บทที่ 5: เครื่องมือดีบั๊ก
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนนับั้แ่เหตุการณ์ปะทะคารมหน้าแปลงสมุนไพร แม้ระบบโคกหนองนาโมเดลที่เกาจิ้งวางแผนไว้จะทำให้ผลผลิตในแปลงระดับ F ของเขางอกงามจนพร้อมส่งมอบในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่ความก้าวหน้าในการบ่มเพาะพลังของเขากลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง
เกาจิ้งยังคงติดแหง็กอยู่ที่ขั้นหลอมปราณระดับ 1
“ไม่ได้การ... ถ้าขืนรอแต่เงินจากรอบเก็บเกี่ยวสมุนไพรอย่างเดียว ภายในห้าเดือนฉันไม่มีทางปั่นเลเวลไปถึงหลอมปราณขั้น 5 ได้ทันลงแข่งแน่” ชายหนุ่มบ่นพึมพำขณะเช็ดเหงื่อ การขาดแคลนทรัพยากรอย่างหินิญญาและโอสถเร่งพลัง ทำให้ความเร็วในการทะลวงจุดชีพจรของเขาช้าเป็เต่าคลาน เขา้า ‘เควสรอง’ เพื่อฟาร์มเงินด่วน
ชายหนุ่มตัดสินใจเดินไปที่หอธุรการเพื่อหาภารกิจเสริม บอร์ดศิลาเต็มไปด้วยภารกิจมากมาย
มีตัวหนังสือลอยวนอยู่ในบอร์ดศิลาเหมือนปลากำลังว่ายอยู่ในน้ำ เกาจิ้งสังเกตศิษย์คนข้างๆ ถ้าจะรับภารกิจไหนก็แค่ชูป้ายประจำตัวแล้วตัวอักษรในบอร์ดจะลอยเข้ามาในป้ายเอง
“เข้…โคตรล้ำ” ^o^! เกาจิ้งทึ่งกับวิธีการที่โคตรแฟนตาซี
ภารกิจส่วนใหญ่จำกัดสิทธิ์เฉพาะศิษย์ที่มีพลังขั้นสูง แต่สายตาที่คุ้นชินกับการสแกนหาช่องโหว่ของเขาไปสะดุดเข้ากับภารกิจหนึ่งที่ถูกคนมองข้าม
‘ภารกิจโรงครัว: ้าเนื้อหมูป่าิญญาจำนวนมาก ไม่จำกัดระดับขั้นและอายุ รับซื้อตามน้ำหนัก’
“ไม่จำกัดเลเวลมอนสเตอร์ ขอแค่เป็เนื้อหมูก็พอสินะ...” เกาจิ้งยิ้มมุมปาก หมูป่าระดับ 1 มีอยู่ทั่วไปในป่าหลังเขา พวกมันไม่มีพลังปราณรุนแรง มีแค่ความอึดและแรงวิ่งชนเท่านั้น ศัตรูที่มีรูปแบบการโจมตีทางตรงเพียงมิติเดียว ไม่จำเป็ต้องใช้พลังเข้าปะทะให้เหนื่อยเปล่า
ในวันถัดมา เกาจิ้งใช้เวลาไม่ถึงสามชั่วยามในการขุดหลุมพราง วางกับดักเชือก และใช้หญ้าิญญากลิ่นฉุนเป็เหยื่อล่อ ระบบกับดักฟิสิกส์พื้นฐานทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาได้หมูป่าระดับ 1 มาถึงสามตัวโดยแทบไม่ต้องออกแรงฟันด้วยซ้ำ
ทว่า ปัญหาที่แท้จริงกลับไม่ใช่การล่า แต่มันคือ ‘การขนส่ง’ เนื้อหมูส่งครัว เขี้ยวหมูป่าขายร้านสมุนไพรได้
เกาจิ้งต้องใช้แรงของตัวเองลากเกวียนไม้บรรทุกเนื้อหมูหนักอึ้งลงจากเขา เดินฝ่าผู้คนไปจนถึงตลาดและโรงครัวของสำนัก เพราะเขายังใช้ถุงเฉียนคุน (ถุงมิติ) ไม่ได้ต้องรอถึงขั้น3ก่อน เมื่อไปถึง เขายืนหอบหายใจพลางสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวขณะที่หน้าจอเด้งค่าพลังกายเพิ่มขึ้น+1
ตลาดสำนักคลาคล่ำไปด้วยศิษย์สายนอกและศิษย์รับใช้ที่วิ่งวุ่นไปมา เห็นการเดินทางด้วยนกกระดาษบินหลายตัว บางคนแบกกระสอบข้าว บางคนหอบม้วนตำราวิ่งส่งระหว่างหอ บางคนหิ้วกล่องอาหารส่งให้ศิษย์พี่ที่กำลังปิดด่าน ทุกคนดูเร่งรีบและเหน็ดเหนื่อย สภาพของพวกเขาไม่ต่างจากแพ็กเกจข้อมูล ที่วิ่งสะเปะสะปะอยู่ในระบบเครือข่ายที่ไม่มีเร้าเตอร์คอยจัดระเบียบ สิ่งอำนวยความสะดวกเดียวที่มีคือป้ายหยกส่งข้อความ คล้ายโทรศัพท์แต่ส่งได้เป็ข้อความสั้นๆ แถมต้องซื้อคู่ และส่งได้เฉพาะคู่ของมัน ส่วนพวกเสกของส่งของข้ามมิติถ้าระดับสูงแล้วทุกคนก็ทำได้ แต่สำหรับศิษย์ระดับหลอมปราณยังต้องดิ้นรนกันเองอยู่
“รับส่งของจุดต่อจุดโดยใช้แรงงานคนล้วนๆ ... โคตรสิ้นเปลืองแบนด์วิดท์เลย” เกาจิ้งกอดอก วิเคราะห์ระบบนิเวศตรงหน้าด้วยสายตาของคนทำธุรกิจ “ถ้ามีระบบศูนย์กลางคอยรับออเดอร์ แล้วกระจายงานให้เครือข่ายคนส่งของที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆล่ะ? นี่มันช่องว่างทางการตลาดชัดๆ โลกเซียนยังไม่มีระบบฟู้ดเดลิเวอรี่หรือโลจิสติกส์แบบครบวงจรเลยนี่หว่า าส่งด่วนต้องมาแล้ว”
ไอเดียการทำระบบขนส่งแล่นเข้ามาในหัว หากเขาทำสำเร็จ มันจะเป็เครื่องผลิตหินิญญาแบบพาสซีฟอินคัมชั้นยอด แต่การจะทำระบบนี้ได้ เขาต้องมี ‘พาร์ทเนอร์’ ที่กระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ และต้องมียานพาหนะที่ลดระยะเวลาการขนส่ง ทันใดนั้นเอง ร้านแผงลอยเล็กๆ ใกล้กับร้านอาหารที่เกาจิ้งไปส่งเนื้อหมูก็มีศิษย์สายนอกคนหนึ่งถูกเหวี่ยงออกมากลางถนน
“ถ้าไม่มีศิลาิญญาใช้หนี้ ก็ต้องโดนยึดแผงลอยนี้” ศิษย์รุ่นพี่คนหนึ่งตวาดเสียงดัง
ศิษย์สายนอกคนนั้นได้แต่วิงวอน แต่ไม่เป็ผล แถมยังโดนซ้อมอีกชุดใหญ่ เกาจิ้งถอนใจ นี่แหละนะ ระบบผู้แข็งแกร่งกับผู้อ่อนแอ เขาคิดในใจ
เมื่อกลับมาถึงที่พัก เกาจิ้งเริ่มรื้อตำราประดิษฐ์สิ่งของพื้นฐานที่ขอยืมมาจากหอตำรา เขาเล็งเห็นว่า ‘นกไม้ส่งสาร’ ซึ่งเป็ไอเทมเวทมนตร์ระดับต่ำที่ศิษย์ชั้นสูงชอบใช้ น่าจะเป็คำตอบของการทำ ‘โดรนขนส่ง’ ขนาดย่อมๆ ได้
แต่ทฤษฎีมักง่ายกว่าปฏิบัติเสมอ...
การสร้างโครงสร้างฮาร์ดแวร์อย่างตัวนกไม้นั้นง่ายดาย เขาสามารถเหลาไม้และประกอบข้อต่อได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความยาก ระดับนรกแตกกลับอยู่ที่ ‘การสลักอักขระเวท’ จารึกลงบนแกนกลางและที่อื่นๆ บนลำตัวของนก อักขระพวกนี้ทำหน้าที่เหมือนซอร์สโค้ด สั่งการทำงาน หากลงน้ำหนักมีดแกะสลักผิดพลาดเพียงมิลลิเมตรเดียว หรือลากเส้นอักขระขาดไปนิดเดียว พลังปราณที่ไหลเวียนจะเกิดการลัดวงจรและทำให้ไม้ะเิทิ้งทันที เหมือนกับการพิมพ์ผิดแล้วโปรแกรมพัง
ปัง! เปรี๊ยะ!
“เวรเอ๊ย! คอมไพล์ (Compile) ไม่ผ่านอีกแล้ว!”
เศษไม้ไหม้เกรียมกระเด็นใส่หน้าเกาจิ้งเป็รอบที่ร้อยของเดือน ตลอดหนึ่งเดือนเต็มๆ เขาหมดเวลาไปกับการทดลองสร้างนกไม้ แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็ท่า รอยสลักอักขระมันละเอียดอ่อนเกินกว่าที่สายตาและการควบคุมพลังปราณระดับ 1 ของเขาจะทำได้
“แชท มีวิธีสร้างนกส่งของง่ายๆ มั้ย” เกาจิ้งเริ่มหงุดหงิด -*- 
[การสร้างนกส่งของมีชิ้นส่วน37ชิ้น มี…บลาๆ ๆ ๆ] แชท บอกวิธีการซึ่งเหมือนกับที่เกาจิ้งอ่านมาในหนังสือ ยิ่งทำให้เขาหงุดขึ้นเป็ทวีคูณ
แม้จะหงุดหงิดแต่เกาจิ้งก็ไม่ยอมแพ้ เขาจัดตารางชีวิตตัวเองใหม่อย่างเป็ระบบระเบียบและโหดหิน กลางวันเขาคุมคนงานดูแลแปลงสมุนไพรให้เป็ไปตามแผนโคกหนองนา จากนั้นปลีกตัวไปล่าหมูป่าด้วยกับดักเพื่อนำไปส่งโรงครัวและเดินสำรวจเส้นทางตลาดเพื่อหาพาร์ทเนอร์ พอตกเย็นถึงค่ำเขาจะมานั่งแกะสลักนกไม้ และ่ดึกสงัดเขาจะนั่งสมาธิเดินลมปราณบ่มเพาะพลังไปจนถึงเช้า
การทำวัตรแบบนรกแตกนี้ดำเนินซ้ำไปซ้ำมา... ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นจากการล่าสัตว์และการทำฟาร์ม จิตใจของเขาเฉียบคมขึ้นจากการแกะสลักที่ต้องใช้สมาธิขั้นสูง
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปเข้าสู่เดือนที่สาม...
ปังงงง!
เสียงะเิทึบๆ ดังขึ้นภายในตันเถียนของเกาจิ้ง กลางดึกคืนหนึ่ง ไม่ใช่เสียงนกไม้ะเิ แต่เป็เสียงกำแพงคอขวดของพลังปราณที่ถูกทะลวงออก! กระแสความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เส้นชีพจรขยายตัวกว้างขึ้นและดูดซับปราณฟ้าดินรอบๆ เข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
“ขั้นหลอมปราณระดับ 3!” เกาจิ้งลืมตาขึ้นในความมืด ดวงตาของเขาสว่างวาบพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ในที่สุดความพยายามตลอดสามเดือนก็สัมฤทธิผล การควบรวมการฝึกสมาธิเข้ากับการทำงานหนักทำให้เขามาสู่ขั้น 3 ได้สำเร็จ สามสัปดาห์ก่อนเขากินโอสถเปิดชีพจรไปจึงทะลวงขั้น2
ทันใดนั้นเอง หน้าต่างระบบสีฟ้าพลันเด้งขึ้นมาตรงหน้า พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคย
[ระบบทำการอัปเดตสถานะ...] [ตรวจพบพลังิญญาถึงเกณฑ์ที่กำหนด ทำการปลดล็อกฟังก์ชันติดตัวได้รับสกิลใหม่: เนตริญญา]
“ตาิญญา? คนเห็นผี? สกิลตรวจสอบงั้นเหรอ?”
เกาจิ้งไม่รอช้า เขารีบตั้งสมาธิและเพ่งกระแสปราณไปที่ดวงตาทั้งสองข้าง พริบตาเดียว โลกทั้งใบที่เขามองเห็นก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มันไม่ได้เป็ภาพสีธรรมชาติอีกต่อไป แต่มันกลายเป็ภาพโครงข่ายเส้นใยเรืองแสงหลากสีสัน คล้ายกับมุมมองในโหมดผู้พัฒนา เกาจิ้งมองทะลุผนังห้องออกไปเห็นหนูตัวหนึ่งวิ่งอยู่ พลังชีวิตของมันเป็สีเขียวอ่อนจางๆ เขามองไปที่ต้นไม้หน้าบ้าน เห็นทิศทางการไหลของปราณฟ้าดินที่ถูกรากต้นไม้ดูดซับ
เมื่อเขาก้มมองดูมือตัวเอง เขาก็เห็นเส้นลปราณที่สว่างไสว และจุดสีดำเล็กๆ ตามข้อต่อที่บ่งบอกถึง ‘จุดติดขัด’ ของพลังงาน
“เช็ดเข้... นี่มันเครื่องมือดีบั๊กชัดๆ!” ^o^ เกาจิ้งอุทานด้วยความตื่นเต้นขั้นสุด
ความสามารถของตาิญญานี้ทรงพลังมาก มันคือการอ่านค่าพื้นฐานเชิงลึกของทุกสิ่ง เขาสามารถมองเห็นได้ทันทีว่าใครแข็งแกร่งกว่าจากความหนาแน่นของออร่า มองเห็นทิศทางการไหลของพลังล่วงหน้าเวลาต่อสู้ รู้ว่าอีกฝ่ายใช้ธาตุอะไร และที่สำคัญที่สุด... เขาสามารถมองเห็น ‘จุดอ่อน’ หรือเส้นลมปราณที่ติดขัดของทั้งคนและสิ่งของได้
ทว่า ความตื่นเต้นอยู่ได้ไม่นาน... เพียงแค่สามวินาทีผ่านไป ภาพโครงข่ายสีสันก็ดับวูบลง
“อั่ก!” เกาจิ้งกุมตาตัวเองด้วยความเ็ป โลกตรงหน้าพร่ามัวจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย คล้ายกับคนมองแสงแฟลชแล้วตาบอดชั่วขณะ
[คำเตือน: การใช้งานตาิญญาโอเวอร์โหลดประสาทสายตา ระยะเวลาใช้งานสูงสุด 3 วินาที สถานะผิดปกติ: การมองเห็นพร่ามัว 1 นาที]
“สมดุลบ้าบออะไรวะเนี่ย... บัฟโกงแค่สามวิ แลกกับตาบอดหนึ่งนาทีเต็มๆ” เกาจิ้งบ่นอุบขณะคลำหาขอบเตียงเพื่อนั่งพัก
แม้จะมีข้อเสียเปรียบที่อันตรายมากหากใช้ในระหว่างการต่อสู้จริง เพราะหนึ่งนาทีที่ตาบอดอาจหมายถึงชีวิต แต่สำหรับเกาจิ้งในตอนนี้ มันคือของขวัญล้ำค่าที่สุด
เขายกยิ้มขึ้นในความมืดที่พร่ามัว “แต่ถ้าใช้ตอนที่ไม่ได้สู้... เช่น เอาไปใช้ดูจุดบกพร่องตอนสลักอักขระนกไม้ หรือเอาไปดูเส้นทางน้ำใต้ดินของแปลงสมุนไพรละก็... แค่สามวินาทีก็เกินพอแล้วที่จะสแกนหาบั๊กให้เจอ”
“แชท ทักษะพวกนี้มันจะพัฒนาขึ้นตามการฝึกฝนของข้าใช่หรือไม่” / [ใช่]
“งั้นเปลี่ยนทักษะเป็แถบเปอร์เซ็นต์ความชำนาญ”
[แจ้งเตือน: ความชำนาญ เนตริญญา เพิ่มขึ้นเป็ 0.1% (ระดับ: ฝึกฝน) ]
ตอนนี้ เขาเหลือโอสถชำระมลทินที่ได้มาตอนเข้าสำนักกับเงิน30หินิญญา เงินเดือน3เดือน เขาต้องหาโอสถรวมปราณสำหรับผู้ฝึกหลอมปราณ เงินทุนจากการเก็บเกี่ยวสมุนไพรและเงินเดือนกำลังจะมาถึง โครงการโดรนขนส่งที่กำลังจะสำเร็จเพราะได้ตาิญญามาช่วยแก้ไขอักขระ และระดับพลังที่ก้าวหน้าขึ้น ทุกอย่างกำลังค่อยๆ เป็รูปเป็ร่างขึ้นมาแล้ว
จบตอน.