั้งสองโปรดอภัย เกรงว่าต้องเร่งกันแล้ว ดีร้ายจะถูกไล่ล่าอีก” บุรุษเคราแพะในชุดรุ่มร่ามประสานมือกล่าวขันแข็ง
จิ้นไฉผู้น้องเดินขึ้นรถม้าแทบจะในทันทีกล่าวกับข้ารับใช้ท้ายรถ “มีอาหารหรือไม่”
แต่จิ้นฝูไม่ได้ขึ้นตามไป กล่าวกับผู้เฒ่า “ขอบคุณผู้าุโที่ช่วยเหลือ ใคร่ทราบนามท่านยิ่ง”
กู่ฉิงหรูมองที่บุรุษเคราแพะในชุดรุ่มร่ามนั้นคราหนึ่งแล้วจึงหันมากล่าวกับจีจิ้นฝูว่า “สำคัญอย่างไร แต่เพียงเฒ่าชราผู้หนึ่ง”
“เชิญคุณชายทั้งสอง เวลากระชั้นนัก” จางอวิ้นแทรกสวนขึ้น ผายมือไปที่รถม้าซึ่งจอดรอท่าอยู่ แล้วสะบัดมือลดกำดั่งคำขาด จีจิ้นฝูไม่อาจกล่าวทัดทานได้ ทำได้เพียงโค้งคำนับกู่ฉิงหรูอีกคราก่อนแล้วจึงตามขึ้นไป
ขบวนรถม้าค่อยเคลื่อนไปอีกทางแล้วผู้เฒ่าเดินช้าขึ้นบันไดหินกลับเข้ามายังศาลเ้า เจียงหลงเอนพิงผนังอยู่หลับตากล่าวกับอาจารย์ของตนว่า “อาจารย์... คนผู้นั้น”
“จะย้อนกลับมา...” กู่ฉิงหรูขยับชายชุดยาวนั่งลงใกล้กัน “เพื่อสังหาร”
เจียงหลงเห็นผู้เป็อาจารย์หลับตานิ่ง ไม่ช้าทอดถอนใจ ทำให้ออกจะเป็กังวลอยู่ จึงกล่าว “เช่นนี้ไม่สมควรค้างคืนที่นี่”
ผู้เฒ่าส่ายศีรษะเชื่องช้ากล่าวตอบ “จริงอยู่... ที่เมื่อครู่คนผู้นั้นไม่เห็นเ้า กระนั้นจะออกไปเตร็ดเตร่เวลานี้เกรงว่าประดามันซุ่มซ่อนเป็หูตาอยู่โดยรอบแล้ว”
เจียงหลงครุ่นคิดตามครู่ ก่อนเผยยิ้มขึ้น “อาจารย์มุ่งหมายใช้ศาลเ้านี้รับมือ กล่าวแล้วดียิ่ง ศิษย์อาจารย์ต่อสู้เคียงบ่า”
“ยื่นมือเ้า” สิ้นคำกู่ฉิงหรูสะบัดชายเสื้อฟาดมือขวาเจียงหลงหงิกงอไม่อาจลดกำจับกระบี่ได้ แม้เคยชินขึ้นบ้าง ในรอบห้าปีฝึกฝนวิชามาถูกฟาดมือง่อยเสียบ่อยครั้ง ยามนี้เพียงกังขาสงสัยในสาเหตุ
“เวลาเช่นนี้ยังไม่สมควรใช้กระบี่หรือ”
ผู้เฒ่าส่ายศีรษะเชื่องช้ากล่าวตอบ “จำเป็ยิ่งที่เ้าต้องซ่อนอยู่ยังผนังลวงตลอดทั้งคืน ห้ามเผยตัวออกมารั้งรอจนรุ่งสาง แล้วจึงออกวิ่งตามเงาไม้ทอดยาว เมื่อตะวันฉากยอดไม้ไร้เงา จงไปยังอีกฟากของแม่น้ำเฟิง เ้าจะพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางป่าไผ่เรืองรองหากวาสนาดีคงมีผู้ที่จะนำทางเ้าลงใต้ไปยังหุบเข้าเฟิ่งเซียน”
“นี่คล้ายศิษย์ไปต่อเพียงลำพัง…”
“ย่อมจะต้องมีผู้ชักนำมันให้พ้นเส้นทาง”