บทที่ 64 เสียงลึกลับ (2)
‘นายเป็นใครกันแน่?’ อย่างรวดเร็วสายฝนพลันสงบ เขาถามเสียงลึกลับภายในใจแม้จะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องไม่บอกตนแน่ ‘ข้าเป็นใคร? คนโง่อย่างเจ้าไม่ควรรู้นามแท้จริงของข้า’ หลังได้ยินสิ่งที่สายฝนถาม เสียงลึกลับก็ตอบกลับมา คำตอบเสียงลึกลับทำเอาสายฝนหัวเสีย เขาไม่เคยเจอใครดูถูกคนอื่นมากขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
‘ฉันต้องใจเย็นๆเข้าใว้’ สายฝนพยายามสงบอารมณ์ของตนเอง และถามคำถามเสียงลึกลับต่อว่า ‘แล้วฉันอยู่ที่ไหน? ทำไมฉันถึงขยับร่างกายไม่ได้? ทำไมร่างกายฉันมันขยับไปเอง?’ เสียงลึกลับตอบกลับอย่างรวดเร็วด้วยนํ้าเสียงเหมือนไม่อยากจะพูดกับคนโง่ ‘แค่นี้เจ้าก็ไม่รู้? ในอนาคตเจ้าจะรอดชีวิตมั้ยเนี่ย? ข้าล่ะเป็นห่วงเจ้าจริงๆ เอาล่ะถ้าเจ้าไม่รู้งั้นข้าคนนี้จะเป็นคนบอกเจ้าเอง ที่เจ้าไม่สามารถขยับร่างกายได้น่ะเป็นเพราะว่านี่ไม่ใช่ร่างกายของเจ้ายังไงล่ะ’
‘ไม่ใช่ร่างกายของฉัน?’ เขาพึมพำในใจก่อนที่สามวินาทีถัดมาจะตกใจ ‘ไม่ใช่ร่างกายของฉัน ถ้างั้นเป็นร่างกายของใครล่ะ? แล้วทำไมฉันถึงมาอยู่ในร่างคนอื่นได้เนี่ย? บัดซบ! ไอ้เสียงเวรนั้นมันต้องรู้ทุกอย่างแน่นอนแต่กลับไม่บอกฉัน เวร! มันอยากให้ฉันสงสัยจนตายรึไงวะ?’ สายฝนแอบด่าเสียงลึกลับในใจ เวลานี้เขาได้ลืมไปแล้วว่าเสียงลึกลับมันสามารถรู้สิ่งที่เขาคิดได้
‘มนุษย์โง่เขลาเช่นเจ้าถึงกับกล้าด่าข้ารึ? หึ! ครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน หากมีครั้งหน้าข้าจะสังหารเจ้าทิ้งซะ จากนี้ไปขอให้โชคดีแล้วกัน ทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับความฉลาดของเจ้า’ เสียงลึกลับดังขึ้น ดูจากนํ้าเสียงของมันเสียงลึกลับน่าจะใกล้หมดความอดทนเต็มทีแล้ว สายฝนคาดว่าหากเขาทำให้มันไม่พอใจอีกครั้งเรื่องราวของเขาคงต้องจบลงตอนนี้
‘ตอนนี้ฉันไม่สามารถทำอะไรได้เลย’ สายฝนคิดอย่างเศร้าใจ มันเหมือนกับเวลานี้เขากำลังโดนกักบริเวณอยู่ ช่างเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเอาซะเลย สายฝนละความสนใจจากเสียงลึกลับและหันมาสนใจชายชราตรงหน้าเขา ไม่ว่าจะดูยังไงสายฝนก็ไม่เห็นอะไรอื่นนอกจากความธรรมดา คนตรงหน้าเขาดูยังไงก็เป็นแค่ชายแก่ธรรมดา ไม่มีออร่าหรือแรงกดดันอันแข็งแกร่งจากชายชรา แต่ถึงแม้ชายแก่คนนี้จะดูธรรมดาสายฝนก็เลือกที่จะเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นผู้แข็งแกร่งเอาใว้ก่อน
“นั่นคือสิ่งที่ข้าภูมิใจ” ชายชรายิ้มและกล่าว มันจ้องมายังร่างกายสายฝนด้วยแววตาไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ ไม่สิ คงไม่สามารถกล่าวเช่นนั้นได้เพราะร่างกายนี้ไม่ใช่ของสายฝนแต่เป็นร่างกายของคนอื่น วินาทีนั้นปากมันก็ขยับไปเองโดยที่สายฝนไม่ได้ควบคุม ปากขยับทำให้เกิดเสียง “หึ! เจ้าก็เก่งแต่เรื่องแบบนี้แหละ หากเจ้าเก่งเรื่องต่อสู้มากเท่าเก่งเรื่องตามหาคนอื่น ในสงครามครั้งนั้น##########” หลังจากคำว่า“ครั้งนั้น”ก็เหมือนมีพลังบางอย่างทำให้สายฝนได้ยินไม่ชัด แม้เขาจะพยายามฟังเสียงอย่างตั้งใจสายฝนก็ได้ยินเสียงไม่ชัดอยู่ดี
‘นี่มันบ้าอะไรเนี่ยย?! ทำไมฉันถึงฟังมันไม่ชัดกัน?’ อารมณ์สายฝนกลับมาไม่ดีอีกครั้ง วันนี้เขาช่างเจอเรื่องที่ทำให้หัวเสียเยอะเหลือเกิน! วันนี้มันบ้าอะไรวะ? ‘หืมม เดี๋ยวนะ! ลักษณะการพูดแบบนี้มันทำให้ฉันรู้สึกคุ้นๆ มันเหมือนกับลักษณะการพูดของเสียงลึกลับเลยนี่หว่า! แต่เสียงมันต่างกันนะ เป็นไปได้เหรอที่เจ้าของร่างกายนี้เป็นเสียงลึกลับ?’ สายฝนไม่อยากจะเชื่อทว่าเขาก็ต้องเชื่อเพราะวินาทีถัดมาเสียงลึกลับพลันดังขึ้นภายในหัวสายฝนว่า ‘ใช่! ข้าคือเจ้าของร่างกายนี้เอง เวลานี้วิญญาณของเจ้ากำลังอยู่ในร่างกายข้า’ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเจ้าของร่างกายที่วิญญาณสายฝนอยู่คือเสียงลึกลับ
สายฝนสงสัยสุดๆ เขาใช้เวลาคิดอยู่หลายวินาทีก่อนในท้ายที่สุดสายฝนซึ่งไม่สามารถหาคำตอบได้ก็ถามเสียงลึกลับ ‘นายทำไปเพื่อนอะไรกันแน่? ทำไมนายถึงช่วยฉัน? ตอนนั้นนายบอกว่าถ้าฉันดูสิ่งที่นายเตรียมใว้ฉันจะเข้าใจเรื่องบางอย่างมากขึ้น ฉันขอถามหน่อยทำไมนายถึงช่วยฉันให้เข้าใจมากขึ้นด้วย? อย่าบอกว่านายสงสารฉัน ฉันรู้ว่าคนอย่างนายน่ะไม่มีวันช่วยคนอื่นเพียงเพราะสงสารหรอก นายต้องการอะไรจากฉัน? อีกอย่างมันไม่มีใครช่วยคนอื่นฟรีๆหรอกนะ?’ สายฝนปล่อยคำถามที่เขาต้องการคำตอบออกมาให้เสียงลึกลับฟังหมด เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย ตัวเขาเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา มีสิ่งใดที่เสียงลึกลับต้องการจากเขา? การช่วยเขามันคุ้มค่าแล้วเหรอ?
หลังสายฝนกล่าวถามในใจ เสียงลึกลับก็เงียบอยู่หลายวินาทีจากนั้นจึงดังขึ้นว่า ‘เป็นเรื่องจริงที่ข้าช่วยเจ้าเพราะหวังผลบางอย่าง ทว่าเจ้าในตอนนี้นะอ่อนแอเกินไป เจ้าไม่ควรรู้สาเหตุที่ข้าช่วยเจ้าในตอนนี้ เวลานี้เจ้ายังอ่อนแออยู่เจ้าแค่คิดไปว่าข้าช่วยเจ้าเพราะอยากให้เจ้าแข็งแกร่งกว่าคนอื่นก็พอ หากในอนาคตเจ้าอยู่ในระดับแปดเมื่อไหร่ข้าจะบอกสิ่งที่เจ้าอยากรู้เอง’
เมื่อฟังคำตอบสายฝนพลันตกตะลึง สายฝนไม่ได้ตกตะลึงเพราะเสียงลึกลับไม่ได้บอกสาเหตุที่ช่วยเขา สิ่งที่ทำให้สายฝนตกตะลึงคือประโยคสุดท้าย ‘ระดับแปด? เชี่ยย! อีกนานแค่ไหนวะกว่าฉันจะถึงระดับแปด ตอนนี้ฉันยังไม่ถึงระดับสองเลยด้วยซํ้า จู่ๆไอ้เสียงเวรนั้นก็ตั้งเป้าหมายความยากระดับนรกให้ฉันซะงั้น ก่อนจะพูดนายช่วยดูด้วยว่าพรสวรรค์ฉันมีแค่ไหน!’
‘เจ้าเรียกข้าว่าเทพวายุก็ได้’ เสียงลึกลับลั่น สายฝนฟังชื่อที่ดูยิ่งใหญ่แล้วก็รู้สึกว่ามันเหมาะกับเสียงลึกลับแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายซึ่งน่าจะเหนือกว่าระดับแปดการใช้ชื่อนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ‘เทพสายลม? ฟังดูยิ่งใหญ่ หากมีคนเรียกฉันแบบนั้นมันคงดีสุดๆไปเลย’ สายฝนคิด
เทพวายุเอ่ยกับสายฝน ‘เวลานี้ใกล้ถึงสิ่งที่ข้าเตรียมใว้ให้เจ้าแล้ว เจ้าควรละความสนใจออกจากข้าและตั้งใจดูสิ่งที่ข้าเตรียมใว้ สิ่งที่เจ้าเห็นอยู่ตอนนี้ทั้งชายแก่และข้านั้นเป็นเพียงอดีตเท่านั้น เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว เจ้าอยู่ในร่างข้าในอดีตแม้ว่าเจ้าจะไม่สามารถควบคุมร่างกายนี้ได้แต่เจ้าจะได้รับประสบการณ์และความรู้ของข้าตอนเจ้าอยู่ในร่างทั้งหมด ส่วนเจ้าจะเข้าใจความรู้ที่ได้รับมากแค่ไหนนั้นล้วนขึ้นอยู่กับตัวเจ้า’ เทพวายุกล่าวเช่นนั้นและไม่ได้อธิบายสิ่งใดเพิ่ม ปล่อยให้สายฝนงงงวย
///
ภายในห้องใต้ดินขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ภายในห้องนั้นมืดมิดไร้แสงสว่าง เต็มไปด้วยความมืด กระทั่งระดับแปดก็มิอาจมองเห็นในความมืดนี้ได้ ในห้องมีชายสองคนกำลังยืนอยู่ตรงข้ามกัน หนึ่งเป็นชายแก่ อีกหนึ่งคือชายหนุ่มซึ่งดูแล้วอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบห้าปี
“เฮ้ออ~ เจ้ายังไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในสงครามครั้งนั้นอีกหรือ?” ชายชราถอนหายใจ มองเทพวายุด้วยสายตารู้สึกผิด
เทพวายุเอ่ยว่า “ข้าจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นเด็ดขาดแม้ว่าจะผ่านไปหลายร้อยหรือหลายพันปี”
“แล้วสิ่งที่เจ้ากำลังจะทำต่อจากนี้คิดดีแล้วใช่หรือไม่?’ ชายแก่ถาม
“ใช่ ข้าคิดดีแล้ว” เทพวายุตอบด้วยเสียงหนักแน่น หากมองดีๆจะพบว่าในแววตาเขานั้นมีความเศร้ามากมายมหาศาลแฝงอยู่ อีกทั้งยังมีความอาฆาตแค้น
“หากเป็นเช่นนั้นข้าก็จำเป็นต้องสังหารเจ้าแล้ว” ชายชรากล่าว ดาบสีทองศักดิ์สิทธิ์พลันปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ชายแก่จับดาบเล่มนั้นและจู่โจมใส่เทพวายุฉับพลัน เมื่อใบดาบแหวกผ่านอากาศ อากาศจะฉีกขาดและเกิดรอยแยกมิติ ความเร็วการโจมตีของชายชราเร็วมาก เพียงไม่นานใบดาบก็ใกล้ถึงตัวเทพวายุแล้ว
---
จบบทที่ 64 เสียงลึกลับ (2)