ข้อมูลเล็กๆน้อยๆ เผยออกมาจากคำพูดของทุกคนเรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับบุตรชายที่โตจนไม่เหมือนเด็กของตน
“ขออภัย จู่ๆข้าก็นึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง ต้องรีบกลับไปจัดการสักหน่อย”หลันเสียนหลงไม่ทันได้ไตร่ตรองว่าการกระทำของตนจะล่วงเกินคนตรงหน้าเหล่านี้หรือไม่เขานำตะกร้าสะพายหลังและตะกร้าไม้ไผ่มาซ้อนกัน ใช้เชือกป่านเส้นหนึ่งมัดเอาไว้และรีบหาบของขึ้นเดินไปทางจวนหยาง
ส่วนกลุ่มชายวัยกลางคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับมีรอยยิ้มไม่เปลี่ยนแปลงไม่ได้โทษการกระทำที่ไร้มารยาทของหลันเสียนหลงเลยสักนิด
ยามนี้ไม่เหมือนกับยามนั้นยามที่หลันเฟิงสำแดงพรสวรรค์ที่น่าตกตะลึงออกมาตำแหน่งบิดาของเขาย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย
หลังจากผ่านไปชั่วครู่เงาร่างที่หาบของอยู่ก็มาปรากฏในลานเล็กๆ ของเรือนหมายเลขสอง
หลันเสียนหลงที่ยังคงหาบของอยู่มองเงาร่างที่อ่อนวัยของชายหนุ่มเขารีบสาวเท้าเดินเข้าไปจนกระทั่งมายืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าสองสามครั้งอย่างลังเล แล้วถึงได้เอ่ยถามอย่างแช่มช้าว่า“วันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ”
หลันเฟิงหัวเราะน้อยๆถอนจิตออกมาจากสภาวะขั้นละเอียดอ่อน วางค้อนตีเหล็กในมือลงอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยกับบิดาว่า “เดิมคิดจะบอกท่านยามกินข้าวเย็น คิดไม่ถึงว่าท่านจะรู้แล้ว”
“ความจริงแล้วก็ไม่มีอะไรมากก่อนหน้านี้ท่านผู้นำตระกูลเรียกพวกเราไปต้อนรับอาจารย์เสี้ยวเอินจากสำนักศึกษาเมิ่งอู่ทว่าหลังจากที่แม่นางเสวี่ยทดสอบแล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเล็กน้อยดังนั้นข้าจึงได้ขึ้นไปทดสอบ แต่เหมือนผลลัพธ์จะอยู่เหนือกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้ด้วยเหตุนี้ถึงได้เกิดความวุ่นวายเล็กๆ ขึ้น”หลันเฟิงอธิบายเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบอย่างผิวเผิน เห็นได้ชัดว่าไม่ได้สนใจราวกับว่าตัวละครหลักในเรื่องนี้ไม่ใช่ตนเองอย่างไรอย่างนั้น
“ความวุ่นวายเล็กๆ?” หลันเสียนหลงมุมปากกระตุก ยิ้มขื่นอย่างอดไม่ได้
ผู้ที่อยู่ด้านนอกประจบประแจงขนาดเขานั้นยังเรียกว่าแค่ความวุ่นวายเล็กๆ อีกหรือ
ทว่าเมื่อได้ยินหลันเฟิงเอ่ยถึงเรื่องการทดสอบหลันเสียนหลงก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ผลการทดสอบเป็นอย่างไร”
หลันเฟิงยักไหล่เล็กน้อยแล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ“ดูเหมือนจะเป็น ‘อายุสิบหกปี ระดับไอปราณขั้นสี่ ระดับดารา’ ประมาณนั้น”
หลันเสียนหลงที่เพิ่งเงี่ยหูฟังได้ยินเข้าก็สั่นสะท้านเผยสีหน้าตกตะลึงที่ไม่อาจปกปิดได้ออกมา
ผ่านไปเนิ่นนานหลันเสียนหลงถึงได้ค่อยๆได้สติกลับคืนมา แล้วถอนหายใจเบาๆ พลางโคลงศีรษะด้วยรอยยิ้มขมขื่น“มิน่าล่ะคนเหล่านั้นถึงได้ประจบข้าแปลกๆ”
แม้ว่าจะรู้สึกสงสัยเล็กน้อยแต่หลันเสียนหลงกลับไม่ได้สงสัยคำพูดของหลันเฟิง และดูเหมือนจะไม่ได้แปลกใจกับพรสวรรค์ที่น่าตกตะลึงเพียงนี้ของหลันเฟิงเลยสักนิด
“แม้ว่าเจ้าจะเลื่อนขั้นไปอยู่ระดับไอปราณขั้นสี่แล้วแต่...” พูดได้ครึ่งหนึ่งหลันเสียนหลังกลับหยุดชะงัก นึกถึงการฝึกฝนอย่างมีวินัยในตัวเองเป็นอย่างยิ่งของหลันเฟิงรวมทั้งนิสัยที่สันโดษเกินไป เขาก็พบว่าตนเองพูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์บางครั้งเด็กคนนี้ก็โตเสียจนแม้แต่เขาที่เป็นบิดาก็ยังรู้สึกละอายใจ
หลันเฟิงมองสีหน้าเก้อเขินของหลันเสียนหลงก็รู้สึกสุขใจ
หลันเสียนหลงถลึงตาใส่หลันเฟิงแวบหนึ่ง“เพิ่งจะอยู่ระดับไอปราณขั้นสี่ เจ้าก็พอใจแล้วหรือ ตอนนั้นพ่อ...”
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วจบหัวข้อบทสนทนานี้น้ำเสียงหงอยเหงาเล็กน้อย “สรุปแล้ว อย่าพอใจง่ายๆ !แล้วก็จะต้องดูแลตนเองให้ดีด้วย!”
หลันเฟิงไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเหตุใดอารมณ์ของบิดาถึงเปลี่ยนได้ไวในพริบตาขนาดนี้แต่หลันเฟิงก็ยังพยักหน้าอย่างจริงจังให้กับคำสอนของบิดา “อือ”
เมื่อเห็นท่าทางรู้จักคิดของชายหนุ่มใบหน้าของหลันเสียนหลงก็ปรากฎรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง เขาตบบ่าชายหนุ่มเบาๆ “ไม่เลวท่าทางน่านับถือเหมือนพ่อในตอนนั้น”
เอ่ยจบหลันเสียนหลงก็หันกายเดินไปที่ประตูลานแบกตะกร้าสะพายหลังและตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นแล้วหาบไปที่ห้องโถงกลาง
หลันเฟิงจ้องมองเงาแผ่นหลังของหลันเสียนหลงอย่างมีความคิดเขม็งแล้วเอ่ยพึมพำกับตัวเองว่า“ท่าทางน่านับถือในตอนนั้น? หรือว่าตอนนั้นท่านพ่อเองก็เป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นกว่าใครเช่นกัน?”
ชายชราก็มองเงาแผ่นหลังของหลันเสียนหลงเช่นกันแล้วเอ่ยอย่างแช่มช้าว่า“หากข้าคาดเดาไม่ผิด เกรงว่าตอนหนุ่มๆพ่อของเจ้าก็เป็นอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งเช่นกัน”
“อ่อ?”หลันเฟิงเลิกคิ้วแล้วเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง “เหตุใดถึงกล่าวเช่นนั้น”
ฝ่ามือโปร่งแสงของชายชรายื่นนิ้วโป้งออกมาแล้วกดไปที่จุดตันเถียนสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “จากที่ข้าสังเกตเจ้าที่ผ่านมาทำให้พบว่าท่านพ่อของเจ้าเคยได้รับบาดเจ็บหนักมากจนทำให้จุดตันเถียนเกิดรอยร้าวและการต่อสู้เมื่อสามปีก่อนก็ทำให้จุดตันเถียนแตกละเอียดถึงได้ตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้”
ไม่รอให้ชายหนุ่มเอ่ยปากชายชราก็เอ่ยว่า“แม้ว่าวิชาผลาญปราณแท้จะจะเลื่องชื่อว่าเป็นเคล็ดวิชาต้องห้ามของตระกูลหยางวิชาลับในการสังหารศัตรูหนึ่งพันทำลายตนเองแปดร้อยแต่มากสุดก็แค่เสียพลังยุทธ์ของตนเองไป ไม่ได้ทำให้จุดตันเถียนแตกละเอียดสาเหตุที่จุดตันเถียนของพ่อเจ้าแตกละเอียดต้องเป็นเพราะจุดตันเถียนของเขาใกล้จะแตกอยู่แล้วแรงกดดันของวิชาผลาญปราณแท้ถึงได้ทำให้จุดตันเถียนแหลกละเอียด”
เมื่อได้ยินหลันเฟิงก็หรี่ตาลงเล็กน้อยแววตาสีดำสนิทเปล่งประกายอันตราย
สิบหกปีแล้วเขาไม่เคยรู้เลยคิดไม่ถึงว่าท่านพ่อจะเคยได้รับบาดเจ็บหนัก
“ศัตรูของพ่อเจ้าช่างฝีมือโหดเหี้ยมนัก!” ชายชราถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “อาการบาดเจ็บธรรมดา แม้ว่าจะร้ายแรงแต่สิบกว่าปีก็เพียงพอจะรักษาให้หายได้แต่ท่านพ่อของเจ้ากลับเหมือนไม่เคยดีขึ้นเลย เห็นได้ชัดว่าศัตรูของพ่อเจ้าฝีมือร้ายกาจเช่นเดียวกันพละกำลังของอีกฝ่ายก็คงน่ากลัวมากจริงๆ !”
แต่ชายชราเองก็ประหลาดใจเล็กน้อยเหตุใดหลันเสียนหลงถึงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ต่อหน้าหลันเฟิงเลยล่ะ
แววตาของหลันเฟิงเย็นเยียบ“ความแค้นของพ่อ ข้าจะแก้แค้นแทนเขาเอง”
“เจ้า?” ชายชราส่ายศีรษะด้วยรอยยิ้มบางๆพลางเบะปากแล้วเอ่ยว่า “เจ้าดูแลตัวเองให้ดีก่อนเถิด อย่าลืมล่ะในจวนค้ำฟ้ายังมีแม่นางน้อยที่รอเจ้าอยู่หนึ่งคน!”
จวนค้ำฟ้าหงเซียน!
แม้จะผ่านไปสามปีแต่ใบหน้าของหญิงสาวที่เหมือนดอกไม้สดและจิตใจเหมือนงูและแม่งป่องยังคงปรากฎแจ่มชัดในหัวของชายหนุ่มสลักลึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ
ความทุกข์ทรมานที่ได้รับจากไอเคียดแค้นที่สะสมมาตลอดสามปีราวกับระเบิดออกมาในขณะนั้น
ดวงตาสองข้างของชายหนุ่มดำสนิทเย็นชาราวกับดาบน้ำแข็งในเหมันตฤดูรอบกายแผ่ไอน่าสะพรึงที่ทำให้ผู้คนสั่นสะท้านออกมา
หลังจากผ่านไปชั่วครู่ไอน่าสะพรึงกลัวที่ระเบิดออกมาราวกับน้ำหลากกลับถูกยับยั้งในชั่วพริบตาชายหนุ่มพลันเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ “ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำร้ายบิดาของข้าหรือสตรีที่จวนค้ำฟ้าผู้นั้น ข้าก็จะต้องไปเยี่ยมเยียนสักหน่อย”
สตรีที่ร่างกายมีโลหิตของตนเองไหลเวียนอยู่ยามนี้คงใช้ชีวิตอย่างมีอิสระมากสินะ?
ชายหนุ่มมองไปทางจวนค้ำฟ้าแล้วเอ่ยพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา“เจ้าคงจำข้าไม่ได้แล้ว แต่ในตำบลเล็กๆ เช่นนี้ยังมีคนที่จำเจ้าได้แม่น จำได้ว่า...ต้องสังหารเจ้า!”
ทว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำร้ายหลันเสียนหลงหรือว่าสตรีจากจวนค้ำฟ้าก็อยู่ไกลเกินเอื้อมอยากจะล้างแค้นหลันเฟิงกลับยังคงต้องเดินทางอีกไกล
ตามที่หลันเฟิงรู้ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในตระกูลหยางหยางเซียวคือหนึ่งในสามยอดฝีมือระดับจันทราของตำบลเฟิงแต่ก็ยังไม่อาจบินได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสตรีนามว่าหงเซียนผู้นั้นคือสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าระดับจันทราและคนที่ทำร้ายหลันเสียนหลง เกรงว่าพลังยุทธ์ก็คงไม่ต่ำกว่าหงเซียนแม้กระทั่งร้ายกาจกว่า
แรงกดบนบ่าของชายหนุ่มดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า
“ข้าต้องรีบไปให้ถึงระดับจันทราโดยเร็วที่สุด...ไม่ระดับจันทราก็ยังไม่พอ ข้าต้องฝึกฝนให้ถึงระดับที่สูงยิ่งกว่า!” ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกพลางกำหมัดแน่นสีหน้าเกียจคร้านบนใบหน้าเยาว์วัยพลันถูกความเด็ดเดี่ยวและความเข้มแข็งอดทนเข้ามาแทนที่
นี่คือความดื้อรั้นที่ทำให้ชายหนุ่มยังยืนหยัดมาได้ถึงทุกวันนี้!
ชายชราเดินเคียงข้างเขามาตลอดทางจึงเข้าใจความคิดของชายหนุ่มเป็นอย่างดี“จวนค้ำฟ้าเป็นสิ่งมีชีวิตระดับไหน เจ้าก็น่าจะรู้ดี พูดกันตามตรงหากเจ้าอยู่ในตำบลเฟิงเล็กๆแห่งนี้ตลอดชีวิต เกรงว่าชีวิตนี้คงไม่อาจเหนือกว่าสตรีผู้นั้นได้และในยามนี้ความหวังเดียวของเจ้าก็คือสำนักศึกษาเมิ่งอู่ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เจ้าต้องทำต่อจากนี้ก็คือพยายามเข้าสำนักศึกษาเมิ่งอู่ให้ได้ การปีนขึ้นไปบนแท่นที่ยิ่งสูงยิ่งใหญ่ก็จะยิ่งวได้สัมผัสกับโลกกว้างเช่นนี้ถึงจะมีทรัพยากรมากขึ้น”
สำนักศึกษาเมิ่งอู่ย่อมสู้จวนค้ำฟ้าไม่ได้แต่สำนักศึกษาเมิ่งอู่คือสาขาระดับสามภายใต้การปกครองของหอหมื่นศาสตรา หากแสดงความโดดเด่นในสำนักศึกษาเมิ่งอู่เพียงพอก็มีโอกาสเข้าสู่สาขาระดับสอง จากนั้นก็ระดับหนึ่ง หากนักเรียนระดับหนึ่งสามารถผ่านแบบทดสอบต่างๆได้จนถึงที่สุด ก็จะเข้าร่วมหอหมื่นศาสตราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแกนหลักหอหมื่นศาสตรา
และหอหมื่นศาสตรานี้ก็เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าจวนค้ำฟ้าเสียอีก
สมาคมหลอมศาสตรายุทธ์ในแผ่นดินใหญ่ชิงโจวส่วนใหญ่ล้วนเป็นสมาชิกระดับสูงของหอหมื่นศาสตราแม้แต่รองเจ้าสมาคมของสมาคมหลอมศาสตรายุทธ์สามคนก็ยังเป็นคนของหอหมื่นศาสตราไปแล้วสองคน
และเป้าหมายของหลันเฟิงก็คือเข้าร่วมหอหมื่นศาสตราหากไม่ได้ ก็ต้องเข้าหนึ่งในสาขาระดับหนึ่งภายใต้การปกครองของหอหมื่นศาสตราให้ได้
เช่นนั้นหลันเฟิงถึงจะมีคุณสมบัติพูดถึงการแก้แค้น
เมื่อรู้สึกถึงอารมณ์ที่ถูกกดไว้ของชายหนุ่มชายชราก็ถอนหายใจ “ความจริงแล้วจุดตันเถียนของพ่อเจ้ายังมีหวังที่จะฟื้นฟู”
ความแค้นที่ก่อตัวในใจของชายหนุ่มพลันมลายหายไปแทนที่ด้วยเสียงร้อนรนของหลันเฟิงทันที “บอกข้าทีต้องทำอย่างไรถึงจะฟื้นฟูจุดตันเถียนของท่านพ่อได้”
ชายชราเงียบขรึมไปชั่วครู่สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วนแล้วพ่นคำพูดออกมาอย่างแช่มช้าว่า“วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็ก!”
เมื่อได้ยินหลันเฟิงก็อึ้งงันไป“นี่ไม่ใช่ทักษะหลอมศาสตรายุทธ์หรือ”
“ใช่แล้ววิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กคือทักษะหลอมศาสตรายุทธ์ที่มหัศจรรย์ชนิดหนึ่ง”จุดนี้ชายชราไม่ได้ปฏิเสธ แต่หลังจากนั้นเขาก็เอ่ยทฤษฎีของตนเองออกมาอย่างช้าๆ“ตามทฤษฎีแล้ว หากจุดตันเถียนแตกสลายก็ไม่อาจฟื้นฟูได้ แม้ว่าจะกินยาเซียนวิเศษใดๆก็ไร้ประโยชน์ แต่วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กกลับสามารถทำลายกฎวันไหนที่เจ้าทำความเข้าใจวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กไปสู่ขั้นบรรลุได้ยามที่เจ้าสามารถสัมผัสทุกอย่างโดยรอบได้ไม่ว่าจะเล็กใหญ่แค่ไหนเจ้าก็จะสามารถใช้วิชาการหลอมศาสตรายุทธ์หลอม ‘จุดตันเถียน’ ได้ และนี่ก็ยังถือเป็นขอบเขตของการหลอมศาสตรายุทธ์ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ตาเฒ่าก็มั่นใจแค่หกส่วน”
ทฤษฎีการหลอมจุดตันเถียนนี้ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก!
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีอัจฉริยะจำนวนนับไม่ถ้วนในแม่น้ำแห่งประวัติศาสตร์แต่กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงทฤษฎีนี้หรือกล่าวได้ว่าไม่มีผู้ใดกล้ามีความคิดคุ้มคลั่งเช่นนี้
ผู้ใดที่เอ่ยถึงทฤษฎีนี้ในสายตาของใครก็ตามย่อมต้องเป็นคนบ้าแน่ๆ
แต่วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กกลับทำให้ทฤษฎีที่บ้าคลั่งเช่นนี้กลายเป็นความจริงได้!
มั่นใจหกส่วนก็สูงมากแล้ว!
ถึงอย่างไรเสียไม่ใช่ทุกคนที่จะมีชะตาเหมือนกับหลันเฟิงไม่ใช่ทุกคนที่จะทนความเจ็บปวดทรมานได้สามปี
“ขั้นบรรลุ!”
ดวงตาสองข้างของหลันเฟิงแดงก่ำเขาไม่เคยอยากฝึกวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กให้ไปถึงขั้นบรรลุได้มากเท่ายามนี้มาก่อน