หลังจากมอบหนังสือหย่าที่ถืออยู่ในมือให้กับซูเหยียนแล้ว ฟางลั่วเฉินก็เดินกลับไปที่เรือนพักของตน ด้วยสีหน้าเศร้าหมอง เขาหย่อนร่างนั่งลงบนเก้าอี้ ด้วยความเหนื่อยล้าและรู้สึกหดหู่ใจ ลั่วเฉินยกมือทั้งสองข้างขั้นนวดคลึงขมับของตัวเองเบาๆ ความรู้สึกในหัวของเขาตอนนี้ช่างสับสนและซับซ้อน
ลั่วเฉินเคยคิดว่าการติดสินใจของเขานั้นเป็สิ่งถูกต้องและสมควรทำ แต่ทว่าั้แ่เขามอบหนังสือหย่าให้ซูเหยียนหัวใจของเขากลับบีบรัดอย่างปวดร้าว คล้ายกับหัวใจที่อยู่ในอกดวงนี้ กำลังต่อต้านกับการกระทำของเขาอยู่ก็ไม่ปาน
"ไม่..ข้าทำถูกแล้ว..จะมัวคิดลังเลใจทีหลังไม่ได้" เขาพึมพำกับตนเองเบาๆ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
เพราะการแต่งงานที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับซูเหยียน คือกับดักที่เสนาบดีซูบิดาของนางสร้างขึ้น เขาจึงจงเกลียดจงชังนางนัก เพราะคิดว่าตนถูกหยามศักดิ์ศรี แต่ถ้านึกมองย้อนกลับไป ถ้านางไม่ได้ใช้เล่ห์กลเพื่อที่จะได้แต่งเข้าตระกูลฟาง ทุกสิ่งทุกอย่างจะลงเอยดังเช่นวันนี้หรือไม่ สุดท้ายแล้วเขาก็พึ่งรู้ตัว ว่าตนเองก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจนางมากเท่าที่ควรจะเป็ เขาใจลอยครุ่นคิดถึงเื่ราว
ในขณะที่ลั่วเฉินกำลังขบคิดและมีความรู้สึกที่สับสนยุ่งเหยิงอยู่ในหัว ทางด้านของซูเหยียนกลับเริงร่าด้วยความปิติยินดี นางและบ่าวหญิงคนสนิททั้งสอง ช่วยกันเร่งมือเก็บของบางส่วนที่ยังเหลืออยู่ เพราะว่าก่อนหน้านี้ได้ทยอยขนของออกไปบ้างแล้ว จึงทำให้เหลือข้าวของที่ต้องขนไปไม่มากนัก
"ฮูหยินเ้าคะ"
"ว่ายังไง"
"จะส่งคนไปแจ้งเื่ที่เกิดขึ้น ให้คนตระกูลซูเมื่อไหร่เ้าคะ บ่าวจะได้เตรียมจัดการ"
ชุ่ยเหอถามเ้านายอย่างเป็กังวล เพราะคนตระกูลซูที่นางหมายถึง นั่นก็คือบิดาของนายหญิงของนาง เขาคือเสนาบดีซูบุรุษผู้มากด้วยอำนาจ นางไม่อยากจะคิดเลย ว่าถ้าเสนาบดีซูรู้เื่หย่าขาด เขาผู้ที่รักบุตรสาวดั่งแก้วตาดวงใจ จะบันดาลโทสะเช่นไรใส่อดีตสามีของนายหญิง
"ยังก่อน..รออีกสักพักให้ทุกอย่างมันเข้าที่เข้าทางกว่านี้อีกสักหน่อย จะแจ้งเื่กับบิดาข้าเมื่อไหร่นั้น เอาไว้ข้าจะตัดสินใจแล้วค่อยบอกเ้าให้รู้อีกที" ซูเหยียนเอ่ยอย่างจริงจัง
"เ้าค่ะ
ซูเหยียนคิดทุกอย่างด้วยความรอบคอบ ว่าจะปิดบังเื่หย่าขาดสามีไปสักระยะหนึ่ง รอสร้างชื่อในฐานะหมอให้ได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นบิดาของนางเสนาบดีซูจะต้องไม่ยอมให้นางออกมาอยู่เองเพียงลำพัง ไม่แคล้วจะบีบบังคับพาตัวนางกลับจวนตระกูลซูเป็แน่ จวนตระกูลซูไม่ใช่ไม่ดี แต่นางก็ต้องคิดเผื่อน้องสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือน อีกอย่างมีจวนเป็ของตัวเอง ก็ทำให้นางกระทำการใดๆสะดวกกว่ามาก
"เมล็ดพันธุ์และต้นอ่อนของสมุนไพร ที่ข้าให้เ้าไปติดต่อขอซื้อจากโรงหมอ เ้าจัดการไปถึงไหนแล้วชุ่ยเหอ"
"เรียบร้อยแล้วเ้าค่ะนายหญิง ต้นอ่อนสมุนไพรและเมล็ดพันธุ์ บ่าวได้ให้คนขนย้ายไปที่จวนหลังใหม่เรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ"
"อืม..ดีมาก ไม่เสียแรงที่เ้าติดตามข้ามมานาน ทำทุกอย่างได้ดั่งใจข้านัก" ซูเหยียนเอ่ยชมบ่าวหญิงคนสนิทเสียงหวาน
ซูเหยียนคิดจะปลูกสมุนไพรไว้ในมิติลับของตน นางลองเอาดอกไม้ใบหญ้าเข้าไปทดลองปลูกดูก่อนแล้ว ปรากฏว่าผ่านไปเพียงแค่สองวัน ต้นไม้และดอกไม้กลับเติบโตเจริญงอกงามขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ นางจึงไม่รอช้าให้บ่าวคนสนิทไปจัดการ หาต้นอ่อนสมุนไพรและเมล็ดพันธุ์สมุนไพรเพื่อเตรียมไว้ในทันที
"ไม่ต้องห่วงนะชุ่ยเหอ..อิงเถา เ้าสองคนติดตามข้า ข้าไม่ให้เ้าลำบากแน่ เอาไว้ข้าร่ำรวยเมื่อไหร่ ข้าจะหาชายหนุ่มรูปงาม มาแต่งเป็สามีให้กับพวกเ้าทั้งคู่เลย ไม่ต้องห่วงเชื่อมือข้าเถอะ" ซูเหยียนเอ่ยหยอกล้ออย่างอารมณ์ดี
"โธ่..นายหญิงบ่าวไม่กลัวความลำบากหรอกนะเ้าคะ แล้วก็บ่าวไม่เอาหนุ่มรูปงามด้วยเ้าค่ะ" ชุ่ยเหอตอบกลับนายหญิงของตนด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
"เอาหนุ่มรูปงามมาทำไมหรือเ้าคะนายหญิง"
อิงเถาในวัย13หนาวไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่นายหญิงของนางพูดสักเท่าไหร่นัก เพราะที่นางเห็นบ่าวชายในเรือนส่วนมากล้วนร่างกำยำสูงใหญ่ พวกรูปงามแรงน้อยนั้นไม่มีให้เห็นเลย
"ก็เอาหนุ่มรูปงามมาให้พี่สาวชุ่ยเหอของเ้าน่ะซิ"
"นายหญิง..ท่านแกล้งบ่าวอีกแล้วนะเ้าคะ" ชุ่ยเหออายม้วนกับท่าทีหยอกล้อของผู้เป็นาย
"ไม่ดี...ไม่ดีเ้าค่ะ" อิงเถาร้องออกมาเสียงหลง จนซูเหยียนกับชุ่ยเหอถึงกับงงในท่าทีของนาง
"เหตุใดถึงไม่ดีเล่าอิงเถา" ซูเหยียนเอ่ยถามบ่าวตัวน้อยอย่างสงสัย เพราะไม่รู้ว่าหัวเล็กๆของอิงเถานั้นคิดอะไรอยู่
"เพราะมามาาุโเคยบอกกับบ่าวว่า พวกหนุ่มรูปงามแรงน้อย หาบน้ำผ่าฟืนไม่ได้ อย่าได้คิดไปข้องเกี่ยวเชียวนะเ้าคะ" อิงเถาตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"ฮ่าๆๆๆ" ซูเหยียนหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างไม่สงวนท่าที
"นายหญิงอย่าได้หัวเราะไป..โบราณว่าเราควรเชื่อคำพูดของคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน..นะเ้าคะนายหญิง"
อิงเถายังคงยึดมั่นในความคิดของตน จนชุ่ยเหอที่นั่งข้างๆก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม เอ็นดูในความใสซื่อของนาง
"ได้..ได้ๆ..ทุกอย่างล้วนฟังเ้า ฮ่าๆๆ" ซูเหยียนหัวเราะจนตัวงอ นานแค่ไหนแล้วนะที่นางไม่ได้หัวเราะอย่างเบิกบานใจเช่นนี้
"ขอบพระคุณนายหญิงที่เห็นด้วยกับอิงเถาเ้าค่ะ" อิงเถายิ้มแก้มแทบปริ นางรู้สึกดีใจที่เ้านายเห็นด้วยกับความคิดของตน
ในความคิดของมามาาุโผู้นั้น นางมีความคิดว่าสามีก็ไม่ต่างอะไรกับคนรับใช้ จึงจำเป็ต้องเลือกชายที่แข็งแรงหน่อยถึงจะดี เพราะคำกล่าวที่ไม่จริงจังของมามาาุโท่านนั้น ใครจะรู้ว่าอิงเถาจะเก็บเอามาคิดจริงจังและจำฝังใจ จนสุดท้ายเมื่อเติบโตขึ้น นางก็ได้แต่งงานกับบุรุษที่มีเรี่ยวแรงมหาศาล ดุจดั่งพลังช้างสาร นั่นเป็เื่ที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง หลังจากที่อิงเถาอายุ18หนาว
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ จวนตระกูลฟาง
เหล่าสาวใช้ต่างพากันกระซิบกระซาบกัน ถึงการเคลื่อนไหวที่ใหญ่โตของซูเหยียนและบ่าวหญิงคนสนิท อันที่จริงั้แ่เมื่อสามก่อน บ่าวไพร่ก็ได้เห็นการขนย้ายหีบสินเดิมของซูเหยียนมาบ้างแล้ว บ่าวไพร่ในจวนตระกูลฟางต่างพากันพูดไปต่างๆนานา แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าฮูหยินน้อยจะยอมหย่าขาด จากลาแม่ทัพฟางลั่วเฉินไปง่ายๆแบบนี้ จึงเป็ที่น่าแปลกใจยิ่งนัก บ้างนินทาว่านางช้ำใจกับการกระทำของสามี จนไม่อาจที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อในจวนตระกูลฟางแห่งนี้ได้อีกต่อไป
"เก็บข้าวของ..ของข้าไปให้หมด อย่าได้เหลือทิ้งไว้แม้แต่ชิ้นเดียว เพราะข้าไม่อยากเสียเวลามาเหยียบจวนตระกูลฟางอีก!" ซูเหยียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเ็า
"เ้าค่ะ"/"ขอรับ"
บ่าวชายหญิง ที่ชุ่ยเหอไปซื้อตัวมาจากพ่อค้าทาส ล้วนเป็บ่าวที่หน่วยก้านใช้ได้เลยทีเดียว เพราะว่าทาสเหล่านี้ไม่ใช่ทาสธรรมดาแต่เป็หลวง เป็ทาสที่เคยทำงานในจวนตระกูลขุนนาง มาก่อน ที่ซูเหยียนสั่งให้บ่าวคนสนิทไปซื้อทาสหลวงแทนที่จะเป็ทาสทั่วไปนั้น เพราะว่าก่อนการซื้อขายทาสหลวงทุกครั้ง จะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและประทับตรารับรองความประพฤติให้ จึงมั่นใจได้ว่าจะได้คนที่ซื่อสัตย์มือเท้าสะอาดไม่มีประวัติอาชญากรรม
บ่าวหญิงชายคนที่ชุ่ยเหอพามา ต่างทำงานมือไม้คล่องแคล่ว ไม่นานก็จัดการข้าวของที่เหลืออยู่ของซูเหยียนจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย
"นายหญิงเก็บของทั้งหมดเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ"
ชุ่ยเหอรีบมารายงานเ้านาย เพราะนางรู้ว่านายหญิงของนางอยากจะรีบ ออกไปจากจวนตระกูลฟาง
"เรียบร้อยแล้วก็ดี..พวกเราไปกันเถอะ" นางเอ่ยกับบ่าวคนสนิทด้วยท่าทีเป็กันเอง ใบหน้าหวานแสดงออกถึงความรู้สึกโล่งในอก และรู้สึกยินดีกับอิสรภาพของตน
ในขณะที่ซูเหยียนกำลังจะก้าวเดินไปที่รถม้า ก็เกิดมีแสงแดดส่องประกายมาตรงที่นางยืนอยู่พอดี ท้องฟ้าที่โปร่งไร้เมฆมาบดบัง คล้ายกับว่า์อำนวยอวยชัยกับการได้รับอิสรภาพของนาง แสงแดดที่ส่องประกายระยิบระยับ ได้ตกกระทบร่างอันบอบบางอรชร เกิดเป็ภาพชวนให้คนตกตะลึงอย่างไม่อาจห้ามใจ
ฟางลั่วเฉินจ้องมองซูเหยียนไม่ละสายตา เขาไม่เคยตั้งใจมองนางอย่างเต็มตาแบบนี้มาก่อน วันนี้นางปล่อยผมเหมือนสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน ปักไว้เพียงปิ่นหยกขาวมันแพะเนื้อดีด้ามเดียวบนศีรษะ หน้าตาและเรือนร่างที่งดงามอยู่แล้ว กลับแลดูงดงามมากยิ่งขึ้นเมื่อได้รับการประทินผิว แต่งแต้มบางๆด้วยชาด ลั่วเฉินยังจ้องมองนางอยู่อย่างนั้นนานสองนาน แต่ว่าซูเหยียนกลับไม่เหลือบหางตา หันมาแลเขาแม้แต่นิดเดียว
นางก้าวเดินช้าๆอย่างสง่างาม เพื่อไปขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ ไม่แม้แต่หันหลังมาเอ่ยคำลากับผู้ใด ใบหน้าที่งดงามล่มเมือง ยังคงประดับไว้ซึ่งรอยยิ้มบางๆที่งดงามจับตา แค่มองดูก็รู้ว่านางสุขใจมากเพียงใด ที่ได้ก้าวออกจากการเป็สะใภ้ของตระกูลฟาง
บุรุษร่างใหญ่ขมวดคิ้วเป็ปม ก่อนจะบังเกิดความร้อนรุ่มสุมอยู่ในอก ในตอนนี้ความรู้สึกไม่ยินยอมเกิดขึ้นในจิตใจของเขา ฟางลั่วเฉินรู้สึกว่าตนไม่ยินดีกับการจากลาในครั้งนี้เลย
"ไปได้" ซูเหยียนเอ่ยบอกกับสารถีผู้บังคับรถม้า เพราะใจของนางตอนนี้ อยากที่จะไปให้พ้นจากสถานที่แห่งนี้เต็มทนแล้ว
"ขอรับนายหญิง"
ซูเหยียนได้ชำเลืองมองดูอดีตสามีเป็ครั้งสุดท้าย มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นเป็เชิงเยาะเย้ย นางจงใจยิ้มหยันใส่เขา สายตาที่นางทิ้งไว้ ก่อนที่รถม้าจะแล่นออกไป คือสายตาของการดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
รั่วเซียนที่ยืนมองดูทุกอย่างจากระเบียงทางเดิน ดวงหน้าเล็กกำลังขาวซีดไร้สีเืทั้งยังดูเศร้าหมอง ความสังหรณ์เกิดขึ้นในจิตใจ โดยเฉพาะในตอนนี้ที่นางได้เห็นแววตาอาลัยอาวรณ์ของแม่ทัพลั่วเฉิน บุรุษชายชาติทหารที่เคยพร่ำบอก ว่ารักนางสุดหัวใจ มาบัดนี้เขากลับกำลังทอดสายตา จ้องมองสตรีอื่นที่ไม่ใช่นาง ในใจของรั่วเซียนสั่นระรัว นางอดที่จะรู้สึกเป็กังวลไม่ได้
"ท่านแม่ทัพเ้าคะ" รั่วเซียนก้าวเดินอย่างช้าๆไปหาลั่วเฉินที่กำลังยืนอย่างเหม่อลอย เมื่อบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้าไม่ตอบสนอง นางจึงเอ่ยเรียกเขาซ้ำเป็ครั้งที่สอง
"ท่านแม่ทัพ.. ท่านเป็อะไรหรือเปล่าเ้าคะ" รั่วเซียนเอ่ยเรียกซ้ำด้วยน้ำเสียงแ่เบา จนทำให้ลั่วเฉินหลุดจากภวังค์
"เปล่าไม่มีอะไร" ลั่วเฉินพลันได้สติจากเสียงเรียกของสตรีร่างบาง เขาจึงเอ่ยปฏิเสธแล้วฝืนยิ้มบางๆออกไป
ใบหน้าของลั่วเฉินเคร่งขรึมลง รั่วเซียนรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัวในใจของเขา นางอยากจะพูดบางสิ่งบางอย่างกับเขา แต่กลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อเห็นเขาขมวดคิ้วแล้วจ้องหน้านางอย่างไม่พอใจ
"เ้ากลับเรือนไปเถอะ" ลั่วเฉินก็ไม่รู้ว่าเหตุใดวันนี้ถึงเห็นรั่วเซียนแล้วเกิดหงุดหงิดในใจอย่างบอกไม่ถูก คงเพราะสายตาดูแคลนและคำพูด ที่ซูเหยียนได้ทิ้งไว้กระมัง
คำพูดของซูเหยียนยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา
'ไม่มีสตรีที่จิตใจดีงามคนไหน ที่จะประพฤติตนให้เสื่อมเสีย โดยการทอดกายให้บุรุษเชยชมง่าย ๆ ท่านรู้จักตัวตนของสตรีผู้นี้ดีเพียงพอแล้วอย่างนั้นน่ะหรือ ท่านช่างเป็บุรุษที่โง่เขลายิ่งนักฟางลั่วเฉิน!'
"ท่านแม่ทัพ" รั่วเซียนเอ่ยออกมาเสียงสั่นเครือ สีหน้าของนางดูเป็กังวล เป็เพราะรักเขามากนางจึงกลัว กลัวว่าเขาจะรู้เื่ในคืนนั้น แล้วคิดทิ้งนางไป ความอ้างว้างปรากฏชัดขึ้นในแววตาของนางอย่างห้ามไม่อยู่
"ข้าเคยบอกกับเ้าแล้วไม่ใช่หรือ ว่าข้าชอบคนที่ว่าง่ายรู้ความ" ลั่วเฉินพูดออกมาเชิงข่มขู่
"เ้าค่ะรั่วเซียนทราบแล้ว รั่วเซียนจะเชื่อฟังท่านแม่ทัพทุกอย่างเ้าค่ะ" นางก้มหน้าแล้วรับคำของเขา ในอกรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นอย่างฉับพลันเพราะความน้อยใจ
"อืม..เ้ากลับเรือนไปได้แล้ว"
"เ้าค่ะ"
ใจของรั่วเซียนเ็ปร้าว เพราะนางรู้อยู่เต็มอกว่าบุรุษผู้นี้หาได้รักนางไม่ ความรู้สึกที่เขามีให้กับนาง ก็เป็เพียงแค่ความหลงใหลชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น หาได้เป็ความรู้สึกรักลึกซึ้งจากใจ ทำไมนางจะไม่รู้ ว่าเป็เพราะเขาอยากเอาชนะซูเหยียนอดีตภรรยาของเขา แม่ทัพฟางลั่วเฉินจึงใช้นางเป็เครื่องมือ
ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอก แต่นางก็เลือกที่จะยอมรับมัน เพราะตัวนางเองก็รักเขามากเหลือเกิน อีกทั้งนางยังคิดจะหลบหนีจากเื่ราวในอดีต มีแต่เขาเท่านั้นที่จะสามารถกำบังแดดฝนให้นางได้ จะด่านางว่าเป็สตรีที่ชั่วช้าไร้ยางอาย...นางก็ยอมและยินดีแบกรับไว้เอง