ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 172 ออกจากเขตโบราณสถาน
ร่างที่ทำจากหินสูงสามเมตรค่อยๆ ก้าวเดินออกมา ก่อนที่ประตูมิติจะหดแคบลงจนแทบมองไม่เห็น
โกเลมร่างใหญ่ถือแผ่นศิลาสีเทาก่อนจะเดินวนไปรอบๆ มันพยายามดึงซากหินบนพื้นออกไปเพื่อให้มิติประดิษฐ์ตรวจสอบพื้นที่ด้านล่างของซากปรักหักพังได้ดีขึ้น
จินเฝ้าดูการกระทำของโกเลมหินผ่านหน้าจอภายในห้องควบคุม ในขณะที่โกเลมหินเหวี่ยงแขนของมันไปมา เดินวนรอบประตูมิตินั้น จินก็จับสัมผัสแผ่วเบาได้จากแผ่นศิลาสีเทาที่อยู่ภายในมือของโกเลมหิน
'เหมือนแรงกระเพื่อมที่ส่งออกมาจากมันจะรุนแรงขึ้น?' ทีแรกจินไม่แน่ใจนัก ยืนกอดอกมองภาพบนหน้าจอพร้อมกับขมวดคิ้วไปด้วย
สัญญาณที่ส่งออกจากแผ่นศิลาสีเทาขึ้นๆ ลงๆ แผ่วบ้าง รุนแรงขึ้นบ้าง ไม่มีความแน่นอนใดๆ แต่เมื่อจับสัมผัสไปสักพัก จินก็พบข้อสังเกตบางอย่าง จึงสั่งให้โกเลมหินเดินวนรอบๆ เป็นวงกลม จากนั้นจึงขยายรัศมีการเดินออกไปอีก
ในที่สุดเขาก็แน่ใจ ดูเหมือนว่าแผ่นศิลาสีเทาจะถูกกระตุ้นจากบางสิ่ง เมื่อลองให้โกเลมหินลองเดินวนเป็นวงกลมแล้วขยายรัศมีออกไป หลายอย่างก็ชัดเจนขึ้น ในบางทิศทาง หินศิลาที่โกเลมถืออยู่จะส่งสัญญาณที่รุนแรงมากกว่าปกติ แต่ก็เป็นเพียงความแตกต่างเล็กๆ เท่านั้น แทบจะแยกไม่ออกหากไม่ตั้งใจสังเกตดีๆ
นั่นเป็นเหตุผลที่จินออกคำสั่งให้โกเลมหินเดินไกลเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เพราะต้องการจะเปรียบเทียบว่าความรู้สึกที่ตนเองสัมผัสได้นั้นถูกต้องหรือไม่...
จริงดังว่า ในทิศทางหนึ่งแรงสั่นกระเพื่อมที่ส่งออกมาจากแผ่นศิลาสีเทาดูจะรุนแรงมากกว่าทิศทางอื่น แม้จะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อผ่านการทดสอบซ้ำอยู่หลายรอบ ร่างวิญญาณโปร่งแสงภายในมิติประดิษฐ์ก็แน่ใจ
'นี่ยืนยันได้แล้วว่าหินศิลาแผ่นนี้มีความเกี่ยวข้องกับซากโบราณสถานที่ตกลงมาบนโลกมนุษย์โดยแท้จริง ดูซิว่ามันจะช่วยอะไรเราได้บ้างในสถานการณ์นี้' จินหรี่ตาลงเล็กน้อยจ้องมองไปยังภาพบนหน้าจอ จากนั้นจึงสั่งการผ่านกระแสจิตไปถึงโกเลมหินที่อยู่ด้านนอก
'หันซ้าย แล้วเดินตรงไป... ช้าๆ ไม่ เบี่ยงขวาอีกนิด ถูกต้อง แล้วก็ตรงไปอีก' จินกำกับการกระทำของโกเลมหินทีละขั้นตอน
ร่างสูงใหญ่กว่าสามเมตรค่อยๆ ย่ำเท้าไปตามซากปรักหักพัง มันเคลื่อนที่ช้าๆ ตามคำสั่งของจิน
ประสาทสัมผัสของจินพุ่งเป้าไปที่แผ่นศิลาสีเทาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากระยะทางของโกเลมหินที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ทำให้เขายิ่งต้องจดจ่อกับมันมากขึ้น
'สั่นแรงขึ้นอีกแล้ว' โกเลมหินเดินไปค่อนข้างไกลจากจุดที่จินอยู่ ทำให้จินต้องออกคำสั่งเสียใหม่ 'หยุด!'
ร่างของโกเลมหินหยุดทันทีตามที่สั่ง จินใช้จังหวะนี้ปิดประตูมิติก่อนจะเคลื่อนมิติประดิษฐ์ไปให้ใกล้กับโกเลมหินมากขึ้น เพราะระยะทางที่ห่างกันมากเกินไป ทำให้การรับรู้ของจินเริ่มไม่ชัดเจนแล้ว
จินหยุดมิติประดิษฐ์ไว้ที่ด้านหน้าของโกเลมหิน ก่อนจะเปิดช่องทางเล็กๆ เพื่อเชื่อมต่อกับโลกภายนอกอีกครั้ง จากนั้นจึงออกคำสั่งกับโกเลมหินให้เดินหน้าไปยังทิศทางเดิม
เวลาผ่านไปไม่นาน สัญญาณที่ส่งมาจากแผ่นศิลาสีเทาก็รุนแรงมากจนจินที่อยู่ค่อนข้างไกลยังสัมผัสได้ชัดเจน
'หยุดๆ' จินรีบบอกโกเลมหินให้หยุดทันทีเมื่อแรงสั่นกระเพื่อมที่สัมผัสได้นั้นพุ่งสูงจนถึงจุดสูงสุดแล้วมันก็เริ่มแผ่วลง
'ถอยกลับมาด้านหลัง อีกนิด...หยุด!' จินสัมผัสได้ว่านี่คือจุดที่สัญญาณรุนแรงมากที่สุดจึงให้โกเลมหินเดินกลับมา จากนั้นจึงสั่งให้มันลงมือรื้อค้นซากปรักหักพังที่อยู่ใต้เท้า
โกเลมหินทำตามคำสั่งของเจ้านายอย่างเคร่งครัด มันเหมือนกับเป็นหุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ร่างใหญ่ใช้มือข้างที่เหลือค่อยๆ ดึงหินด้านล่างออกทีละชิ้นแล้วโยนไปไว้ข้างๆ
เพียงครู่หนึ่ง หลังจากเศษหินเศษอิฐก็ถูกปัดกวาดออกไปพอสมควรก็เผยให้แท่นศิลาขนาดใหญ่เท่าท่อนขาของโกเลมหินแทรกตัวอยู่ในกองหิน แม้จะมีรอยแตกอยู่รอบๆ แต่มันก็ดูมีสภาพที่ดีกว่าชิ้นส่วนอาคารที่แทบจะกลายเป็นฝุ่นผงพวกนั้นมาก
จินให้ความสนใจมันในทันทีเพราะเมื่อโกเลมหินคุ้ยเศษซากปรักหักพังออกไปจนเจอแท่นหินนี้ แผ่นศิลาสีเทาก็ดูจะมีปฏิกิริยามากขึ้นกว่าเก่า
ขณะที่โกเลมหินคว้ามันขึ้นมาและกำลังจะเหวี่ยงทิ้งไปด้านข้างตามคำสั่งเก่า จินก็รีบหยุดการกระทำของมันทันทีเพราะกลัวว่าแท่นหินที่ดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือบางอย่างนั้นจะเสียหาย
'หยุด!' ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่จินออกคำสั่งนี้ เขารีบเคลื่อนมิติประดิษฐ์เข้ามาใกล้โกเลมหินพร้อมกับเปิดประตูมิติขึ้นใหม่ นี่ก็เพื่อจะเข้ามาพิจารณาสิ่งนี้ใกล้ๆ
จินมองดูแท่นหินแปลกๆ นั่นในทุกๆ มุม โดยให้โกเลมหินยกมันหมุนไปรอบๆ
เหมือนว่านี้จะเป็นเครื่องมือบางอย่างที่เคยติดตั้งอยู่ภายในซากโบราณสถานและตัวมันก็ยังเหลือพลังงานสำรองอยู่บ้าง จึงทำให้แผ่นศิลาสีเทาเกิดปฏิกิริยาขึ้นได้
เนื่องจากมันมีปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน จินเชื่อว่าพวกมันต้องมีความเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่ จึงสั่งให้หน่วยสำรวจภาคพื้นดินของเขาค่อยๆ หาวิธีนำมันมาเชื่อมต่อกัน
และวิธีการนั้นก็ง่ายแสนง่าย เมื่อโกเลมหินทำตามคำแนะนำของจิน เพียงทดลองเป็นครั้งแรก ส่วนบนสุดของแท่นศิลาก็ยึดติดเข้ากับแผ่นศิลาสีเทาทันที
มีเสียงประหลาดดังออกมาจากแท่นศิลา มันคล้ายกับเป็นประโยคคำพูดบางอย่าง แต่จินฟังไม่ออกแม้แต่น้อยว่าหมายความว่าอย่างไร
ไม่นานแผ่นศิลาสีเทาก็เปล่งแสง ลำแสงสีฟ้าพุ่งออกจากตัวของแผ่นศิลาเกิดเป็นภาพสามมิติที่แสดงให้เห็นแบบแปลนบางอย่าง
ดูเหมือนว่าภาพสามมิติสีฟ้าตรงหน้าจะเป็นแบบแปลนคร่าวๆ ของอาคารทั้งหมดในที่แห่งนี้ ซึ่งแสดงรายละเอียดพื้นที่บางจุดที่ละเอียดกว่าที่อื่น เมื่อจินตรวจสอบดูแล้ว มันน่าจะเป็นแบบแปลนส่วนหนึ่งของซากโบราณสถานที่ไปปรากฏบนโลกมนุษย์
มันแสดงแปลนอาคารส่วนอื่นด้วยเช่นกันเพียงแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก บางทีแผ่นศิลาสีเทาแผ่นนี้อาจจะไม่ได้ใส่ข้อมูลทั้งหมดเอาไว้ เพียงแต่บรรจุข้อมูลในส่วนที่ตนเองมีอำนาจเข้าถึงเท่านั้น ดูเหมือนว่าการรักษาความปลอดภัยของผู้คนที่เคยครอบครองซากโบราณสถานจะค่อนข้างรัดกุมมากทีเดียว บางทีที่นี่อาจจะเป็นสถานที่ที่คล้ายกับบริษัทบนโลกมนุษย์สมัยก่อน ซึ่งแต่ละคนมีหน้าที่และการเข้าถึงระบบของอาคารแตกต่างกัน
แน่นอนว่าการคาดเดาของจินอาจจะผิด เพราะอารยธรรมต่างมิติก็ไม่ใช่สิ่งที่คนจากโลกมนุษย์อย่างเขาจะสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ
จินจ้องมองภาพสามมิติตรงหน้าด้วยใบหน้าที่ดูไม่สบอารมณ์... ตอนนี้อาคารต่างๆ ล้วนถูกทำลายจนกลายเป็นเพียงเศษซากไปแล้ว เขาจะต้องการแบบแปลนไปทำอะไร นี่มันไร้ประโยชน์สิ้นดี!
ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะหมดคุณค่าไปทันทีหลังจากที่ได้ทราบการทำงานของมัน จินยืนนิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อปรับอารมณ์ ก่อนจะสั่งให้โกเลมหินค้นหาความลับของมันเพิ่มเติม ดูว่ามันได้บันทึกข้อมูลอะไรเอาไว้อีกหรือไม่
โกเลมหินปาดมือไปมาอย่างเก้ๆ กังๆ ผ่านภาพสามมิติสีฟ้า แบบแปลนเลื่อนไปเลื่อนมาจนในที่สุดภาพทั้งหมดก็ถูกดึงออกจนมองเห็นเป็นมุมกว้าง
นี่เหมือนเป็นภาพแผนที่จากมุมสูง แสดงให้เห็นอาคารต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณนี้ทั้งหมด ซึ่งกินพื้นที่ไปถึงเขตรอบนอกของซากโบราณสถานด้วย
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น สายตาของจินก็จับจ้องไปยังแผนที่ด้วยความสนใจอีกครั้ง ใบหน้าที่เคยบูดบึ้งดูสดใสขึ้นเล็กน้อย
จินสั่งให้โกเลมหินยกแท่นศิลา ยื่นภาพแผนที่ขึ้นมาให้ตนเองเห็นชัดๆ
แน่นอนว่าตำแหน่งพื้นที่ตรงกลางนั้นไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง เพราะโบราณสถานทั้งหมดถูกทำลายล้างไปหมดแล้ว แต่กับพื้นที่รอบข้างนั้นไม่ใช่ จินสังเกตพวกมันทีละจุดอย่างใจเย็น
พื้นที่รอบนอกมีคำกำกับที่อ่านไม่ออกอยู่ ดูเหมือนจะเป็นภาษาเดียวกับที่สลักอยู่หลังแผ่นศิลาสีเทา โชคดีที่นอกจากตัวอักษรที่ไม่รู้จักเหล่านั้นแล้ว บนแผนที่ยังคงมีรูปภาพสัญลักษณ์ที่พอจะสื่อความหมายออกมาได้บ้าง
จุดแรกที่จินเห็นนั้นอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแผนที่ มีสัญลักษณ์อาวุธและรูปสัตว์บางชนิดที่จินเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นสัตว์ประเภทไหนกำกับอยู่ จินพยายามทำความเข้าใจสัญลักษณ์ที่เห็นผ่านจอภาพ และตั้งชื่อให้มันว่าพื้นที่การล่า เพราะเขาเดาว่าสถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นที่ที่เอาไว้ใช้ล่าสัตว์ ซึ่งจริงเท็จประการใดก็ไม่อาจแน่ใจได้
พื้นที่ต่อมาอยู่ทางเหนือ เป็นสัญลักษณ์เป็นแอ่งและมีเส้นสายยาวๆ เชื่อมต่อตัดเข้าที่ตรงกลาง จินคาดเดาว่ามันน่าจะเป็นแหล่งน้ำ เพราะคาดคะเนเอาจากพื้นที่ทั้งสองฟากฝั่ง เมื่อมีน้ำก็ย่อมมีชีวิต แน่นอนว่าความคิดของจินอาจจะผิด สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้อาจจะไม่ต้องการน้ำก็เป็นได้ และพื้นที่ทางตอนเหนืออาจจะเป็นสิ่งอื่น จินจะไม่มีทางรู้เลยหากไม่ไปสำรวจด้วยตนเอง
ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แทบจะสุดขอบของแผนที่ มีสัญลักษณ์คล้ายบ้านหลายหลังกำกับเอาไว้ จินจึงเดาว่ามันเป็นหมู่บ้านหรือเขตชุมชนสักอย่าง
สำหรับทางทิศตะวันออกก็มีสัญลักษณ์เป็นสิ่งปลูกสร้างคล้ายบ้านเช่นกัน แต่รายละเอียดของมันดูยิ่งใหญ่กว่าเขตชุมชนด้านบนเสียอีก บางทีอาจจะเป็นที่อยู่ของผู้มีอำนาจ? ปราสาท? ราชวัง?
ทั้งหมดเป็นสิ่งที่จินเดาขึ้นทั้งนั้นจากภาพที่เห็น และส่วนอื่นของแผนที่ก็ไม่ได้มีจุดใดที่แสดงสัญลักษณ์เด่นชัดอีกแล้ว
มองภาพแผนที่เหล่านั้นแล้วจินก็รู้สึกว่ามีข้อมูลให้ยึดเกาะมากขึ้น อย่างน้อยเขาก็ต้องลองไปสำรวจพื้นที่รอบนอกของโบราณสถานดูว่ายังคงมีสถานที่เหล่านั้นอยู่จริงๆ หรือไม่ แล้วแท้จริงพวกมันคืออะไรกันแน่
ต้องทราบก่อนว่าโบราณสถานที่จินอยู่นี้ต้องเก่าแก่อย่างมาก อายุไม่ต่ำกว่าหลายพันปี เขาไม่ทราบความเป็นมาว่าทำไมถึงถูกทิ้งร้าง แล้วเหตุใดช่วงไม่กี่ปีมานี้มันจึงถูกทำลายจนเหลือเพียงแต่ซากทั้งๆ ที่มันตั้งอยู่เช่นนี้มานับพันปี
แต่สิ่งที่เขาทราบแน่ชัดคือแผ่นศิลาสีเทาและแท่นหินที่ดูจะเป็นเครื่องมือบางอย่างนั้นต้องมีอายุที่ยาวนานมาก รวมไปถึงข้อมูลที่บรรจุอยู่ภายในนั้นด้วย...
จินจ้องมองแผนที่ด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน ในที่สุดเขาก็พอจะมีข้อมูลอะไรบางอย่างเกี่ยวกับมิติแห่งนี้ให้คว้าจับไว้ แต่โชคร้ายที่ข้อมูลเหล่านั้นมันล้าสมัยเสียเหลือเกิน
ข้อมูลเหล่านี้น่าจะไม่ได้รับการปรับปรุงมานานกว่าพันปี ซึ่งในระยะเวลาพันปีนั้น สิ่งใดจะเกิดขึ้นบ้างก็ไม่รู้ พื้นที่ต่างๆ ที่ถูกระบุอยู่บนแผนที่จะยังเป็นเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้
ดูอย่างโบราณสถานที่ยิ่งใหญ่ตรงหน้านี่สิ... มันยังเปลี่ยนกลายเป็นเศษซากปรักหักพังไร้ค่า ไม่เหลือเค้าความยิ่งใหญ่ในอดีตแม้แต่น้อย
จินหรี่ตาเล็กลงก่อนจะออกคำสั่งให้โกเลมหินแบกแท่นศิลาขนาดเท่าขาของมันเดินทางไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโบราณสถาน
ในเมื่อเขาคาดเดาว่ามันคือพื้นที่สำหรับการล่า เพราะฉะนั้นบริเวณดังกล่าวน่าจะอิงกับธรรมชาติเป็นหลัก หากไม่มีใครไปยุ่งกับมัน มันก็ควรจะรักษาสภาพเดิมเอาไว้ได้มากที่สุด
จินไม่รอช้า ปิดรอยแยกมิติก่อนจะขับเคลื่อนมิติประดิษฐ์ตามหลังโกเลมหินไปไม่ห่าง