แกวก...
กลิ่นคาวเลือดโชยเข้ามาปะทะจมูกของหลี่เจี่ยหลิงชายหนุ่มไม่ให้โอกาสนางได้ตรวจสอบเขาพลิกตัวหมุนเคลื่อนเท้าหลบกดหญิงสาวในอ้อมแขนแน่นไม่ปล่อยอีกมือยกธนูขึ้นตั้งอีกมือที่โอบกอดหญิงสาวเอื้อมไปหยิบลูกศรที่หลังพาดหลัง
เขากำลังยิงธนูทั้งที่ยังสวมกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมแขนแน่นไม่ปล่อย
กลิ่นอายยามปกติของชายหนุ่มเปลี่ยนไปมันเต็มไปด้วยจิตสังหารอันแรงกล้าจนนางเองยังต้องตกใจ ดวงตาคู่นั้นราวกับมีประกายไฟแห่งการเข่นฆ่าปรากฏออกมา
หรือว่านี่คือตัวตนที่แท้จริงของเขา...
ฉึบ
ลูกธนูเหล็กตัดผ่านอากาศพุ่งเข้ากลางแสกหน้าเสือตัวนั้นเต็มแรงจนมันชะงักถอยหลังไปเล้กน้อย จ้าวห่าวหลินไม่รอช้ากดกอดหญิงสาวกระโดดถอยตัวเว้นระยะห่างและยิงซ้ำไปอีกสองดอกติด
ลูกธนูทั้งสองดอกต่างพุ่งไปยังจุดตายเสือตัวนั้นโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก่อนจะสิ้นใจล้มตัวลง
“อย่าเอาแต่ห่วงข้าจนไม่สนใจตัวเองเช่นนี้อีก”
ดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและห่วงใยแตกต่างกับก่อนหน้านี้ราวกับคนละคนแววตาของเขาทำให้นางรู้สึกหวั่นไหวจนสับสน รีบเบือนสายตาออก
เฉินเหลียงวิ่งเข้ามามองไปยังแขนของชายหนุ่มที่โชกไปด้วยเลือดก็รีบพูดขึ้น“ท่านหมอ เสี่ยวหลินดูเหมือนจะโดนเสือตัวนั้นตะปบเข้าแล้ว”
หลี่เจี่ยหลิงพ่นลมหายใจสะบัดตัวออกจากอ้อมแขนของเขาถลึงตามอง
“ทำไมไม่รู้จักระวังตัวเอาเสียเลยข้ารักษาเจ้าวันหนึ่งหายวันหนึ่ง อีกวันก็ได้แผลใหม่อีกแล้ว เจ้าบอกข้าหน่อยสิเจ้าเห็นว่ามีข้าอยู่ข้างกายจึงไม่ต้องดูแลตัวเองนักใช่หรือไม่”
จ้าวห่าวหลินมองท่าทางเกรี้ยวกราดของหญิงสาวแล้วรู้สึกว่านางช่างน่ารักนักจนหลุดหัวเราะออกมา
“ยังมีหน้ามาหัวเราะอีก”น้ำเสียงของนางไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
ช่วงเวลาที่เสือตัวนั้นพุ่งเข้าใส่เขานางรู้สึกปวดใจและลนลานจนแทบจะทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ ความกลัวที่ไร้ที่มาปรากฏขึ้นในความคิดของนางเวลานั้นนางกลัวเหลือเกินว่าจะเข้ามาช่วยไม่ทันและจะต้องเสียเขาไป กลัวว่าเขาอาจจะบาดเจ็บ
แล้วดูเจ้าทึ่มนี่สิไร้จิตสำนึก!
“เจ้าโกรธข้า?”
“แล้วคิดว่าอย่างไงข้าควรจะยิ้มให้เจ้าหรือ ...ก่อนมาข้าก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าให้ระวังตัวเพียงแค่ละสายตาจากข้าไม่นานดูว่าเจ้าเจอสิ่งใด ทั้งหมีทั้งเสือออกมากันหมดป่า”
เฉินเหลียงสะดุ้งเกาหัวด้วยความรู้สึกผิด“ท่านหมอท่านอย่าได้โกรธเคืองเสี่ยวหลินเลย ล้วนเป็นความผิดข้า”
นางมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของเฉินเหลียงก็รู้สึกใจอ่อนลงพอเหลือบสายตาไปมองใบหน้าระรื่นของสามีตัวเอง แล้วก็เกิดความรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาอีกครั้ง
นางกระแทกตัวเขาลงบนรากไม้เรียกกล่องยาออกมาทำแผลให้ชายหนุ่มตามแรงอารมณ์ ไม่สนว่าคนจะเจ็บจะปวดแค่ไหนเหอะ... ขนาดเจอเสือยังไม่สะทกสะท้าน แผลแค่นี้คงเล็กน้อยนัก
ชายหนุ่มยิ้มอ่อนแสร้งเอ่ยเสียงเบา“ฮูหยิน ข้าเจ็บ”
“เจ็บได้ดีเจ็บสิเจ้าจะได้รู้จักจำเสียบ้าง” แม้จะพูดเช่นนั้นแต่แรงที่ทำแผลก็ลดน้อยลงไปจนแทบไม่รู้สึกทำให้ชายหนุ่มแย้มยิ้มกว้างขบขันแต่ไม่กล้าหัวเราะกลัวจะยั่วโมโหหญิงสาวมากกว่าเดิม
โชคดีที่คราวนี้เขาไหวตัวหลบไว้แผลที่ได้ไม่ลึกนัก
“คราวหน้าอย่าได้ประมาทเช่นนี้อีก”
“เข้าใจแล้ว”น้ำเสียงของเขามีความตามใจอยู่หลายส่วน
พอได้ยินเขาพูดเช่นนี้นางก็รู้สึกสงบลงเล็กน้อยพอเห็นสีหน้านางดีขึ้นเขาก็รีบพูดเสริมทันที “เอาละ เลิกโกรธข้าเสียทีและบอกข้ามาว่าเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าเจ้าออกไปหาสมุนไพรที่อื่นหรอกหรือ?”
“สมุนไพรนั่นอยู่แถวนี้พอดี”
บอกได้หรือว่าเป็นห่วงเลยตามมา...
ชุนเชียงแอบอยู่บนต้นไม้ไม่ไกลหัวเราะไร้เสียงควรบอกท่านเขยดีหรือไม่ ฮูหยินคนเก่งของนางรีบออกไปหาสมุนไพรไม่นานก็กังวลจนต้องรีบกลับมาเฝ้าสังเกตการณ์ท่านเขยแทน
จุ๊ๆ ...ความรักนี่ช่างน่ากลัวนัก
ดูเหมือนท่านอาจารย์จะได้ทายาทรุ่นสามในอีกไม่ช้า
การเข้าค่ายค้างแรมในป่าก็จบลงเพียงเท่านี้เฉินเหลียงรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ต้องกลับแล้ว แต่ถึงอย่างไรการล่าในครั้งนี้พวเขาเก็บเกี่ยวมาได้มากกว่าที่คาดไว้นับว่าไม่เสียหายนัก น่าพอใจ
หลี่เจี่ยหลิงเก็บสัตว์ที่ล่าทั้งหมดเข้าแหวนมิติทำให้หมดปัญหาเรื่องขนสินค้ากลับทันทีเฉินเหลียงมองพวกมันหายวับไปกับตาแล้วก็ทอดถอนใจหากเขามีแหวนเช่นนี้สักวงคงดีไม่น้อย
หลี่เจี่ยหลิงเห็นว่าหากกลับตอนนี้ก็จะทันมื้อเย็นจึงเร่งทั้งสองกลับบ้านทันทีโดยไม่ค้างแรมในป่าอีก
ระหว่างทางจ้าวห่าวหลินบอกให้เฉินเหลียงนำทางไปดูจุดวางกับดักของพวกเขา
“พี่ใหญ่ท่านมาดูนี่สิ”จ้าวห่าวหลินนั่งลงปลดกระต่ายตัวอ้วนกลมขึ้นมาตัวหนึ่ง สำรวจมันอย่างละเอียดก่อนจะเอ่ย“ตัวเมีย กำลังท้องอยู่ด้วย”
ดียิ่ง!หากจับไปลี้ยงก็ไม่ต้องรอให้มันผสมพันธุ์กันและรอให้ตั้งท้องอีกแล้วเพียงแค่รออีกไม่กี่เดือนลูกกระต่ายชุดแรกก็จะคลอดออกมา
พอนึกถึงตรงนี้รอยยิ้มของชายหนุ่มก็เจือนลงเล็กน้อยดูเศร้าลงจนหลี่เจี่ยหลิงที่แอบมองอยู่ขมวดคิ้วสงสัยไม่ได้ว่าชายหนุ่มกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่
เฉินเหลียงหัวเราะชอบอกชอบใจ“ฮ่า ๆ เสี่ยวหลินหากว่าวิธีเลี้ยงกระต่ายของเจ้าได้ผลจริง ๆ ก็ดียิ่งต่อไปข้าจะสอนพวกชาวบ้านเลี้ยงกระต่าย พอถึงตอนนั้นก็ให้เฉินจ้านเอาไปขายให้กับเหลาอาหารในตัวเมืองฉางแบบนี้ทุกครอบครัวในหมู่บ้านก็จะไม่อดยากอีกต่อไป”
พอหลี่เจี่ยหลิงได้ยินก็หันมองชายหนุ่มด้วยความสงสัย“เจ้าเลี้ยงกระต่ายป่าพวกนี้ได้ด้วยหรือ”
เขายิ้มตอบรับ“แน่นอน กระต่ายพวกนี้แท้จริงแล้วเลี้ยงไม่ยากอีกทั้งอยู่ใกล้เขาสามารถเก็บผักป่าเหล่านี้ไปเป็นอาหารเลี้ยงพวกมันได้ตลอดอีกด้วยเช่นนี้ก็ไม่ต้องเปลืองค่าอาหารเหมือนเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น”
“เจ้าดูรู้เรื่องอะไรมากมายกว่าที่ข้าคิดนะ”
“ดีใจหรือไม่ที่มีข้าเป็นสามีเจ้า”
เฉินเหลียงหัวเราะเสียงเบาสองผัวเมียคู่นี้ช่างไร้ยางอายนัก ข้าอยู่ตรงนี้ทั้งคนยังเอ่ยคำหวานใส่กันได้อย่างไม่อายเฮ้อ... “ข้าจะไปดูกับดักตรงอื่นเสียหน่อยว่ายังมีกระต่ายติดกับดักข้าอีกหรือไม่?”
พูดจบเขาก็คว้าเอากระต่ายในมือจ้าวห่าวหลินใส่ตะกร้าตัวเองแล้วเดินออกไป
“เจ้าบอกว่าตัวเองมาจากครอบครัวใหญ่ครอบครัวเจ้าทำสิ่งใดอย่างนั้นหรือ?”
จ้าวห่าวหลินมองหน้าหญิงสาวนิ่งหลี่เจี่ยหลิงถอนหายใจสะบัดหน้าหนี “หากเจ้าไม่อยากพูดอีกก็ไม่เป็นไร”
ทันทีที่เห็นว่าหญิงสาวจะเดินหนีไปด้วยความโกรธมือหนาคว้ามือบางเอาไว้ดึงตัวเองลุกขึ้นยืนเคียงข้างนางใกล้ ๆสบประสานกับสายตาสงสัยคู่นั้น
“เจี่ยหลิง...ฟังข้านะ ที่ข้าไม่ได้บอกอะไรเจ้าเลยตอนนี้ไม่ใช่เพราะข้าไม่เชื่อใจเจ้าเพียงแต่บางเรื่องมันยากจะเอ่ยที่ข้ายังไม่บอกอะไรเจ้าตอนนี้เพราะข้ากลัวเจ้าจะจากไป”
หลี่เจี่ยหลิงขมวดคิ้วไม่พอใจ“ทำไมข้าจะต้องจากไป?”
จ้าวห่าวหลินหัวเราะสมเพชตัวเอง“เพราะทุกคนล้วนจากข้าไป”
คำพูดของเขาที่เอ่ยออกมาช่างอ้างว้างและเศร้าโศกเสียจนนางรู้สึกปวดใจแววตาคู่นั้นสะท้อนให้เห็นถึงการปิดกั้นกังวลและปวดร้าวอยู่ลึกเข้าไป
มือที่จับมือหนาไว้กำแน่น“ข้ายังอยู่ไม่ใช่หรือไง?”
ความหมายของนางก็คือนางยังอยู่ตรงนี้ไม่ได้จากไปไหนขอให้เขาอย่าได้กังวล
จ้าวห่าวหลินแย้มยิ้ม“ข้ารู้ ข้ารู้”
“อะแฮ่ม...ไปกันเลยไหม?” เฉินเหลียงกลับมา ด้านหลังของเขาเต็มแน่นไปด้วยกระต่ายอีกหลายตัว
จ้าวห่าวหลินไม่คิดปล่อยมือบางนุ่มนิ่มในมือเพียงแค่จับมือนุ่มนิ่มนี้ไว้เขาก็รู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างน่าอยู่ยิ่งนัก ไม่ได้โดดเดี่ยวอ้างว้างอีกต่อไป
หญิงสาวข้างตัวเขาคนนี้ช่างเหมือนมีพลังประหลาดบางอย่างที่ทำให้คนที่อยู่ด้วยสบายใจเชื่อใจ และพร้อมจะฝากชีวิตไว้ในมือของนางเขารู้สึกราวกับนางเป็นสิ่งที่เขาทำหายไปตอนที่ไม่พบเจอก็ไม่รู้สึกอะไรเพียงแค่อ้างว้างไปบ้าง แต่เมื่อเจอแล้วเขาก็ไม่อยากให้หายไปอีก
ไม่มีทางให้หายไปอีก!
หลี่เจี่ยหลิงก้มมองมือตัวเองที่ถูกชายหนุ่มจับจูงไม่ปล่อยเม้มปากแต่ไม่ได้เอ่ยว่าอะไรปล่อยให้เขาจูงเดินลงเขาไปทั้งแบบนั้น
ยามเซินพวกเขาก็มาถึงบ้านชุนเชียงกับหลินซื่อรอพวกเขาทั้งสามอยู่ที่บ้านสกุลหลี่อยู่ก่อนแล้วก่อนหน้านี้ชุนเชียงได้รุดหน้ามาแจ้งหลินซื่อก่อนแล้วว่าพวกเขาทั้งสามจะกลับมาวันนี้นางเลยมารอเจอสามี
พอเห็นสองสามีหนุ่มสาวเดินจูงมือกันกลับมาก็แย้มยิ้มดีใจ
นางอยู่ข้างบ้านและไปมาหาสู่กับบ้านสกุลหลี่ตลอดย่อมเห็นท่าทางที่แสดงออกของคนทั้งสองช่วงแรกพวกเขาเหมือนสามีภรรยาทั่วไปที่เพิ่งแต่งงานกันเพราะที่บ้านจับคู่ต่างฝ่ายต่างให้เกียรติกันและกันแต่ห่างเหินไม่สนิทใจ
แต่นางก็มองออกว่าทั้งสองใส่ใจซึ่งกันและกันและนางเองก็รู้สึกลุ้นอยากให้พวกเขามีความรู้สึกที่ลึกซึ้งกันยิ่งขึ้นพอเห็นเช่นนี้แล้วก็รู้สึกปลาบปลื้มใจไม่น้อยจนแย้มยิ้มกว้างมีความสุขออกมาจากใจจริง
“เมียข้าข้ากลับมาแล้ว” เฉินเหลียงรีบเดินมาหาหลินซื่อพร้อมกับเปิดตะกร้าที่ภายในเต็มไปด้วยกระต่ายหลายตัวอยู่ข้างใน
“เสี่ยวหลินบอกว่าเขารู้วิธีเลี้ยงกระต่าย ต่อไปเจ้าอยู่บ้านเลี้ยงกระต่ายพอมันออกลูกออกหลานเต็มบ้านแล้วเราค่อยขายออกไป ข้าก็จะได้ไม่ต้องเข้าป่าทิ้งให้เจ้าอยู่เรือนคนเดียวอีกแล้วดีหรือไม่?”
หลินซื่อหันไปมองจ้าวห่าวหลิน“เสี่ยวหลินเลี้ยงกระต่ายได้อย่างนั้นหรือ?”
มิใช่ว่ากระต่ายเลี้ยงยากมากหรอกหรือนางจำได้ดีว่าสามีนางพยายามมากเพียงใดเพื่อจะเลี้ยงเจ้าตัวน้อยพวกนี้สุดท้ายเลี้ยงได้ไม่ถึงเดือนก็ตายทุกที
เฉินเหลียงยิ้มกว้างรีบตอบก่อน“แน่นอนอยู่แล้ว เสี่ยวหลินของพวกเราเก่งกาจเพียงนี้ แค่เลี้ยงกระต่ายจะเป็นอะไรไปข้าจะบอกให้นะต่อไปหาพวกเราเลี้ยงกระต่ายเหล่านี้ได้ดี ข้าจะบอกวิธีเลี้ยงกระต่ายให้หัวหน้าหมู่บ้านแล้วแบ่งกระต่ายไปให้แต่ละเรือนในหมู่บ้านช่วยกันเลี้ยงไม่แน่อีกไม่กี่เดือนหมู่บ้านของพวกเราจะกลายเป็นหมู่บ้านส่งออกกระต่ายขนาดใหญ่ก็ได้ฮ่าๆๆ”
“ดีเช่นนั้นก็ดี” นางหันไปยิ้มขอบใจจ้าวห่าวหลินก่อนจะหันมองสามี “แต่เจ้าต้องบอกหัวหน้าหมู่บ้านด้วยเล่าว่าเคล็ดลับนี้ถ่ายทอดแค่คนในหมู่บ้าน”
อย่างไรเสียนี้เป็นเคล็ดวิชาที่จ้าวห่าวหลินส่งต่อให้พวกนางกับหมู่บ้านหนิวเจียแห่งนี้ เฮ้อ... ไม่ใช่ว่านางใจดำหรอกนะ แต่หากว่ากระต่ายล้นตลาดราคาก็จะตกเมื่อถึงตอนนั้นพวกชาวบ้านก็คงจะกลับมาอดยากอีกครั้งหากเป็นเช่นนั้นสามีของนางคงไม่พ้นเป็นขี้ปากพวกชาวบ้านเป็นแน่
เฉินเหลียงชะงักกะพริบตาไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างไรเสียภรรยาของเขาคนนี้ก็ละเอียดรอบคอบและเฉลียวฉลาดกว่าเขามาก
“เสี่ยวหลินขอบใจเจ้าแทนคนในหมู่บ้านแล้ว”
นางยิ่งมองยิ่งชอบเจ้าหนุ่มคนนี้เฉลียวฉลาดและรู้มารยาทดีนัก อีกทั้งยังจิตใจดี หยิบจับสิ่งใดก็ดีไปเสียหมดไม่ว่าจะซ่อมบ้าน ทำความสะอาดเรือน ทำอาหารก็ดี
หากว่านางมีลูกสาวก็คงจะให้แต่งงานกับเจ้าหนุ่มที่เหมือนเสี่ยวหลินนี่แหละ
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขอรับหากช่วยได้ข้าก็ยินดีช่วย”
ตั้งแต่มายังหมู่บ้านแห่งนี้ก็มีสองสามีภรรยาตรงหน้าคู่นี้แหละที่ช่วยเหลือเขาทุกอย่างและคอยยืนเคียงข้างเขาโดยไม่สงสัยหรือหลบหนีเหมือนคนอื่นความจริงใจที่พวกเขามอบให้จ้าวห่าวหลินเองก็ตอบรับกลับไปเท่ากัน
อีกทั้งบางทีการช่วยให้ชาวบ้านหมู่บ้านหนิวเจียแห่งนี้มีชีวิตที่ดีขึ้นก็คงจะทำให้เขารู้สึกผิดน้อยลงก็เป็นได้
“ว่าแต่...”ชุนเชียงมองอย่างมีเลศนัยก่อนจะไล่สายตามองต่ำไปยังมือทั้งคู่ที่ยังคงจับกันอยู่ “พวกท่านจะยืนกันอยู่อย่างนี้อีกนานไหมเจ้าคะ?”
หลี่เจี่ยหลิงเม้มปากดึงมือตัวเองออกก่อนจะปล่อยสัตว์ที่ล่ามาได้ลงมา
“หมี?เสือ?” หลินซื่อมองไปยังสัตว์สองตัวนั้นแล้วหันขวับไปทุบเฉินเหลียงทันที “ท่านเก่งกาจนักนะ หากว่าเสี่ยวหลินเป็นอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร?” นางถลึงตาใส่สามีช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาเสียเลยนางจะทุบให้ตายไปเสีย...
เฉินเหลียงยกมือขึ้นกัน“เมียรักข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจหมีกับเสือพวกมันได้กลิ่นเลือดเลยตามพวกข้ามาเจ้าอย่าได้โกรธเคืองเลย”
จ้าวห่าวหลินมองสองสามีภรรยาวิ่งไล่ทุบตีก็หัวเราะออกมาเสียงหัวเราะทำให้ทั้งสองหยุดลงและเฉินเหลียงก็หัวเราะตามอย่างอารมณ์ดี หลินซื่อมองทั้งสองคนแล้วได้แต่ถอนหายใจหนัก
“เอาเถอะทั้งสองคนกลับมาดีก็ดีแล้ว”
เฉินเหลียงส่งสายตาขอบคุณจ้าวห่าวหลินก่อนเฉินเหลียงจะขอให้ชุนเชียงช่วยขนซากพวกมันกลับเรือนตน
จ้าวห่าวหลินรู้สึกว่าสองวันมานี้กินแต่เนื้อค่อนข้างหนักท้องเขาจึงเข้าครัวไปทำบะหมี่ง่าย ๆ เป็นมื้อเย็น โดยมีหลินซื่อตามเข้าไปเป็นลูกมือช่วยจ้าวห่าวหลินทำครัว
หลี่เจี่ยหลิงมองทั้งสองช่วยกันทำอาหารอย่างคล่องแคล่วชำนาญริมฝีปากบางแย้มยิ้มมองใบหน้าหล่อเหลาของเขา หลินซื่อแอบมองทั้งสองคนแล้วหัวเราะคิกคักชอบใจ
ไม่นานบะหมี่ชามใหญ่ก็ถูกนำออกมาวางบนโต๊ะแปดเซียนมีกับข้าวเป็นเครื่องในผัดพริก ปลานึ่งซีอิ๊ว และผัดผักอีกหลายจาน
เฉินเหลียงมองบะหมี่ในชาม“ข้าไม่เคยเห็นบะหมี่เช่นนี้มาก่อน” ในชามของเขานอกจากมีเส้นบะหมี่น้ำแกงแล้วยังมีผัดเนื้อบางอย่างวางโป๊ะอยู่ด้านบน พร้อมกับไข่ต้มอีกลูกด้านข้างมีผักใบเขียว
ช่างเป็นบะหมี่ที่ดูมีสีสันยิ่งนักทั้งเขียวทั้งแดงดูท่าทางเผ็ดร้อนน่ากินเหลือเกิน
หลินซื่อถลึงตาใส่“แน่ละเจ้าจะเคยเห็นได้อย่างไงกัน มีบะหมี่ร้านไหนกล้าใส่เนื้อให้เจ้าบ้างเล่า”
คำพูดของนางทำให้ทุกคนหัวเราะสักพักจ้าวห่าวหลินก็นึกขึ้นได้ลุกขึ้นไปห้องครัวหยิบไหหนึ่งออกมาเดินเซมาทางห้องโถงใหญ่เฉินเหลียงเห็นท่าทางแล้วก็รีบลุกขึ้นไปช่วยยก
“เสี่ยวหลินนี่คือสิ่งใด”
“สาโทขอรับ”จ้าวห่าวหลินเปิดฝาโอ่งออก กลิ่นสาโทผสมกับสมุนไพรหลายตัวโชยออกมาเรียกน้ำลายของทุกคน
“ชุนเชียงไปเอาจอกมาแบ่งสาโทให้ทุกคนลองเถอะ”
ไม่ต้องรอให้สั่งซ้ำสองชุนเชียงรีบวิ่งออกไปจัดการเตรียมจอกเหล้าตามจำนวนคนรีบตักสาโทออกมารินแจกเมื่อทุกคนได้ลองรสชาติหวานหอมช่างแตกต่างกับเหล้าที่พวกเขาเคยได้ดื่มนักเหล่าพวกนั้นล้วนแต่แสบคอและมีกลิ่นแรง ต่างกับสาโทที่มีกลิ่นสมุนไพรสดชื่น
“อร่อยยิ่งนัก”เฉินเหลียงพึงพอใจยิ่งดื่มทีเดียวหมดจอก ยิ่งดื่มไปกินบะหมี่และผัดเครื่องในไปด้วยช่างเข้ากันยิ่งนัก ยิ่งกินยิ่งเพลิน
หลี่เจี่ยหลิงชิมไปเล็กน้อยก็ห้ามไม่ให้ชุนเชียงเติมสาโทให้กับจ้าวห่าวหลินอีกนางรู้สึกว่าสาโทนี่ฤทธิ์แรงกว่าเหล้าปกตินัก ร่างกายของเขาไม่ดีนักจึงไม่ควรดื่ม
“ไว้เจ้าหายดีแล้วข้าจะให้เจ้าดื่ม”เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของชายหนุ่ม นางก็อดที่จะเอ่ยบอกไม่ได้
จ้าวห่าวหลินไม่ใช่คนดื้อดึงนางบอกไม่ให้ดื่มอีกเขาก็ไม่คิดจะดื่มอีก ก่อนจะเอ่ยว่า “ไว้ถึงเทศกาลฉงหยางข้าจะทำขนมฉงหยางให้เจ้ากินรับรองว่าอร่อยไม่แพ้กัน”
หลี่เจี่ยหลิงรู้สึกว่ายิ่งอยู่ด้วยกันยิ่งรู้จักชายหนุ่มตรงหน้าก็มีเรื่องอะไรให้นางประหลาดใจและค้นหาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
“อืม...ข้าจะรอ”